ฉันแค่อยากร้องไห้
ฉันแค่อยากร้องไห้
ปีนี้ซูหว่านหนิงอายุ 24 ปีบริบูรณ์ วันเกิดของเธอจะอยู่หลังจากวันปีใหม่ไป 2 วัน ซึ่งซูหว่านหนิงตั้งใจที่จะจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ ที่ซานย่า ที่จริงจะพูดว่าจัดงานวันเกิดก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะว่าเธอไม่ได้เชิญใครมาร่วมงาน มีเพียงเธอกับเทพเสวี๋ยไป๋สองคนเท่านั้น
“ท่านเทพจะไปเดินเล่นกับฉันไหมคะ” ซูหว่านหนิงเปิดประตูห้องนอนออกมา เห็นท่านเทพกำลังนั่งดูซีรี่ย์เรื่องใหม่ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมหาเทพผมสีขาวกับจิ้งจอกน้อยเฟิ่งจิ่ว
“ข้ากำลังติดพันเจ้าลงไปเถอะ” เทพเสวี๋ยไป๋ตอบโดยไม่หันหน้ามามอง
ซูหว่านหนิงเดินไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเทพเสวี๋ยไป๋ “ท่านอยากไปเหิงเตี้ยนอีกไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม เพราะหากท่านอยากไปเธอก็จะพาไป
“ไม่แล้วล่ะ ดูในนี้ก็พอแล้ว” เทพเสวี๋ยไป๋ตอบ ก่อนจะพูดว่า
“พวกเจ้าแต่งเรื่องเทพเซียนกันได้แปลกประหลาดมาก มหาเทพตงหัวอะไรนี่เป็นผู้ใดทำไมข้าถึงไม่รู้จัก ส่วนจิ้งจอกน้อยผู้นี้หน้าตาน่ารักนัก เอาไว้ข้ากลับไปแดนเซียนจะไปเยือนเผ่าจิ้งจอกสักครา จะไปดูเสียหน่อยว่ามีจิ้งจอกหน้าตาน่ารักหลงเหลืออยู่บ้างไหม หากมีข้าจะเก็บมาเลี้ยงสักตัว”
ซูหว่านหนิงไม่พูดอะไรต่อเธอลุกขึ้นก่อนจะเดินลงไปที่ชายหาด ปีนี้นักท่องเที่ยวเยอะกว่าปีที่เธอมาเป็นครั้งแรก ส่วนมากแล้วจะมีแต่คู่รักที่ควงแขนกันมาชื่นชมความงามของบรรยากาศ
“ให้มีแต่ฉันคนเดียวนี่แหละที่ไม่มีแฟน” ซูหว่านหนิงบ่นก่อนจะลงบนเก้าอี้ที่มีบริการริมชายหาด
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้งเมื่อกดรับเป็นเมิ่งจิ่งถิงที่โทรเข้ามา
“หว่านหนิงเธออยู่ที่บ้านไหม ฉันจะพาคนรักไปแนะนำให้รู้จัก เขาเพิ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ”
ซูหว่านหนิงได้แต่คิดในใจ “นั่นไง ขนาดเพื่อนก็ยังเอาแฟนมาโอ้อวด”
“ขอโทษด้วยจ๊ะ ฉันมาพักผ่อนที่ซานย่า จะกลับไปก่อนโรงงานเปิด” ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
“น่าเสียดายจังเลย แต่ไม่เป็นไรเอาไว้เธอกลับมาฉันค่อยแนะนำให้รู้จักกันนะ” เมิ่งจิ่งถิงวางสาย ซูหว่านหนิงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ก่อนจะเอนตัวไปตามพนักเก้าอี้ นั่งมองดูชายหาดสีฟ้าคราม
“น้องหว่านหนิง” เสียงเรียกดังขึ้น
ซูหว่านหนิงหันไปมองโจวจิ่งเสียนควงแขนคู่หมั้นสาวเดินมาหยุดตรงหน้า
“สวัสดีค่ะ” ซูหว่านหนิงรีบลุกขึ้นก่อนจะทักทายโจวจิ่งเสียนและคู่หมั้น
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ทักบอกกันบ้าง” โจวจิ่งเสียนถาม
“เพิ่งมาถึงเมื่อเช้าค่ะ นึกว่าพี่อยู่ที่ปักกิ่งก็เลยไม่ได้ทักบอก” ซูหว่านหนิงตอบ
“นี่คู่หมั้นของพี่ ฟางเยว่หรัน” โจวจิ่งเสียนแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
ซูหว่านหนิงมองฟางเยว่หรันฝ่ายนั้นดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ สังเกตได้จากเงาสีดำที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ทางด้านฟางเยว่หรันเมื่อเห็นว่าซูหว่านหนิงมองจึงปรับสีหน้า ยิ้มแย้มและยื่นมือออกไป
“ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ”
ซูหว่านหนิงยื่นมือไปจับมือของอีกฝ่าย เมื่อมือของเธอสัมผัสกับมือของฟางเยว่หรัน ซูหว่านหนิงรู้สึกอึดอึดใจไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
“ได้ยินชื่อของน้องหว่านหนิงมาบ้าง เพิ่งได้เจอตัวจริง พี่จิ่งเสียนชอบเล่าเรื่องของน้องหว่านหนิงให้ฟัง”
ซูหว่านหนิงไม่พูดอะไรต่อเธอทำเพียงส่งยิ้ม ก่อนจะหันไปทางโจวจิ่งเสียน
“งานหมั้นของพี่ฉันกำลังยุ่งกับบริษัทใหม่ ไม่ได้ไปร่วมงานแต่งานแต่งฉันไม่พลาดแน่ค่ะ”
“ไม่เป็นไรอาเล็กบอกกับพี่แล้ว ว่าแต่บริษัทเป็นยังไงบ้าง” โจวจิ่งเสียนถาม
“เพิ่งเปิดได้ปีกว่าแต่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ต้องขอบคุณคุณอาเมิ่งและรองประธานลู่ที่เข้ามาช่วยจัดการภายในให้ ไม่อย่างนั้นคงจะเละเทะแน่นอน”
“ลู่อี้เฉินน่ะหรือ” โจวจิ่งเสียนถาม
“ใช่ค่ะ รองประธานลู่ ลู่อี้เฉิน” ซูหว่านหนิงตอบ
“เธอโชคดีมากนะที่เจ้าคนนั้นยอมออกโรงช่วยเหลือ เธอไม่รู้หรือไงว่าในวงการธุรกิจตั้งฉายาให้เจ้านั่นว่า เพชรฌฆาตหน้าหยก เห็นหล่อ ๆ แบบนั้นแต่เวลาทำธุรกิจแล้วไม่มีคำว่ายอมเสียเปรียบ”
ซูหว่านหนิงยิ้มรับ ส่วนฟางเยว่หรันนั้นทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจที่คนรักยืนคุยกับซูหว่านหนิง
“ที่รักคะ ได้เวลานัดกับทางร้านแล้วค่ะ ถ้าเราไปสายเดี๋ยวเขาจะให้โต๊ะกับคนอื่นไปนะคะ” ฟางเยว่หรันกอดแขนของโจวจิ่งเสียน
“น้องหว่านหนิงพี่กำลังจะไปกินข้าว น้องไปกับเราไหม ร้านอาหารนี้อร่อยมากเลยนะ” โจวจิ่งเสียนเอ่ยชวน
ซูหว่านหนิงรีบปฏิเสธทันที “ฉันสั่งอาหารเอาไว้แล้วค่ะ ไม่รบกวนดีกว่า”
โจวจิ่งเสียนบอกลาซูหว่านหนิงก่อนจะควงแขนคู่หมั้นเดินไปที่ร้านอาหาร ส่วนซูหว่านหนิงรีบเดินกลับบ้านเพราะเธอจะต้องไปถามท่านเทพว่าอยากจะกินอะไร แถบนี้มีร้านอาหารมากกว่าสิบร้านและทางร้านมีบริการส่งถึงที่
“ข้าอยากกินหม้อไฟ เจ้าลองดูว่ามีร้านขายบ้างไหม”
เมื่อได้รับคำตอบซูหว่านหนิงกดเปิดแอปพริเคชั่นสั่งอาหาร ก่อนจะเลือกร้านที่มีหม้อไฟบริการ จากนั้นไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อหม้อไฟฟ้า
กลับมาจากห้างสรรพสินค้าหยุดรอพนักงานที่เอาหม้อไฟมาส่ง ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน หม้อไฟที่สั่งวันนี้เป็นหม้อไฟรวมมิตรอาหารทะเล ตัวน้ำซุปเลือกเป็นน้ำซุปข้าวหมักที่ขึ้นชื่อที่สุดของซานย่า
ซูหว่านหนิงจัดเตรียมอาหารใส่จาน ก่อนจะเสียบปลั๊กหม้อไฟฟ้าและเทน้ำซุปลงไป รอให้น้ำเดือดก็คีบอาหารทะเลขึ้นไปลวก “ฉันซื้อไวน์ขาวมาด้วย ท่านอยากดื่มไหมคะ”
หญิงสาวเทใส่แก้วตัวเองก่อนจะหันไปถามเทพประจำบ้านที่นั่งบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม
“ขอสักแก้ว”
ไม่รอช้ารีบรินไวน์ขาวใส่ในชามเล็กให้กับท่านเทพ หน้าที่ลวกอาหารทะเลแน่นอนว่าหนีไม่พ้นเธอ หลังจากลวกอาหารให้ท่านเทพกินจนอิ่มหนำสำราญใจแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะได้ลิ้มรสหม้อไฟสูตรเด็ดจากซานย่า
ตัวน้ำซุปมีรสชาติเปรี้ยว เผ็ด นิด ๆ กินคู่กับอาหารทะเลสดใหม่ รสชาติอร่อยจนไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ หลังจากกินหม้อไฟและไวน์ขาวหมดไปหนึ่งขวด ใบหน้าของซูหว่านหนิงก็เปลี่ยนเป็นสีชมพู
“เจ้าเมาแล้วหรือ” เทพเสวี๋ยไป๋เอ่ยถาม
“เมาที่ไหนกันคะ ท่านอย่าพูดมั่ว” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะเก็บของล้างทำความสะอาด
เทพเสวี๋ยไป๋ได้แต่ส่ายหน้าไปมา คนเมาที่ไหนจะบอกว่าตัวเองเมา อาการแบบนี้ถ้าไม่เมาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว
ภายในห้องครับซูหว่านหนิงล้างจานไปพร้อมกับนึกถึงเรื่องราวในอดีต จู่ ๆ น้ำตาของเธอก็ไหลลงมา เมื่อความโศกเศร้าผสมกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ซูหว่านหนิงไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
“ฮือ ฮือ ฮือ” เสียงร้องไห้ดังมาจากในครัว เทพเสวี๋ยไป๋ที่นั่งอยู่ด้านนอกตกใจรีบกระโดดและวิ่งไปในครัว ภาพที่เห็นคือซูหว่านหนิงกำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอื้น
“มนุษย์โง่เจ้าเป็นอันใด” เทพเสวี๋ยไป๋เดินเข้าไปตบอุ้งเท้าบนไหล่ของซูหว่านหนิง
“ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แค่นึกว่าอีกไม่กี่วันก็ถึงวันเกิดของฉันแล้ว จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา ฉันพยายามไม่ร้องแล้วแต่มันก็ทำไม่ได้” ซูหว่านหนิงตอบเสียงสะอื้น
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าเพียงนึกถึงชีวิตช่วงวันเวลาที่ผ่านมา ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้เจ้าต้องร้องไห้ วันนี้ร้องไห้ได้เต็มที่แต่หลังจากผ่านคืนนี้ไป ข้าหวังว่าจะไม่เห็นน้ำตาของเจ้าแต่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันสดใสแทนที่”
ซูหว่านหนิงยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้า “ฉันจะไม่ร้องแล้วค่ะ ชีวิตที่ผ่านมาก็แค่ปล่อยผ่านไป ตอนนี้ฉันมีทุกอย่างที่อยากมี มีเงิน มีบ้าน มีรถ มีบริษัท มีลูกน้องที่ต้องเลี้ยงดู ฉันจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้”
“เจ้าต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ หากวันใดที่ข้าต้องกลับบ้านถึงเวลานั้นเจ้าต้องอยู่คนเดียวให้ได้
“ท่านจะกลับเมื่อไหร่คะ” ซูหว่านหนิงนั่งลงที่เดิม
“ยังไม่มีกำหนด คงต้องรอให้เจ้าประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ตอนนี้เดินทางกันมาได้ครึ่งทางแล้ว เหลืออีกครึ่งทางข้าจะต้องส่งเจ้าให้ถึงฝั่งฝัน”
ซูหว่านหนิงโล่งใจที่อย่างน้อยเทพเสวี๋ยไป๋ก็ยังอยู่กับเธออีกนาน นับตั้งแต่วันนี้ไปเธอจะต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ หากวันใดที่เทพเสวี๋ยไป๋ไม่อยู่เธอจะต้องยืนให้ได้ด้วยสองขาของเธอ
หลังจากแยกย้ายกับเทพเสวี๋ยไป๋ ซูหว่านหนิงกลับเข้าห้องเสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อมองดูข้อความเป็นหรันฮวาที่ส่งเข้ามาถามไถ่
[ฉันสบายดี] ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
[ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันเกิดของเธอแล้ว ฉันอยากจะพาเธอไปเลี้ยงฉลอง]
[ฉันอยู่ซานย่า จะกลับไปก่อนโรงงานเปิด] ซูหว่านหนิงตอบ
หรันฮวาบอกลาซูหว่านหนิงก่อนจะโทรศัพท์ไปหาสวีว่านชิงและเมิ่งจิ่งถิง ทั้งสามประชุมสายหากัน ก่อนที่สามสาวจะวางแผนไปเซอร์ไพร้ส์เพื่อนสาวที่ซานย่า