LNCrawler

ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

ซูหว่านหนิงมองออเดอร์ที่เข้ามาก่อนจะตัดสินใจโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากเมิ่งจื่อหยวน วันนี้เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดเมิ่งจื่อหยวนนัดจะไปตีกอล์ฟ แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากซูหว่านหนิง เจ้าตัวตัวสินใจที่จะยกเลิกนัดแล้วเกณฑ์คนในบ้านทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังบริษัท

           เมิ่งจิ่งถิงเมื่อลงจากรถก็รีบเดินเข้าไปหาซูหว่านหนิง เมื่อเจอหน้กันก็เอาแต่บ่นจนซูหว่านหนิงหูชาไปข้างหนึ่ง

           “ฉันรู้แล้ว ต่อไปถ้ามีเรื่องเร่งด่วนจะขอความช่วยเหลือจากเธอเป็นคนแรก”

           “ถ้าเธอบอกฉันตั้งแต่เมื่อวาน ฉันก็คงจะหาคนมาช่วยได้เยอะกว่านี้” เมิ่งจิ่งถิงบ่นไปพลางนั่งแพคของไปพลาง         

           ตอนนี้คนบ้านเมิ่งไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านทั้งสามคน แม่บ้าน 2 คน คนสวน 1 คน เลขาส่วนตัว 1 คนและภรรยาของเลขาอีก 1 คน รวมทั้งหมด 8 คน กำลังนั่งแพคของเพื่อเตรียมส่งให้ทันภายในเย็นวันนี้

           เทพเจ้าเสวี๋ยไป๋เดินสำรวจรอบโรงงานก่อนจะกลับเข้าไปในออฟฟิศ เมื่อเห็นคนนั่งทำงานกันเป็นจำนวนมาก ท่านก็รีบส่งกระแสจิตบอกกับซูหว่านหนิง

           “ข้าไปล่ะ คนเยอะเกินข้าไม่ชอบ”

           “ได้ค่ะ เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแพคของต่อไป

 

           เสียงโทรศัพท์ของเมิ่งจื่อหยวนดังขึ้น เมื่อเจ้าตัวกดรับเป็นลู่อี้เฉินที่โทรมาถามข่าว

           “พ่อให้โทรมาถามว่าคุณอาไม่สบายหรือเปล่าครับ ถึงได้ยกเลิกนัดวันนี้” 

           เมิ่งจื่อหยวนหัวเราะก่อนจะตอบไปว่า “อาสบายดี แต่วันนี้มารับจ๊อบพิเศษ” พูดจบก็เปิดกล้องวีดีโอ

           “ทุกคนทักทายคุณชายลู่กันหน่อย” 

           ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะส่งยิ้มให้ลู่อี้เฉิน “สวัสดีค่ะ”

           ลู่อี้เฉินมองภาพจากกล้องวีดีโอ คนบ้านเมิ่งทั้งหมดกำลังช่วยแพคของและยังมีเลขาของคุณอาเมิ่งรวมอยู่ด้วย

           “ออเดอร์เยอะมากเลยหรือครับ” ลู่อี้เฉินถาม

           “เยอะมากเลยล่ะ นี่ยังมีออกมาเรื่อย ๆ เลย” เมิ่งจื่อหยวนตอบ

           “คุณอาผมวางสายก่อนนะ” ลู่อี้เฉินพูดจบก็วางสายไป

 

           หนึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงบีบแตรที่หน้าประตูโรงงานดังขึ้น ซูหว่านหนิงลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไป

           รถตู้สีดำคันใหญ่จอดอยู่ที่หน้าโรงงาน เมื่อคนนั่งด้านหน้าลดกระจกลง ซูหว่านหนิงจ้องมองด้วยความแปลกใจ

           “ผมเกณฑ์คนมาช่วยครับ” ลู่อี้เฉินตอบ

           คนที่ลู่อี้เฉินเกณฑ์มาช่วยมีทั้งหมด 5 คน เป็นคนงานในบ้าน 4 คน เลขาส่วนตัว 1 คน ซูหว่านหนิงมองคนที่มาช่วยทำงานเธอไม่รู้ว่าจะขอบคุณน้ำใจพวกเขาอย่างไรดี         เมื่อมีคนมาช่วยงานเพิ่มมากขึ้นออเดอร์ที่ค้างไว้ก็เสร็จก่อนที่รถขนส่งจะเข้ามารับ

           “หว่านหนิงทำไมไม่จ้างคนให้เยอะกว่านี้ล่ะ ดูสิเปิดบริษัทแต่พนักงานมีกันแค่สามคน” โจวเหลียนบ่น

           “ฉันกำลังเปิดรับสมัครอยู่ค่ะ ไม่คิดว่าออเดอร์จะเยอะขนาดนี้” ซูหว่านหนิงตอบ

           “คิดจะเปิดบริษัทอย่างน้อยต้องมีคนงานให้เพียงพอกับตำแหน่งงาน เธอจะมาทำเองหมดแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ” เมิ่งจื่อหยวนสอน

           “ฉันทราบแล้วค่ะ” ซูหว่านหนิงรับคำเสียงอ่อย

           “ฉันจะมาสมัครงานกับเธอเอง เธอรับไหม” เมิ่งจิ่งถิงถาม

           “ไม่ใช่ว่าเธอต้องไปช่วยคุณอาทำงานหรือไง” ซูหว่านหนิงถามกลับ

           “ฉันจะมาช่วยเธอก่อน รอให้บริษัทเธออยู่ตัวค่อยกลับไปทำงานกับพ่อ” เมิ่งจิ่งถิงตอบ

 

           ทางด้านลู่อี้เฉินได้ขอดูโปรแกรมการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ ซูหว่านหนิงเปิดให้ชายหนุ่มดู

           “วันจันทร์ผมจะให้ช่างเทคนิคมาติดตั้งโปรแกรมใหม่ให้คุณ โปรแกรมนี้มันเก่าเกินไปแล้ว นอกจากนี้คุณต้องวางแผนระบบงานใหม่ทั้งหมด ต้องจัดคนให้เพียงพอกับหน้างาน ยกตัวอย่างพนักงานบัญชีต้องมี 1 คน พนักงานแพคของอย่างน้อยต้องมี 5 คน แม่บ้านทำความสะอาดออฟฟิศ 1 คน พนักงานควบคุมสต๊อกสินค้า 1 คน พนักงานดูแลโกดังสินค้า 1 คน พนักงานฝ่ายการตลาด 1 คน พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล 1 คน แต่ละตำแหน่งต้องแบ่งงานอย่างชัดเจน หากตำแหน่งไหนงานเยอะเราก็ต้องรับคนมาเพิ่ม ส่วนคุณเป็นเจ้าของบริษัททำเพียงแค่คอยดูแลความเรียบร้อยก็พอ”

           “ฉันคิดตื้นเกินไป คิดว่ามีแค่สามคนขายของได้นิดหน่อยให้พออยู่ได้ แต่พอเอาเข้าจริงกลับทันไม่ทัน” ซูหว่านหนิงก้มหน้าสำนึกผิด

           “คุณไม่ต้องโทษตัวเอง นี่เป็นก้าวแรกที่คุณเข้ามาทำธุรกิจ มีถูกมีผิดปะปนกันไป ให้คุณจำไว้เป็นบทเรียน ครั้งหน้าจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก” ลู่อี้เฉินสอน

           “ฉันจะไว้ให้ดีที่สุดค่ะ แต่วันนี้รบกวนทุกคนมาทั้งวันแล้ว ให้ฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวสักมื้อนะคะ” ซูหว่านหนิงเงยหน้าก่อนจะกวาดตามองคนที่มาช่วยงาน ตอนแรกเธอจะให้ค่าแรงแต่โดนปฏิเสธจึงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เป็นเลี้ยงข้าวแทนคำขอบคุณ

           “อีกเรื่องสำคัญที่สุด ตะกร้าสินค้าที่คุณปักเอาไว้ ถ้าออเดอร์ไม่ทันก็ปิดตะกร้าเอาไว้ก่อน เคลียร์ออเดอร์เสร็จค่อยเปิดใหม่” ลู่อี้เฉินกำชับอีกครั้ง        

           “ฉันจะจำเอาไว้ขอบคุณมากนะคะ” 

           เย็นวันนั้นซูหว่านหนิงพาทุกคนไปเลี้ยงหม้อไฟโดยจองห้องพิเศษที่จุคนได้เป็นจำนวนมาก

           “สั่งได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ” ซูหว่านหนิงบอกกับคนงานจากบ้านลู่และบ้านเมิ่ง

           “หว่านหนิงพรุ่งนี้วันหยุดเธอจะทำอะไร” เมิ่งจิ่งถิงเอ่ยถาม

           “ฉันคงต้องทำงานบ้านแล้วก็จัดออฟฟิศใหม่ รอรับพนักงานที่เพิ่มขึ้น” ซูหว่านหนิงตอบ

           

           ประกาศรับสมัครงานถูกเผยแพร่ทางระบบออนไลน์ มีคนสนใจสมัครงานเป็นจำนวนมาก ซูหว่านหนิงติดต่อกลับไปให้พวกเขามาสัมภาษณ์งาน

           จากผู้สมัครมากกว่าหนึ่งร้อยคนซูหว่านหนิงคัดเลือกตามตำแหน่งที่ลู่อี้เฉินวางไว้ สวีว่านชิงเปลี่ยนมาเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชี หรันฮวาเป็นผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล เมิ่งจิ่งถิงเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ตำแหน่งที่เหลือก็รับคนเข้ามาทำงานตามตำแหน่งที่ว่างเว้น โดยที่ซูหว่านหนิงได้เพิ่มตำแหน่งพนักงานไลฟ์สดอีก 2 คน

           เมื่อมีพนักงานมากขึ้นซูหว่านหนิงได้ย้ายขึ้นไปทำงานที่ชั้น 3 เช่นเดียวกับสามสาวที่มีห้องทำงานส่วนตัว ส่วนพนักงานคนอื่นจะนั่งทำงานที่ชั้น 2

 

           วันนี้ซูหว่านหนิงถือกระเช้าผลไม้ไปที่โรงงานตระกูลลู่เพื่อนำไปขอบคุณลู่อี้เฉินที่ช่วยวางแผนงานให้เธอ นอกจากนี้ยังไปดูผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่เตรียมนำขาย เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมีทั้งแชมพู ครีมนวดบำรุงขน สเปรย์ระงับกลิ่น ยาสีฟันสำหรับสัตว์เลี้ยง

           “ผมมีสินค้าใหม่มานำเสนอ” ลู่อี้เฉินเปิดโน้ตบุ๊ค ก่อนจะเลื่อนไปตรงหน้า

           “ทรายแมวหรือคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ใช่ครับ ส่วนสูตรที่บริษัทใช้รับรองได้ว่าซึมซับได้ดีเยี่ยมและจับตัวเป็นก้อนได้เร็ว คุณสนใจอยากจะรับไปขายไหมครับ”

           มีคนนำเสนอมีหรือที่ซูหว่านหนิงจะไม่สนอง เธอสั่งซื้อทรายแมวเป็นจำนวนมากจากโรงงานตระกูลลู่

           เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ส่งไปถึงโกดังฝ่ายไลฟ์สดก็ทำการเปิดกล้องเพื่อนำเสนอสินค้าชนิดใหม่ ห้องไลฟ์สดถูกทาสีและตกแต่งใหม่ให้ดูสวยงาม สีสันสดใสและมีอุปกรณ์พร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายจัดเรียงบนชั้นวาง

           ซูหว่านหนิงยืนดูพนักงานไลฟ์สดสองคนทำงาน พนักงานที่รับมาเป็นชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน ทั้งสองทำงานคล่องแคล่วนำเสนอสินค้าได้อย่างดี ออเดอร์เริ่มทยอยออกมาทีละใบจนตอนนี้ยาวเป็นหางว่าว

 

           พนักงานแพคของเริ่มมารับออเดอร์ก่อนจะโทรศัพท์ไปที่โกดังเพื่อสั่งสินค้าให้นำมาส่ง ห้องแพคของจะอยู่ในออฟฟิศแต่จะแยกเป็นสัดส่วน เมื่อพนักงานที่โกดังเบิกของนำมาส่งพนักงานแพคของก็เริ่มทยอยจัดออเดอร์ของลูกค้า         

           “รู้งี้จ้างคนมาเพิ่มตั้งนานแล้ว” ซูหว่านหนิงพูดกับตัวเองก่อนจะเดินขึ้นชั้นสามเข้าห้องทำงาน

           เมื่อสิ้นเดือนมาถึงซูหว่านหนิงมองดูบัญชีรายรับรายจ่ายของบริษัท หลังจากหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างเดือนนี้มีเงินคงเหลือ 335,000 หยวน

           สินค้าแบรนด์วั่งเมียวเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็เริ่มมีร้านค้าติดต่อขอซื้อสินค้าไปวางจำหน่ายที่ร้าน ทำให้ซูหว่านหนิงต้องสั่งผลิตสินค้าจากโรงงานตระกูลลู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นซูหว่านหนิงยังซื้อรถบรรทุกหกล้อเล็กและรับสมัครพนักงานขับรถสำหรับขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อไปขายหน้าร้าน

           “กิจการของเจ้ากำลังไปได้ดี เหตุใดไม่จ้างคนมาคอยดูแลรักษาโรงงานด้วยเล่า” เทพเสวี๋ยไป๋ถามขึ้น

           “เขตอุตสาหกรรมมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลอยู่แล้ว อีกอย่างฉันก็ติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ทุกจุด” ซูหว่านหนิงตอบ

           “พื้นที่ใหญ่โตคนไม่กี่คนดูแลไม่ทั่วถึงหรอกนะ” เทพเสวี๋ยไป๋เอ่ยเตือน

 

           วันต่อมาซูหว่านหนิงจึงโทรศัพท์ไปหาบริษัทรักษาความปลอดภัยจ้างเจ้าหน้าที่ให้มาดูแลโรงงาน จากเดิมจะจ้างแค่ 1 คน ซูหว่านหนิงเปลี่ยนใจจ้าง 2 คน โดยแบ่งเป็นกะกลางวันและกะกลางคืน

           ตอนนี้โรงงานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว เมื่อมียอดขายจากร้านนอกเพิ่มเข้ามา เมื่อครบหนึ่งเดือนซูหว่านหนิงตรวจสอบบัญชีเดือนนี้โรงงานมีรายรับ 587,000 หยวน

           “เห็นตัวเลขแล้วหายเหนื่อยเลย” ซูหว่านหนิงปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน