ของขวัญที่มีค่ามากที่สุด
ของขวัญที่มีค่ามากที่สุด
ฟางเยว่หรันสะบัดตัวหลุดออกจากการกอดรัดของโจวจิ่งเสียน เธอจำหน้าโจวเหลียนไม่ได้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เมิ่งจิ่งถิงรีบวิ่งเข้ามาจับมือของซูหว่านหนิง
“ลูกสาวของคุณอ่อยคู่หมั้นของฉัน ทั้งคู่นัดเจอกัน คุณเป็นพ่อเป็นแม่ประสาอะไรทำไมไม่ดูลูกตัวเองให้ดี” ฟางเยว่หรันชี้หน้าของซูหว่านหนิง ก่อนจะหันมาตะคอกใส่โจวเหลียน
โจวเหลียนยกฝ่ามือก่อนจะสะบัดมือลงไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
“เพี้ยะ” เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้า ฟางเยว่หรันกำลังจะกรีดร้องแต่โจวเหลียนกลับพูดขึ้นว่า
“นี่น่ะหรือคนที่จะมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลโจว เจ้าใหญ่อาว่าหลานหาใหม่เถอะ สะใภ้คนนี้อาไม่ยอมรับ และอาจะบอกพี่ใหญ่ให้ยกเลิกงานแต่ง”
ฟางเยว่หรันหุบปากนิ่งเงียบก่อนจะมองหน้าของโจวเหลียนและสลับกับใบหน้าของคู่หมั้น
“อาเล็กครับผมขอโทษ ผมไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเลย” โจวจิ่งเสียนก้มศีรษะขอโทษ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น เล่ามาให้หมด” เมิ่งจื่อหยวนเดินไปหยุดหน้าหลานชายของภรรยา
“ฉันเล่าเองค่ะ” ซูหว่านหนิงเดินไปหยุดตรงหน้าโจวจิ่งเสียนและฟางเยว่หรัน
“ฉันออกมาเดินเล่นเจอพี่จิ่งเสียนจึงพูดคุยกันเล็กน้อย อยู่ดี ๆ คุณฟางก็เดินมาต่อว่าฉัน หาว่าฉันกับพี่จิ่งเสียนนัดพบเจอกัน ฉันอธิบายเธอก็ไม่ฟังพยายามให้ฉันขอโทษเธอ ซึ่งฉันจะไม่ขอโทษเด็ดขาดเพราะฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”
ลู่อี้เฉินเดินเข้ามาหยุดด้านข้างของซูหว่านหนิงก่อนจะมองไปที่ฟางเยว่หรัน ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างหน้าตาก็ไม่สวยแถมนิสัยยังแย่อีก ไม่รู้ว่าเพื่อนของเขาไปชอบเธอได้ยังไงกัน ชายหนุ่มก้มหน้าลงถามหญิงสาวข้างกาย
“เธอทำอะไรให้คุณบาดเจ็บไหมครับ”
“ไม่มีค่ะ เธอแค่จับมือของฉันแค่นั้นเอง” ซูหว่านหนิงเงยหน้าตอบ
“ที่หว่านหนิงพูดมาจริงไหม เจ้าใหญ่ตอบอามา” เมิ่งจื่อหยวนถามโจวจิ่งเสียน
“จริงครับ ผมคุยกับหว่านหนิงแค่สองประโยค และเราสองคนก็ไม่ได้นัดเจอกันด้วย ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอกับหว่านหนิงมาแล้วครั้งนึง แต่นั่นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ผมก็นึกว่าน้องจะกลับไปแล้วจึงเดินเข้ามาถาม” โจวจิ่งเสียนตอบความจริงทั้งหมด เขาเป็นลูกผู้ชายพอที่จะแยกแยะเรื่องถูกผิดได้แม้อีกฝ่ายจะเป็นคู่หมั้นของเขาก็ตาม
“อาจะโทรเล่าเรื่องนี้ให้พี่ใหญ่ฟัง หลานมีความคิดเห็นยังไง อารับไม่ได้หรอกนะที่จะมีสะใภ้แบบนี้เข้ามาในตระกูล” โจวเหลียนจับมือของโจวจิ่งเสียน หลานชายคนนี้นางรักและทะนุถนอมมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดว่าจะตาบอดคว้าผู้หญิงแบบนี้มาได้
“แล้วแต่อาเล็กจะจัดการเลยครับ” โจวจิ่งเสียนตอบ เขาเองก็เบื่อหน่ายกับนิสัยของฟางเยว่หรันแล้ว เมื่อก่อนตอนคบกันนิสัยของอีกฝ่ายไม่ได้เป็นแบบนี้เลย ฟางเยว่หรันคนก่อนนิสัยอ่อนหวาน พูดเพราะ และเป็นคนเข้าใจเขามากที่สุด แต่ตั้งแต่ที่หมั้นหมายกันอีกฝ่ายนิสัยเปลี่ยนไปกลายเป็นคนขี้วีน ขี้หึง ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เขาก็จะหาเรื่องทะเลาะ ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกค้าของบริษัทที่เขาต้องไปคุยงานด้วย
เรื่องทั้งหมดเขาเลือกที่จะปล่อยผ่านแต่วันนี้เขาจะปล่อยผ่านไปไม่ได้ เพราะเขาต้องให้เกียรติซูหว่านหนิงที่โดนกล่าวหาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และที่สำคัญฟางเยว่หรันแสดงกิริยาที่ไม่ดีกับอาเล็กและอาเขยเล็ก
“ไม่นะ คุณอาฉันขอโทษ ฉันไม่คิดว่าคุณคืออาเล็กของจิ่งเสียน ฉันไม่ได้มีเจตนาก้าวร้าวต่อคุณ ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย” ฟางเยว่หรันคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะร้องไห้โฮ
“ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ หว่านหนิงคือหลานสาวของฉัน เธอหยามเกียรติหลานสาวฉันก็เหมือนกับหยามเกียรติฉัน เจ้าใหญ่หลานพาคู่หมั้นของหลานกลับไปเถอะ พรุ่งนี้อากลับไปปักกิ่งจะไปพบพ่อของหลานให้พี่ใหญ่เป็นคนตัดสินใจ” โจวเหลียนพูดจบก็จูงมือซูหว่านหนิงเดินกลับเข้าบ้านพัก
ทางด้านซูหว่านหนิงกำลังมึนงงว่าคนทั้งหมดมาอยู่ที่ซานย่าได้ยังไง ยังไม่ทันได้ถามคำตอบเมิ่งจิ่งถิงก็เดินมาจับมือก่อนจะพูดว่า
“แผนแตกซะแล้ว เพราะผู้หญิงบ้าคนนั้นเลย”
“ใช่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าเป็นคู่หมั้นของพี่ชายเธอนะ ฉันจะตบหน้าสักฉาด” สวีว่านชิงหมั่นไส้ฟางเยว่หรันมากอยากจะตบหน้าอีกฝ่ายให้จำทางกลับบ้านไม่ได้เลย
“คนแบบนั้นยังมีคนขอแต่งงาน อาถิงฉันว่าเธอน่าจะพาพี่ชายเธอไปเช็คสมองซะบ้างนะ” หรันฮวาหันไปพูดกับเมิ่งจิ่งถิง
“ฉันคงต้องพาพี่ใหญ่ไปเช็คสมองเหมือนอย่างที่เธอบอก ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะตาถั่วคว้าผู้หญิงไบโพล่ามาเป็นภรรยา”
ซูหว่านหนิงหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนสาว เมื่อมาถึงชั้นที่ 28 โจวเหลียนไล่ให้ซูหว่านหนิงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาเจอกันที่ห้องอา”
“ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง
ทางด้านโจวจิ่งเสียนหลังจากพาฟางเยว่หรันกลับเข้าที่พัก ชายหนุ่มนั่งระงับอารมณ์ก่อนจะลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับปักกิ่ง
“ที่รัก ฉันขอโทษ” ฟางเยว่หรันร้องไห้อ้อนวอน
“คุณเก็บคำพูดนี้ไปพูดกับพ่อแม่ผมเถอะ ไม่แน่ตอนนี้อาเล็กอาจจะโทรไปเล่าให้พ่อผมฟังแล้วก็ได้ ผมต้องบอกให้คุณรู้อย่างหนึ่งว่าอาเล็กเป็นคนที่พ่อของผมรักมากที่สุด ส่วนซูหว่านหนิงคนที่คุณหาเรื่องก็เป็นหลานสาวบุญธรรมที่อาเล็กผมรักมากที่สุดเช่นกัน และอีกอย่างหว่านหนิงก็เป็นที่รักของคนในตระกูลโจว”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นหลานสาวของอาเล็ก” ฟางเยว่หรันร้องไห้สะอื้น
“ผมอธิบายกับคุณไปแล้ว ว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับหว่านหนิง ผมเห็นเธอเป็นน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่คุณกลับไม่เชื่อผม เอาโทรศัพท์ผมไปเช็คข้อความ ผมอวยพรปีใหม่ให้น้องสาวมันผิดด้วยหรือ” โจวจิ่งเสียนไม่อยากจะพูดกับคู่หมั้นแล้ว เขารีบเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า ก่อนจะรีบจองตั๋วเที่ยวบินสุดท้ายของวันเพื่อเดินทางกลับปักกิ่ง
หลังจากที่ซูหว่านหนิงอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จเรียบร้อย เธออุ้มแมวสีขาวเดินออกจากบ้านเพื่อไปที่บ้านของตระกูลเมิ่งซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กัน
“ทำไมวันนี้ท่านถึงอยากมาด้วยคะ” ซูหว่านหนิงถาม เพราะปกติแล้วหากมีคนเยอะท่านเทพจะไม่ชอบแสดงตัว
“ข้าแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ” เทพเสวี๋ยไป๋ตอบ แต่ที่จริงแล้วท่านอยากอยู่ร่วมฉลองวันเกิดของซูหว่านหนิง
ซูหว่านหนิงเดินไปกดกริ่งเมิ่งจิ่งถิงเป็นคนเดินมาเปิดประตูแต่ไม่ได้เปิดทั้งหมดเพียงแค่เปิดแง้มเอาไว้และเอาหน้าโผล่ออกมา
“หว่านหนิงเธอกลับหลังหันก่อน”
ซูหว่านหนิงหมุนตัวตามที่เพื่อนบอกเมิ่งจิ่งถิงรีบเปิดประตูแล้วเอาผ้าสีขาวมาผูกตาของซูหว่านหนิงเอาไว้
“อาถิงเธอเล่นอะไรเนี่ย” ซูหว่านหนิงถาม
“เข้าไปเดี๋ยวก็รู้” เมิ่งจิ่งถิงตอบ ก่อนจะก้มลงมองแมวสีขาวที่กำลังมองหน้าของเธอ
“แมวของเธอน่ารักจังเลย ชื่อว่าอะไรหรือ” เมิ่งจิ่งถิงทำท่าจะลูบหัวของเจ้าแมวเหมียว
เทพเสวี๋ยไป๋ส่งเสียง ฟ่อ... ก่อนจะยกอุ้งเท้าเตรียมตะปบ ซูหว่านหนิงได้ยินเสียงเทพเสวี๋ยไป๋เธอจึงรีบจับอุ้งเท้าเอาไว้
“อาถิงแมวของฉันค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า มันไม่ชอบให้ใครมาจับตัว ส่วนชื่อคือเทพเสวี๋ยไป๋” ซูหว่านหนิงตอบ
“แมวของเธอนี่ดุชะมัดเลย ฉันนึกว่าจะโดนมันตะปบเข้าให้แล้ว” เมิ่งจิ่งถิงเปิดประตูห้องก่อนจะจูงมือเพื่อนสาวเข้าไปด้านใน
โจวเหลียนถือเค้กก้อนใหญ่เมื่อซูหว่านหนิงเดินเข้ามาไฟในห้องก็ดับลงก่อนที่เมิ่งจิ่งถิงจะแกะผ้าปิดตาให้เพื่อนสาว
ซูหว่านหนิงมองเทียนบนเค้กพร้อมกับกวาดตามองรอบห้องที่ตกแต่งด้วยลูกโป่งและดอกไม้หลากสีสัน หรันฮวาและสวีว่านชิงเริ่มร้องเพลงอวยพรวันเกิด
เทพเสวี๋ยไป๋กระโดดลงจากอ้อมแขนของซูหว่านหนิง เดินไปและกระโดดขึ้นนั่งบนโซฟา
ซูหว่านหนิงยกมือขึ้นปิดปากเธอตื้นตันใจจนไม่สามารถพูดมันออกมาได้ น้ำตาของเธอไหลออกจากเบ้าตา ลู่อี้เฉินเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้หญิงสาว
ซูหว่านหนิงรับผ้าเช็ดหน้าจากชายหนุ่มมาซับน้ำตา เพื่อเพลงอวยพรวันเกิดจบลงซูหว่านหนิงหลับตาอธิษฐานขอพรให้คนรอบข้าง เมื่อเป่าเทียนเสร็จเมิ่งจิ่งถิงรีบเปิดไฟทันที
“ฉันไม่รู้จะขอบคุณทุกคนอย่างไรดี นี่เป็นวันเกิดปีแรกที่ฉันได้ยืนมองเค้กวันเกิดของตัวเอง” ซูหว่านหนิงพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง
“ต่อไปคุณจะได้เป่าเค้กวันเกิดในทุกปี ผมให้สัญญา” ลู่อี้เฉินพูดขึ้นมา เมิ่งจื่อหยวนเหล่ตามองหลานชาย
“ขอบคุณทุกคนมากเลย ฉันซาบซึ้งใจมาก นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่มีค่าที่สุดสำหรับฉัน” ซูหว่านหนิงเช็ดน้ำตา
“อาขออวยพรให้เธอมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ กิจการเจริญรุ่งเรือง” โจวเหลียนอวยพรเป็นคนแรก ก่อนจะยื่นถุงใส่ของขวัญให้กับซูหว่านหนิง
เมิ่งจื่อหยวนอวยพรเป็นคนที่สองตามด้วยเมิ่งจิ่งถิง หรันฮวา สวีว่านชิง และลู่อี้เฉิน
“ผมขอให้ชีวิตของคุณต่อไปนี้จงมีแต่ความสุข มีรอยยิ้มในทุกวัน” อวยพรเสร็จชายหนุ่มยื่นถุงของขวัญออกไป
“ขอบคุณมากเลย ขอบคุณทุกคนค่ะ” ในมือของซูหว่านหนิงตอนนี้เต็มไปด้วยถุงของขวัญที่ทุกคนพร้อมใจกันนำมามอบให้
บนโต๊ะอาหารมีอาหารทะเลวางเรียงรายนับสิบรายการ เก้าอี้นั่งถูกจับจองรวมถึงเก้าอี้ของท่านเทพเสวี๋ยไป๋ที่ซูหว่านหนิงจัดให้ด้วยตัวเอง
“หว่านหนิงเทพเสวี๋ยไป๋ของเธอกินอาหารทะเลได้ด้วยหรือ” หรันฮวาถาม
“กินได้ทุกอย่างที่คนกิน และก็กินเก่งมากด้วย” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะได้ยินเสียงร้องประท้วง
“เมี้ยว”
และแล้วทุกคนก็ได้เห็นแมวกินอาหารทะเลรวมถึงไวน์ขาวที่ซูหว่านหนิงเทใส่ชามให้ นอกจากจะกินอาหารคนได้แล้วแมวตัวนี้ยังกินเก่งมากด้วย ซูหว่านหนิงที่ทำหน้าที่แกะเปลือกกุ้งถึงกับแกะไม่ทันเลยทีเดียว
บรรยากาศในงานเลี้ยงจบลงท่ามกลางความสุขของทุกคน โดยเฉพาะซูหว่านหนิงที่ได้กินเค้กวันเกิดเป็นครั้งแรกในวัย 24 ปี