ตัดความสัมพันธ์
ตัดความสัมพันธ์
ซูหว่านหนิงไขกุญแจห้องเข้าห้องพัก โชคดีที่ป้าเจ้าของห้องพักรู้ว่าเธอเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถชำระค่าหอพักได้ จึงได้เลื่อนการชำระให้เป็นกรณีพิเศษ โทรศัพท์ที่เคยใช้ก็เสียหายจนไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแล้ว โชคดีที่คุณลุงที่ขับรถชนเธอท่านใจดีซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาให้ และตอนนี้ซูหว่านหนิงก็กำลังทำการย้ายข้อมูลจากโทรศัพท์เครื่องเก่าไปยังโทรศัพท์เครื่องใหม่
จัดการทุกอย่างเสร็จซูหว่านหนิงโอนเงินค่าห้องพักพร้อมกับส่งข้อความไปขอบคุณป้าเจ้าของหอพักที่ให้เธอค้างค่าเช่า ไม่นานป้าเจ้าของหอพักก็ส่งกลับมาว่า
[ขอให้หายไว ๆ นะ]
ซูหว่านหนิงอ่านข้อความ นี่เป็นข้อความจากคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่คุณป้าเจ้าของหอพักยังแสดงความเป็นห่วงให้เธอได้รับรู้
หญิงสาวนั่งทำใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความทางวีแชทไปหาบิดาบังเกิดเกล้า
[ฉันออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขาและแขนหัก ส่วนตาข้างขวาบอดสนิท]
ซูหว่านหนิงนั่งมองข้อความที่กดส่งออกไปเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า บนหน้าจอขึ้นข้อความว่าปลายทางเปิดอ่านข้อความแต่ยังคงไร้การตอบรับ
“ช่างเถอะ พวกเขาไม่เคยสนใจเราอยู่แล้ว” ซูหว่านหนิงวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ก่อนจะหยิบไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงเข้าห้องน้ำ
แม้ว่าหอพักนี้จะมีขนาดเล็กแต่ภายในห้องมีห้องน้ำส่วนตัว นี่เป็นเหตุผลที่ซูหว่านหนิงเลือกเช่าหอพักนี้อาศัย ซูหว่านหนิงได้รับค่าใช้จ่ายจากครอบครัวเดือนละ 4,000 หยวน
เงินที่ส่งมาจากครอบครัวนั้นแท้จริงแล้วเป็นพินัยกรรมที่คุณปู่เขียนไว้ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต แม้ท่านจะไม่ได้รักเธอเหมือนหลานคนอื่น แต่ท่านก็ยังแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เธอในฐานะหลานคนหนึ่ง พินัยกรรมฉบับนั้นเธอไม่ได้ทรัพย์สินอื่นใดนอกจากเงินใช้จ่ายรายเดือนและจะสิ้นสุดเมื่อเธอเรียนจบปริญญาตรี
ซูหว่านหนิงมีพี่ชายหนึ่งคนชื่อว่า ซูเย่หมิง พี่ชายของเธอเรียนปริญญาตรีที่ต่างประเทศเช่นเดียวกับน้องสาวฝาแฝดทั้งสองเรียนที่เดียวกัน ส่วนเธอนั้นอย่าหวังว่าจะได้ไปต่างประเทศเหมือนพี่น้องแค่เรียนในปักกิ่งให้จบก็เป็นบุญมากแล้ว
ตระกูลซูเป็นเจ้าของโรงงานพลาสติกขนาดใหญ่ พ่อของเธอเป็นประธานบริษัทรายได้ต่อปีหลักสิบล้านหยวน นอกจากค่าใช้จ่ายเดือนละ 4,000 หยวนแล้ว ซูหว่านหนิงไม่เคยได้รับเงินพิเศษจากครอบครัว
นี่เป็นเหตุผลที่ซูหว่านหนิงต้องทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เสริม เงินที่ครอบครัวส่งมาให้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ค่าหอพักเดือนละ 2,700 หยวน ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ เธอเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 นอกจากค่าเล่าเรียนที่ทางครอบครัวส่งเสีย ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ล้วนเป็นเธอที่ควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่ารายงาน ค่าเรียนภาษา ค่ากิจกรรม และค่าเทอม
ซูหว่านหนิงเป็นคนใช้จ่ายประหยัดเธอกินข้าววันละ 2 มื้อ คือมื้อเช้าและเย็น ส่วนน้ำดื่มกดฟรีที่มหาวิทยาลัย ตอนนี้เธอมีเงินเก็บอยู่ที่ 12,000 หยวน ไม่รวมเงินที่ทางคุณลุงที่ขับรถชนเธอมอบให้เป็นเงินค่าทำขวัญอีก 30,000 หยวน
“ติ๊ง” เสียงข้อความในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
ซูหว่านหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ
[พรุ่งนี้จะไปหาที่หอพัก ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด]
หญิงสาวนั่งอ่านข้อความซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่ส่งข้อความมาคือพ่อของเธอ ไม่มีแม้แต่ข้อความที่ถามถึงอาการบาดเจ็บเลยสักนิด มือบางยกขึ้นก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม
วันต่อมาซูหว่านหนิงตื่นแต่เช้าเธอกดสั่งอาหารจากแอปเดลิเวอรี่ให้มาส่งที่ห้องพัก การกดสั่งอาหารผ่านแอปแน่นอนว่าย่อมมีค่าขนส่ง ซูหว่านหนิงจึงกดสั่งอาหารที่จะกินเป็นมื้อเย็นพร้อมกันในคราวเดียวเพื่อประหยัดเงินค่าขนส่ง
มื้อเช้าวันนี้เป็นเต้าฮวยทรงเครื่อง ส่วนมื้อเย็นซูหว่านหนิงสั่งเป็นบะหมี่แห้งราดซอสเต้าเจี้ยว หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ซูหว่านหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ
[ส่งโลเคชั่นห้องพักมาด้วย]
ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจบก็ยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง เธอย้ายออกจากบ้านมาอยู่หอพักเข้าปีที่ 3 พ่อกับแม่ไม่เคยรู้เลยว่าเธอพักอยู่ที่ไหน ต่างจากพี่ชายและน้องสาวที่พวกท่านบินไปหาทุกปี
หลังจากส่งโลเคชั่นเสร็จซูหว่านหนิงเข้าห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกาย ขาและแขนยังคงใส่เฝือกแข็งเอาไว้ คุณหมอจางนัดถอดเฝือกอีกสามเดือน ทางด้านมหาวิทยาลัยซูหว่านหนิงได้ติดต่อไปเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาขอลาป่วย
ทางอาจารย์ที่ปรึกษาเข้าใจท่านรับปากจะให้เพื่อนนักศึกษาที่อยู่หอพักเดียวกับเธอเอางานและชีทบทเรียนมาให้อ่าน หากซูหว่านหนิงทำงานส่งครบทุกวิชาเธอจะมีสิทธิ์เข้าสอบเลื่อนชั้น
เสียงเคาะประตูห้องทำให้ซูหว่านหนิงตื่นจากภวังค์ความคิด หญิงสาวคว้าไม้เท้าก่อนจะเดินไปเปิดประตู จากเดิมที่คิดว่าเป็นพ่อกับแม่แต่คนที่อยู่หน้าห้องคือเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เอางานและรายงานมาส่ง
“เป็นยังไงบ้าง ฉันเพิ่งได้ข่าวก็เลยรับอาสาเอางานมาส่งให้เธอ” หรันฮวาเพื่อนร่วมชั้นเรียนขออนุญาตเข้าไปในห้องเพื่อเอาเอกสารรายงานไปวาง นอกจากนี้หรันฮวายังซื้อนมบำรุงร่างกายมาให้ซูหว่านหนิง
“เพื่อนร่วมชั้นเรียนรู้ข่าวก็รวบรวมเงินซื้อนมมาให้เธอ ขอให้เธอหายไว ๆ นะ มีอะไรให้ฉันช่วยโทรหาได้เลย”
“ขอบใจเธอมากนะ” ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ
“ฉันต้องไปเรียนก่อน ดูแลตัวเองด้วย” หรันฮวาโบกมือลาก่อนจะเดินออกจากห้อง หอพักของหรันฮวาอยู่บนชั้น 3 แม้จะอยู่ชั้นเรียนเดียวกันแต่ทั้งสองไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก อาจจะเป็นเพราะซูหว่านหนิงไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน เรียนเสร็จก็รีบไปทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง
หลังจากปิดประตูห้องซูหว่านหนิงเดินไปนั่งบนเตียงหยิบเอกสารมาอ่าน โชคดีหน่อยที่มือที่เจ็บเป็นมือซ้าย ถ้าเป็นมือขวาเธอคงต้องหยุดเรียนเป็นการชั่วคราว
ในหอพักนอกจากเตียงนอนยังมีโต๊ะเก้าอี้ที่ซูหว่านหนิงใช้สำหรับนั่งทำรายงาน หญิงสาวลุกขึ้นเดินอีกครั้งเพื่อเอาเอกสารทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะ จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ซูเฉียงและหลี่ม่านมองลูกสาวคนรองที่มือซ้ายและขาข้างซ้ายเข้าเฝือกเอาไว้ ใบหน้ายังคงบวมอีกเล็กน้อย ทั้งสองมองไปที่ดวงตาข้างขวา
“ตาฉันบอด” ซูหว่านหนิงพูดเพียงประโยคเดียว ก่อนจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวเองเดินเข้าห้องพัก
ซูเฉียงยืนมองห้องที่มีขนาด 20 ตารางเมตร ห้องนี้เล็กกว่าห้องน้ำที่บ้านของเขาเสียอีก แต่โชคดีที่ภายในห้องสะอาดสะอ้าน สองสามีภรรยามองหน้ากันก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
“มาเยี่ยมฉันหรือคะ” ซูหว่านหมิงมองพ่อกับแม่ที่ยืนอยู่กลางห้อง ที่เธอถามออกไปเพราะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าพวกเขามาทำไม ถ้ามาเยี่ยมไหนเลยที่มือสองข้างจะว่างเปล่า
ซูเฉียงไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ เขาเปิดกระเป๋าเอกสารออกก่อนจะหยิบซองเอกสารออกมา ยื่นไปตรงหน้าลูกสาวคนรอง
“นี่คือหนังสือตัดขาด ต่อไปนี้เธอไม่ใช่คนตระกูลซูอีกต่อไป”
ซูหว่านหนิงพยายามข่มความผิดหวังและเสียใจเอาไว้ก่อนจะยื่นมือออกไปรับเอกสารมาเปิดอ่าน
ด้านในระบุข้อความชัดเจน [ซูเฉียงและหลี่ม่านขอตัดความสัมพันธ์กับซูหว่านหนิงบุตรสาวคนรอง ต่อจากนี้เป็นต้นไปซูหว่านหนิงไม่สามารถนำชื่อเสียงของสกุลซูไปใช้หาผลประโยชน์ และห้ามซูหว่านหนิงเหยียบเข้าบ้านตระกูลซู โดยทางตระกูลซูจะมอบเงินจำนวน 100,000 หยวน เป็นค่าเล่าเรียนที่เหลือแก่ซูหว่านหนิงและต่อไปนี้ซูหว่านหนิงจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนจากตระกูลซูอีกต่อไป]
ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจบเธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าพ่อกับแม่ ก่อนจะยื่นเอกสารกลับไป
“แกไม่เซ็นหรือ” ซูเฉียงถาม
“คุณกลับไปแก้จำนวนเงินให้ฉันก่อน แล้วฉันจะเซ็น” ซูหว่านหนิงตอบ ไหน ๆ ก็โดนตัดความสัมพันธ์ทั้งทีเงินที่ได้รับครั้งนี้มันน้อยเกินไป
“แกจะเอาเท่าไหร่” หลี่ม่านรีบถาม
“ห้าแสนหยวน” ซูหว่านหนิงตอบ
“แกจะโลภมากเกินไปแล้วนะ หนึ่งแสนหยวนที่พวกเราให้แกนี่ก็มากเกินไปแล้ว” หลี่ม่านตะคอกใส่ลูกสาว
ซูหว่านหนิงยิ้มมุมปากเธอจ้องมองใบหน้าแม่ “ฉันได้รับเงินค่าใช้จ่ายต่อเดือน 4,000 หยวน ส่วนพี่ใหญ่กับน้องเล็กพวกเขาได้ไปเรียนต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายของพวกเขาต่อเดือนหลักแสนหยวน แต่ละปีพวกเขาใช้จ่ายเงินมากกว่าล้านหยวน นี่ฉันขอแค่ห้าแสนหยวนพวกคุณยังหาว่าฉันโลภมากอีกหรือ”
“ใครใช้ให้แกไปเปรียบเทียบกับพี่ชายและน้องสาว แกมันตัวซวยถ้าไม่มีแกครอบครัวของเราคงจะรุ่งเรืองกว่านี้” เสียงของหลี่ม่านดังออกไปด้านนอก คนที่พักห้องด้านข้างต่างเปิดประตูห้องออกมามองดู
ซูหว่านหนิงไม่สนใจสายตาของคนที่มองมา แต่เธอสนใจผลประโยชน์ที่จะได้รับต่อจากนี้ “ฉันเลือกเกิดได้หรือ ถ้าฉันเลือกเกิดได้ฉันก็คงไม่ขอเกิดมาในตระกูลของพวกคุณหรอก ฉันขอยืนยันคำเดิมหากพวกคุณไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเลขฉันก็จะไม่เซ็นอะไรทั้งนั้น”
ซูเฉียงกำมือแน่นเขาอยากจะตบปากลูกสาวเพื่อสั่งสอน แต่ติดตรงที่หากเขาทำร้ายซูหว่านหนิงแล้วเกิดมีคนนอกเอาไปพูด ชื่อเสียงของเขาต้องเสียหายซึ่งมันไม่คุ้มเลยสักนิดเดียว
“เอาล่ะ ฉันจะแก้จำนวนเงินให้แกเดี๋ยวนี้” ซูเฉียงหยิบปากกาก่อนจะแก้ตัวเลยจากเลขหนึ่งเป็นเลขห้า
ซูหว่านหนิงล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าก่อนจะเปิดคิวอาร์โค้ดรับเงินแล้วยื่นโทรศัพท์ออกไป
“แก้ตัวเลขแล้วก่อนจะเซ็นช่วยโอนเงินให้ฉันก่อน”
“แก” ซูเฉียงตัวสั่นด้วยความโมโห ก่อนจะข่มความโกรธเอาไว้แล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนแล้วกดโอนเงิน
ซูหว่านหนิงมองเงินในโทรศัพท์ที่โอนเข้ามาจำนวนห้าแสนหยวน หญิงสาวหยิบปากกาก่อนจะลงชื่อในหนังสือตัดขาด ซูเฉียงรับหนังสือตัดขาดก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าแล้วจูงมือภรรยากลับบ้าน
ตั้งแต่ต้นจนจบพ่อกับแม่ไม่ถามถึงอาการเจ็บป่วยของเธอเลยสักนิด หลังจากประตูห้องปิดลงน้ำตาของซูหว่านหนิงก็ไหลออกมา เธอนอนร้องไห้จนกระทั่งนอนหลับไป