LNCrawler

โบนัสประจำปี

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

โบนัสประจำปี

            ย่างเข้าสู่เดือนที่ 4 ซูหว่านหนิงรับพนักงานเพิ่มเข้ามาอีก 10 คนและเธอได้จ้างผู้รับเหมามาสร้างโรงอาหารและห้องสันทนาการในโรงงาน ห้องสันทนาการคือห้องที่ให้พนักงานได้พักผ่อนในเวลาพักกลางวัน แบ่งแยกเป็นห้องดูหนัง ห้องคาราโอเกะ ห้องหนังสือ และห้องพักสายตา 

           เดือนที่ 5 ซูหว่านหนิงรับพนักงานเพิ่มเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง ตอนนี้บริษัทเล็ก ๆ ของเธอมีพนักงานทั้งหมด 35 คน รวมแม่ครัวและผู้ช่วยแม่ครัว

           ในโรงอาหารจะมีอาหารไว้บริการสำหรับพนักงาน แต่ละวันจะมีอาหารประมาณ 5 รายการ มีผัด ต้ม ทอด นึ่งและตุ๋น ให้พนักงานตักกินได้โดยไม่คิดเงินและน้ำดื่มบริการฟรี นี่คือสวัสดิการที่ซูหว่านหนิงมอบให้กับพนักงานทุกคน

           บริษัทของเธอจะเปิดทำการเวลาเก้าโมงเช้าและปิดในเวลาห้าโมงเย็น มีเวลาพักเที่ยง 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง และมีการทำโอทีพิเศษเริ่มตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงสองทุ่ม หากวันไหนที่มีการทำโอทีก็จะมีการเลี้ยงมื้อเย็นอีกหนึ่งมื้อ

           “หว่านหนิง ลูกค้าถามว่าเมื่อไหร่จะผลิตชุดสำหรับสัตว์เลี้ยงสักที” หรันฮวาเปิดอ่านข้อความที่ลูกค้าส่งเข้ามาในเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งคนที่ดูแลเว็บไซต์ของบริษัทเป็นคนที่ลู่อี้เฉินส่งมา

 

           ซูหว่านหนิงกดโทรศัพท์ภายในตามเมิ่งจิ่งถิงเข้ามาพบ

           “ว่ายังไงคะท่านประธาน” เมิ่งจิ่งถิงเดินเข้ามาไม่ลืมที่จะเอ่ยแซวเพื่อนสาว

           “อาถิงเธอเรียนแฟชั่นดีไซน์มาใช่ไหม” ซูหว่านหนิงถาม

           “ใช่ ฉันจบแฟชั่นดีไซน์และจบการตลาดคือว่าฉันเรียนปริญญา 2 สาขา” เมิ่งจิ่งถิงตอบ

           “ฉันมีเรื่องจะนำเสนอ เธอสนใจเปิดบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยงบ้างไหม” ซูหว่านหนิงถาม

           เมิ่งจิ่งถิงนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบว่า “ตอนนี้ที่ดินที่พ่อของฉันมีอยู่ล้วนแต่เป็นตึกแถว อาคารพาณิชย์ ให้คนเช่า ไม่มีที่ดินว่างเปล่าที่พอจะทำโรงงานเล็ก ๆ ได้เลย” 

           “อาถิงที่ดินของโรงงานฉันว่างอยู่ ถ้าเธอสนใจฉันจะสร้างโรงงานเล็ก ๆ ให้เธอ สินค้าจากโรงงานที่เธอผลิตไม่จำเป็นต้องส่งขายให้ฉันเพียงเจ้าเดียว แต่เธอสามารถส่งขายให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อได้” ซูหว่านหนิงเสนอ 

           เมิ่งจิ่งถิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรหาพ่อ ไม่นานเมิ่งจื่อหยวนก็รับสาย

           “พ่อคะ ฉันมีเรื่องปรึกษา” เมิ่งจิ่งถิงเปิดลำโพงโทรศัพท์ ก่อนจะเล่าถึงข้อเสนอที่ซูหว่านหนิงมอบให้

           “ลูกตัดสินใจเองได้เลย แต่สำหรับพ่อ พ่อคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เราจ่ายค่าเช่าโรงงานให้กับหว่านหนิงเป็นรายปี หรือทำสัญญาระยะยาว ส่วนสินค้าที่ผลิตนั้นลูกจะขายให้กับใครก็แล้วแต่ลูก แต่ห้ามลืมขายให้กับบริษัทของหว่านหนิงเด็ดขาด”

           เมิ่งจิ่งถิงวางสายก่อนจะตอบตกลงทันที “ฉันตกลง เธอร่างสัญญามาได้เลย” 

           “สัญญาระหว่างเรามีเพียงสัญญาเช่าเท่านั้น ระยะเวลาก็แล้วแต่เธอเลือกเลย” ซูหว่านหนิงตอบ

           “ขอบใจเธอมากนะที่เปิดโอกาสให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันชอบ” เมิ่งจิ่งถิงซาบซึ้งในน้ำใจที่ซูหว่านหนิงมอบให้เธอและครอบครัว

           “เธอคือเพื่อนของฉัน ส่วนอาเมิ่งกับอาสะใภ้ก็คือญาติผู้ใหญ่ของฉัน มีอะไรที่จะต้องขอบใจกันล่ะ”

 

           วันต่อมาซูหว่านหนิงปรึกษากับเมิ่งจิ่งถิงเรื่องการสร้างโรงงานตัดเย็บ ที่ดินที่ตั้งบริษัทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำนักงาน โรงอาหาร ห้องสันทนาการ โกดังเก็บของ อยู่ในโซนเดียวกันหมด ยังเหลือที่ว่างเกินครึ่งของที่ดินทั้งหมด ซูหว่านหนิงตัดสินใจที่จะสร้างโรงงานตัดเย็บให้ห่างออกไปจากบริษัทของเธอ

           ทำไมเธอทำแบบนั้นน่ะหรือ ก็เพราะว่าเธอตั้งใจที่จะขายที่ดินตรงนั้นให้กับเมิ่งจิ่งถิง ดังนั้นการก่อสร้างระหว่างสองบริษัทจะต้องอยู่คนละฝั่งกันเพื่อสะดวกในการแบ่งแยกที่ดินในอนาคต

           ซูหว่านหนิงพิมพ์ข้อความหาเมิ่งจื่อหยวนเรื่องการแบ่งแยกที่ดินของโรงงาน หากฝ่ายนั้นยินยอมซื้อเธอก็ยินดีที่จะแบ่งขาย ทำแบบนี้ดีกว่าก่อสร้างในที่ดินของเธอเองแล้วมีปัญหากันในภายหลัง

           เมิ่งจื่อหยวนตกลงซื้อที่ดินของซูหว่านหนิงในราคา 20 ล้านหยวน เพราะที่ดินที่ขายนั้นมีขนาดเล็กกว่าที่ดินของซูหว่านหนิง หลังจากโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จเรียบร้อย

           ที่ซูหว่านหนิงแบ่งที่ดินขายให้กับเมิ่งจิ่งถิง เป็นเทพเสวี๋ยไป๋ที่เป็นคนบอกให้เธอทำแบบนั้น ท่านสอนเธอว่า ทำธุรกิจไม่มีมิตรแท้ถาวร อีกอย่างคือซูหว่านหนิงไม่คิดที่จะขยายบริษัทให้ใหญ่กว่านี้อีกแล้ว เธอต้องการบริษัทเล็ก  ๆ ที่มีพนักงานไม่มากอยู่กันแบบพี่แบบน้องมากกว่าบริษัทใหญ่โตแบ่งแยกชนชั้น

เมิ่งจิ่งถิงยังคงทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับซูหว่านหนิง รอให้โรงงานของเธอเสร็จเธอจะลาออกและไปจัดการบริหารโรงงานด้วยตัวเอง ซูหว่านหนิงจึงเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มอีกหนึ่งอัตรา 

 

           ก่อนสิ้นปี 2020 ซูหว่านหนิงแจกโบนัสพนักงานทุกคนเท่าเทียมกันคือคนละ 50,000 หยวน ยกเว้นตำแหน่งผู้จัดการที่ได้โบนัส 100,000 หยวน พนักงานทั้ง 38 คน ตื่นเต้นดีใจพากันกล่าวขอบคุณสำหรับโบนัสประจำปี และบริษัทประกาศปิดให้พนักงานกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวเป็นเวลา 10 วัน ซูหว่านหนิงเองก็ถือโอกาสนี้พาท่านเทพเดินทางไปพักผ่อนที่ทะเล

           “ปีหน้าต้องตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้นะ หากกิจการไปได้ดีโบนัสก็จะได้เพิ่มขึ้น” ซูหว่านหนิงพูดจบพนักงานก็พากันปรบมือและรับปากจะทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม

           เงินเดือนขั้นต่อของพนักงานที่บริษัทก็คือ 8,000 หยวน เมื่อผ่านงานจะได้เพิ่มอีก 1,000 หยวน เป็น 9,000 หยวน หากทำโอทีก็จะได้ประมาณ 12,000 หยวน ต่อเดือน มีข้าวกลางวันเลี้ยงฟรี และมีค่าเดินทางให้อีกเดือนละ 300 หยวน หยุดทุกวันเสาร์ – อาทิตย์

           ซูหว่านหนิงกำลังนั่งดูบัญชีงบประมาณสิ้นปีหลังจากหักโบนัสของพนักงานทั้งหมดแล้ว ระยะเวลาที่ทำงานมาทั้งหมด 10 เดือน เธอมีกำไรสุทธิ 8,785,000 หยวน

           “ปีแรกได้เท่านี้ก็ดีแล้ว” ซูหว่านหนิงปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับบ้าน

 

           วันต่อมาซูหว่านหนิงลากกระเป๋าเดินทางไปยังสนามบินเพื่อเดินทางไปซานย่า เพื่อพักผ่อนจิตใจหลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งปี ทางด้านเทพเสวี๋ยไป๋ตอนนี้ได้อยู่ที่บ้านพักที่ซานย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

           แม้ว่าบ้านจะไม่มีคนพักอาศัยแต่ซูหว่านหนิงได้โทรแจ้งนิติบุคคลให้แม่บ้านของโครงการขึ้นไปทำความสะอาดและจ่ายเงินพิเศษเพิ่มให้

           นี่เป็นการมาซานย่าครั้งที่ 3 ของซูหว่านหนิง ครั้งนี้ไม่มีคนมาคอยรับเธอเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โจวจิ่งเสียนเข้าพิธีหมั้นกับคู่หมั้นที่คบหากันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย กลางปีนี้ทั้งสองจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ ซึ่งซูหว่านหนิงก็ได้รับการ์ดเชิญให้ไปร่วมงานเช่นกัน

           หญิงสาวเรียกรถรับส่งให้ไปส่งที่คอนโดมิเนียม จ่ายเงินค่ารถเสร็จแล้วซูหว่านหนิงลากกระเป๋าเดินเข้าลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 28 ที่เป็นห้องพักของเธอ

           ห้องพักสีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลอ่อนทำให้ห้องพักดูอบอุ่น ซูหว่านหนิงเดินไปนั่งที่โซฟาข้างเทพเสวี๋ยไป๋

           “ท่านเลือกห้องพักหรือยังคะ”

           “ห้องของข้าทางซ้ายมือ” ท่านเทพตอบ

           ซูหว่านหนิงลากกระเป๋าเข้าไปที่ห้องด้านขวามือซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุด เธอเปิดผ้าม่านในห้องทำให้มองเห็นวิวทะเลได้อย่างชัดเจน

           “นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ามาพักผ่อน” ซูหว่านหนิงนั่งลงบนเตียงนอน มองดูท้องฟ้าสีครามตัดกับน้ำทะเลสีเขียวและชายหาดสีขาว

           “พรุ่งนี้ไปดำน้ำดีกว่า” ซูหว่าหนิงลุกขึ้นเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าออกและเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนในตู้

           มาเที่ยวซานย่าครั้งนี้ซูหว่านหนิงเตรียมชุดว่ายน้ำมาด้วย เนื่องจากครั้งที่แล้วที่มา เธอเห็นนักท่องเที่ยวสวมชุดว่ายน้ำเดินเล่นตามชายหาด มีเพียงเธอคนเดียวที่สวมเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ส่วนชุดว่ายน้ำที่ซูหว่านหนิงเลือกซื้อเป็นชุดแบบวันพีช ไม่ใช่ชุดแบบบิกินี่ที่สาว ๆ ชอบใส่กัน

 

           เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น ซูหว่านหนิงที่กำลังนอนหลับปรือตาขึ้นมามองดูรายชื่อผู้ส่ง หากเป็นคนไม่สำคัญเธอจะนอนหลับต่อ แต่คนที่ส่งมาหาเธอนั้นคือลู่อี้เฉิน

           [สวัสดีค่ะ] ซูหว่านหนิงตอบกลับไป

           [ปีใหม่นี้คุณไปเที่ยวไหนครับ]

           [ตอนนี้ฉันอยู่ที่ซานย่าค่ะ มาพักผ่อนจิตใจ ก่อนจะกลับไปเริ่มลุยงานกันใหม่] 

           ซูหว่านหนิงตอบพร้อมกับถ่ายรูปทะเลจากทางหน้าต่างส่งให้อีกฝ่าย

           [ผมนึกว่าคุณอยู่ปักกิ่งจะชวนไปทานข้าวด้วยกัน]

           ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจบก็หรี่ตาลง นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่อี้เฉินชวนเธอไปกินข้าวนอกเหนือจากวันทำงาน

           ส่วนลู่อี้เฉินเองก็กังวลใจกลัวว่าซูหว่านหนิงจะปฏิเสธ จึงรีบพิมพ์ข้อความส่งกลับไป

           [คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับ ทุกปีผมจะเลี้ยงขอบคุณลูกค้าที่ทำธุรกิจด้วยกัน และคุณคือหนึ่งในนั้น]

           ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจบเธอถึงกับหัวเราะออกมา ใครจะไปเข้าใจผิดกันระดับรองประธานลู่ หนุ่มหล่ออนาคตไกล มหาเศรษฐีระดับพันล้านจะมาสนใจเด็กอย่างเธอทำไมกัน

           [ให้ฉันกลับไปแล้วคุณค่อยเลี้ยงดีไหมคะ]

           [ได้ครับ ว่าแต่คุณจะกลับมาวันไหน]

           [ฉันจะอยู่ที่นี่ยาวเลยค่ะ จะกลับก็คือก่อนโรงงานเปิดหนึ่งวัน]

           ลู่อี้เฉินอ่านข้อความจบ ชายหนุ่มเปิดปฏิทินอีกสามวันจะเป็นวันปีใหม่ เขาต้องอยู่ไหว้บรรพบุรุษที่บ้านไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้ แต่หลังจากนั้น 

           ลู่อี้เฉินไม่รอช้าเปิดโน้ตบุ๊คจองตั๋วเครื่องบินและห้องพักชำระเงินเสร็จแล้วจึงกลับมาตอบข้อความ

           [เอาไว้เจอกันนะครับ]

           [โอเคค่ะ]

           ซูหว่านหนิงวางโทรศัพท์ก่อนจะลุกนั่งบิดตัวไปมา

           “ไปเดินเล่นชายหาดดีกว่า” พูดจบก็ลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่