LNCrawler

คำอวยพร

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

คำอวยพร

ผ่านพ้นวันปีใหม่ย่างเข้าสู่ปี 2021อย่างเป็นทางการ ซูหว่านหนิงมองดูเสียงประทัดและเสียงจุดพลุ ด้านนอกชายหาดมีการจุดพลุส่องสว่างไปทั่วบริเวณ

           พลุที่จุดมีหลากหลายแบบมีทั้งดอกไม้ รูปหัวใจ ดาว ซูหว่านหนิงชอบพลุดอกไม้มากที่สุด เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปพลุที่ระเบียงบ้าน

           [สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขสุขภาพแข็งแรง]

           ข้อความแรกที่ส่งมาเป็นของหรันฮวา พร้อมกับส่งซองอั่งเปามา ซูหว่านหนิงกดรับอั่งเปาจำนวน 100 หยวน

           คนต่อมาเป็นสวีว่านชิงที่ส่งคำอวยพรและอั่งเปามา 1,000 หยวน คนที่สามเป็นเมิ่งจื่อหยวนที่ส่งคำอวยพรและอั่งเปา 10,000 หยวน เช่นเดียวกับโจวเหลียนที่ส่งคำอวยพรและอั่งเปาจำนวน 10,000 หยวน

           ต่อมาเป็นเมิ่งจิ่งถิงที่ส่งคำอวยพรและอั่งเปามา 5,000 หยวน รวมถึงพนักงานที่บริษัทที่ส่งข้อความมาอวยพร ซูหว่านหนิงไม่ลืมที่จะพิมพ์ข้อความอวยพรกลับไปพร้อมกับส่งอั่งเปาให้กับทุกคน

 

           มองดูนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลาเกือบตีสอง หญิงสาวอ้าปากหาวก่อนจะลุกเดินเข้าห้องนอน ยังไม่ทันได้วางโทรศัพท์เสียงข้อความก็ดังขึ้น

           [สวัสดีปีใหม่ขอให้ปีนี้มีแต่ความสุข ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เฮง เฮง ตลอดทั้งปีครับ]

           ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจากลู่อี้เฉินจบ เธอกดรับอั่งเปาที่อีกฝ่ายส่งมา

           “100,000 หยวน บ้าไปแล้วหรือไง ใครเขาให้อั่งเปากันเยอะขนาดนี้”

           ยังไม่ทันที่จะพิมพ์ข้อความส่งกลับไปอีกฝ่ายก็พิมพ์ส่งกลับมาก่อน

           [ผมไม่รับอั่งเปาที่เยอะกว่า 1,000 หยวน ส่วนอั่งเปาที่ผมมอบให้คุณถือเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้า]

           ซูหว่านหนิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพิมพ์ถามไปว่า

           [คุณรู้ได้ยังไงคะว่าอีกสองวันเป็นวันเกิดของฉัน] 

           [คุณเป็นลูกค้าของผมนะครับ ทำไมผมถึงจะไม่รู้ในเมื่อผมมีเอกสารประจำตัวของคุณเก็บเอาไว้]

 

           ซูหว่านหนิงเข้าใจแล้วก่อนจะพิมพ์ข้อความอวยพรส่งกลับไป

           [ฉันขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับคุณ ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองเติบโตมากกว่าเดิม เฮง เฮง ค่ะ] พิมพ์เสร็จก็ส่งอั่งเปาจำนวน 1,000 หยวนให้กับลู่อี้เฉิน

           [ขอบคุณสำหรับอั่งเปา ราตรีสวัสดิ์ครับ]

           [ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ] ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ค่อย ๆ ดับแสงลง

           ลู่อี้เฉินวางโทรศัพท์ลงก่อนจะล้มตัวลงนอน พรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางตอนเช้ามีเวลานอนเหลือไม่ถึง 4 ชั่วโมง

           เช้าวันต่อมาซูหว่านหนิงตื่นนอนทำอาหารเสร็จแล้วก็เข้าห้องนอนเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมานั่งกินข้าวเช้ากับเทพเสวี๋ยไป๋ มื้อเช้ายังไม่ทันหมดเทพประจำบ้านก็เริ่มสั่งเมนูอาการมื้อกลางวันและมื้อเย็นมาแล้ว

           “ข้าได้ยินมาว่าเมนูที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือข้าวมันไก่เหวินซาง แพะตงซานตุ๋น เอาเป็นว่ามื้อเที่ยงข้าอยากกินสองอย่างนี้ ส่วนมื้อเย็นนั้นขอเป็นอาหารทะเลแบบจัดเต็ม”

           ซูหว่านหนิงนั่งเท้าคางมองแมวสีขาวขนปุกปุยที่กำลังนั่งกินซาลาเปาไส้เนื้อสับ ปากเป็นสีแดงสด ขนเป็นสีขาวเงางาม เธออยากจะจับเทพเสวี๋ยไป๋มากอดรัดฟัดเหวี่ยงแต่เธอทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงเทพผู้ยิ่งใหญ่

 

           หลังจากมาอยู่โลกมนุษย์ได้ไม่กี่ปีเทพเสวี๋ยไป๋ก็เริ่มคุ้นชินกับคำพูดแบบมนุษย์ คำศัพท์ที่ซูหว่านหนิงไม่เคยได้ยินในวันนี้ก็ได้ยินแล้ว เช่นคำว่า จัดเต็ม

           “ฉันจะสั่งมาให้ค่ะ ให้ท่านกินให้หนำใจไปเลย” ซูหว่านหนิงตอบ

           ช่วงสายซูหว่านหนิงเปิดแอปพริเคชันเพื่อสั่งอาหารกลางวัน เธอเลือกสั่งข้าวมันไก่เหวินซางจากร้านเก่าแก่ชื่อดัง สั่งแบบพิเศษทั้งหมด 2 กล่องและสั่งไก่สับแยกอีก 1 กล่อง รวมถึงสั่งซื้อน้ำมะพร้าวปั่นนมสดมาอีก 2 แก้ว

           ซูหว่านหนิงมองเทพเสวี๋ยไป๋ที่ใช้อุ้งเท้าลูบท้องของตัวเองไปมา จะไม่ให้อิ่มได้ยังไงในเมื่อท่านกินข้าวมันไก่หมดไป 1 กล่องและไก่สับอีกครึ่งตัวไม่รวมน้ำมะพร้าวปั่นอีก 1 แก้ว

           “ข้าอิ่มไม่ไหวแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน” พูดจบก็กระโดดลงจากเก้าอี้สะบัดก้นเดินเข้าห้องนอน

           ซูหว่านหนิงได้แต่มองตามด้วยความขบขัน ก่อนจะเก็บถ้วยจานไปล้างทำความสะอาด บ้านหลังนี้อุปกรณ์ในครัวยังมีไม่เยอะมากนักแต่ก็เพียงพอสำหรับการพักอาศัยในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

 

           เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อซูหว่านหนิงเปิดดูเป็นโจวจิ่งเสียนที่ส่งข้อความมาสวัสดีปีใหม่พร้อมกับอั่งเปา 10,000 หยวน ซูหว่านหนิงไม่รอช้ารีบส่งข้อความกลับไปพร้อมกับกดส่งอั่งเปาให้อีกฝ่ายจำนวนเท่ากัน

           นอกจากนี้เธอยังส่งข้อความไปอวยพรเน็ตไอดอลที่เคยร่วมงานกัน ก่อนจะส่งอั่งเปาให้อีกฝ่าย 5,000 หยวน และคนที่ซูหว่านหนิงต้องส่งอวยพรให้ทุกปีมีอีก 3 คน นั่นก็คือ คุณหมอจางที่ช่วยรักษาเธอและคุณตำรวจที่ช่วยจัดการเรื่องคดี รวมถึงคุณลุงที่ขับรถชนเธอที่ท่านมักจะส่งข้อความมาถามเรื่องอาการบาดเจ็บ แม้จะผ่านไปหลายปีแต่ทุกเดือนหรือสองเดือนท่านจะทักมาถามเป็นประจำไม่เคยขาดหายไปเลย

           ลู่อี้เฉินออกจากสนามบินตรงไปยังโรงแรมที่จองที่พักเอาไว้ เช็คอินเสร็จชายหนุ่มเดินเข้าห้องพัก ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วหยิบโน้ตบุ๊คมานั่งดูรายงานที่ลูกน้องส่งให้ทางอีเมล

 

           ใช้เวลาทำงานประมาณหนึ่งชั่วโมงชายหนุ่มปิดหน้าจอโน้ตบุ๊คก่อนจะล้มตัวลงนอน สะดุ้งตื่นก็ตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์โทรเข้า

           “ครับ” ลู่อี้เฉินรับสาย

           “เจ้าใหญ่ลูกอยู่ไหน” เสียงของคุณนายลู่ดังมาตามสาย

           “ผมมาเที่ยวซานย่าครับ” ลู่อี้เฉินตอบ

           “ซานย่า ลูกไปที่นั่นทำไมกัน แม่ไม่เห็นรู้เลยว่าลูกจะไปเที่ยวซานย่า แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่ แม่นัดคุณหนูหลิวเอาไว้ แบบนี้ไม่เท่ากับเบี้ยวนัดบ้านหลิวหรอกหรือ” คุณนายลู่บ่นลูกชายคนโต ที่ตอนนี้อายุจะ 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววที่จะมีคนรักเดือดร้อนนางที่ต้องหาหญิงสาวมาดูตัวแต่ลูกชายตัวดีก็ปฏิเสธทุกครั้ง

           ครั้งนี้เห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะเป็นช่วงหยุดยาวปีใหม่ แต่ใครจะคิดว่าลูกชายจะเดินทางไปซานย่าโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

           “แม่ครับ ผมบอกแม่แล้วว่าเรื่องหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ ผมขอหาผู้หญิงที่ผมชอบเองเถอะครับ” ลู่อี้เฉินอ้อนวอน

           “ลูกพูดแบบนี้กับแม่มาหลายปีแล้วนะ ปีนี้ลูกก็ 30 แล้ว ลูกบ้านอื่นเขาแต่งงานมีลูกมีหลานให้ปู่กับย่าเขาเลี้ยงแล้ว ดูคุณชายใหญ่โจวสิอายุเท่าลูกปีนี้ก็จะแต่งงานแล้ว” คุณนายลู่บ่นลูกชาย

           ลู่อี้เฉินถอนหายใจยาวก่อนจะถามแม่ว่า “ถ้าผมมีคนรักแล้วเธอคนนั้นไม่ได้เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ เป็นเพียงเด็กสาวที่ตั้งใจทำงานหาเงิน แม่จะรับเธอได้ไหม”

 

           คุณนายลู่รีบตอบทันที “รับได้สิ ครอบครัวเรามีกินมีใช้ทั้งชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด มีคนมาช่วยใช้อีกสักคนจะเป็นไรไป ขอแค่เป็นคนดีก็พอแล้ว”    ลู่อี้เฉินฟังคำตอบของแม่ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก คนที่เขาพูดถึงนั้นมีตัวตนจริง ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าจะตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งจนถึงขั้นต้องบินตามเธอมาถึงซานย่า เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนไหนที่เริ่มชอบเธอมารู้ตัวก็ตอนที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเธอเรื่องบริษัท เขาชอบที่เธอเป็นผู้หญิงแกร่งสร้างบริษัทได้ด้วยสองมือตัวเอง และยิ่งชื่นชอบมากขึ้นเมื่อรู้เรื่องราวครอบครัวเก่าของเธอ จะมีสักกี่คนที่สามารถยืนได้ด้วยสองขาของตัวเองเพียงลำพังโดยที่ไม่มีครอบครัวอยู่เบื้องหลัง อย่างน้อยเวลาที่เรามีอุปสรรคหรือต้องการกำลังใจครอบครัวก็สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ แต่ที่ฟังจากคุณอาเมิ่งเธอคนนั้นใช้สมองและสองมือสร้างทุกอย่างขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากศูนย์และค่อย ๆ ก้าวเดินไปทีละก้าวเพื่อเดินเข้าสู่เส้นชัยที่เธอวางไว้

           “เจ้าใหญ่ได้ยินที่แม่พูดไหม” เสียงของคุณนายลู่ดึงสติของลู่อี้เฉิน

           “ครับ แม่พูดว่าอะไรครับ” ลู่อี้เฉินถาม

           “เด็กคนนี้ใจลอยไปถึงไหนแล้ว แม่ถามลูกว่าจะกลับมาเมื่อไหร่” 

           “มะรืนก็กลับแล้วครับ” ลู่อี้เฉินตอบ พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเธอคนนั้น เขาจะพักที่ซานย่าต่ออีกหนึ่งคืนก่อนจะบินกลับปักกิ่ง

           “แม่จะนัดคุณหนูหลิวมาดูตัว ลูกเห็นด้วยไหม” คุณนายลู่ยังไม่ยอมแพ้

           “ไม่เห็นด้วยครับ เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีกแล้ว ต่อไปถ้าแม่จะนัดใครให้มาดูตัวกับผม ผมขอปฏิเสธที่จะไม่ไปครับ” ลู่อี้เฉินตอบ

           คุณนายลู่เงียบไปสักพักก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “แม่ให้เวลาลูกแค่ 2 ปี จำไว้นะถ้าเมื่อไหร่ลูกอายุ 32 แล้วยังหาคนที่ใช่สำหรับลูกไม่ได้ ถึงเวลานั้นแม่จะหาลูกสะใภ้ให้ลูกเอง”

           “ได้ครับ ผมขอเวลาแค่ 2 ปี” ลู่อี้เฉินตอบ เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถพิชิตใจเธอคนนั้นได้ในเวลาที่กำหนด

 

           คุณนายลู่วางสายก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องหนังสือที่สามีกำลังนั่งคุยโทรศัพท์

           “จะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ” ประธานลู่ถามปลายสาย

           “วันเกิดของหว่านหนิงหรอกหรือ ทำไมไม่บอกฉันก่อนจะได้ฝากของขวัญไปให้” 

           ปลายสายที่ประธานลู่โทรหาก็คือเมิ่งจื่อหยวนที่ตอนนี้กำลังเตรียมตัวขึ้นเครื่องบินไปซานย่า ส่วนประธานลู่นั้นเมื่อได้เจอกับซูหว่านหนิงบ่อยครั้งก็สนิทสนมเรียกชื่อ แทนที่จะเรียกคุณหนูซูเหมือนครั้งแรกที่พบหน้า