วิกฤติของตระกูลซู
วิกฤติของตระกูลซู
ตระกูลซู
ซูเย่อิงนั่งมองอาหารบนโต๊ะปีนี้เป็นปีแรกที่เธอกลับมาฉลองวันเกิดที่บ้าน ปกติทุกปีซูเย่อิงจะจัดฉลองกับเพื่อนที่ต่างประเทศ ซูเย่อิงเรียนจบและกลับมาช่วยงานธุรกิจในครอบครัว เธอไม่คิดเลยว่าการทำงานจะยากกว่าการเรียนหนังสือ
ซูเฉียงนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ซ้ายมือเป็นเก้าอี้ของซูเย่หมิง ขวามือเป็นเก้าอี้ของหลี่ม่านและถัดมาเป็นซูเย่อิงเจ้าของวันเกิด บนโต๊ะอาหารมีเป็ดปักกิ่ง ผัดผัก ปลาทอด ซุปไก่
ซูเฉียงรับรู้ได้ว่าลูกสาวไม่พอใจที่ปีนี้ไม่ได้จัดงานที่ร้านอาหารใหญ่โต นั่นก็เพราะงบประมาณปีที่ผ่านมาตระกูลซูติดลบเกือบสามล้านหยวน ซูเฉียงต้องควักเงินส่วนตัวออกมาปิดงบไม่ให้ขาดทุน ส่วนเงินโบนัสพนักงานปีนี้บริษัทปิดป้ายประกาศว่า งดจ่าย
มีพนักงานบางส่วนพากันเขียนใบลาออก บางส่วนก็ยังทำงานอยู่ต่อ ส่วนมากคนที่อยู่ต่อพวกเขาแค่ไม่อยากจะไปหางานใหม่ให้วุ่นวาย
“ลูกกินเป็ดปักกิ่งนี่ดู แม่สั่งจากร้านดังมาเลยนะ” หลี่ม่านคีบเป็ดปักกิ่งให้ลูกสาวหวังจะทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด
“พ่อคะ บ้านเราแย่มากเลยหรือคะ แค่พาฉันไปกินร้านอาหารสักมื้อ พ่อยังทำไม่ได้เลย” ซูเย่อิงทนไม่ไหวพูดขึ้นมา
เสียงตบโต๊ะดัง “ปัง” ซูเฉียงลุกขึ้นยืนก่อนจะชี้หน้าลูกสาว
“แกรู้ไหมว่าปีที่ผ่านมาโรงงานขาดทุนสามล้านกว่าหยวน ฉันต้องเอาเงินส่วนตัวไปอุดรอยรั่ว โบนัสพนักงานยังไม่มีจ่าย จนพนักงานพากันเขียนหนังสือลาออก ทำไมพวกแกสองคนถึงไม่ดูสถานการณ์บ้าง หากเป็นเมื่อก่อนฉันจะไม่ว่าเลย พวกแกรู้ไหมถ้าปีนี้ออเดอร์ยังหาได้ไม่มากพอบริษัทของเราอาจต้องปิดกิจการ แล้วพวกแกสองคนต้องไปหางานทำ แทนที่จะใช้สมองช่วยกันคิดหาทางทำให้บริษัทเติบโต แต่นี่กลับมาเรียกร้องจะเอานั่นเอานี่ น่าเบื่อชะมัด” ซูเฉียงพูดจบก็สะบัดหน้าเดินกลับขึ้นห้องนอน
ซูเย่อิงทนไม่ไหวร้องไห้ออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อดุด่าว่าเธอ และเป็นปีแรกที่เธอไม่ได้ของขวัญวันเกิดจากครอบครัว ซูเย่อิงน้อยเนื้อต่ำใจจนร้องไห้ออกมา
“เป็นเพราะพี่ใหญ่ที่ทำให้บริษัทขาดทุน ไม่อย่างนั้นฉันคงได้ไปเลี้ยงฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารแล้ว” ซูเย่อิงโยนความผิดให้พี่ชาย
“น้องเล็กหุบปากไปเลย เธอเองก็มัวแต่ขอนั่นขอนี่งานการไม่รู้จักจะช่วยทำ ให้ทำงานเอกสารเล็กน้อยก็ผิดพลาด ไม่รู้ว่าเรียนจบมาได้ยังไง” มีหรือที่ซูเย่หมิงจะให้น้องสาวด่าว่าอยู่ฝ่ายเดียว
หลี่ม่านรีบลุกขึ้นมาห้ามปรามไม่ให้ลูกทั้งสองทะเลาะกัน นี่เป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องทะเลาะกัน ปกติแล้วทั้งสองจะรักใคร่ไม่เคยมีปากเสียงกันเลยสักครั้ง
“หยุดได้แล้ว”
ซูเย่อิงและซูเย่หมิงเงียบเสียงลง ก่อนที่ซูเย่หมิงจะลุกขึ้นเดินออกจากบ้าน ส่วนซูเย่อิงได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮ
“แม่คะ ทำไมบ้านเราต้องมาเจอปัญหาแบบนี้ด้วย แม่รู้ไหมว่าเพื่อน ๆ ของฉันพากันตีตัวออกห่าง ปกติวันเกิดของฉันทุกปีจะต้องได้ถ่ายรูปลงโซเซียล เพื่อน ๆ จะเข้ามาแสดงความยินดี แต่ปีนี้ฉันคงไม่ได้ทำมัน คนพวกนั้นต้องเอาฉันไปนินทาแน่เลย” ยิ่งพูดก็ยิ่งร้องไห้เสียงดัง จนหลี่ม่านต้องเข้าไปปลอบใจ
“ลูกรัก แค่ปีนี้ปีเดียว รอให้บริษัทผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ แม่รับรองว่าปีหน้าจะจัดงานวันเกิดให้ลูกอย่างยิ่งใหญ่”
ซูเย่อิงเช็ดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง “แม่พูดจริงนะคะ”
“แม่สัญญา”
ซูเย่อิงโอบเอวแม่ก่อนจะซบหน้าลงไป รอให้ถึงปีหน้าเมื่อไหร่เธอจะโพสต์ภาพลงโซเซียลเอาให้พวกที่เคยนินทาเธอพูดไม่ออกเลยคอยดู
จากเดิมที่ซูหว่านหนิงจะเดินทางกลับก่อนวันทำงานเพียงหนึ่งวัน แต่เธอเปลี่ยนใจเดินทางกลับพร้อมกับทุกคน โชคดีที่มีตั๋วเครื่องบินว่างจึงสามารถเลื่อนไฟล์บินกลับได้
“เธอเอาเทพเสวี๋ยไป๋ส่งกลับทางไหน” หรันฮวาถามเมื่อไม่เห็นแมวสีขาว
“ส่งกลับทางเครื่องบินโหลดใต้ท้องเครื่อง” ซูหว่านหนิงตอบ
ขากลับที่นั่งของเธอติดกับที่นั่งของลู่อี้เฉิน ซูหว่านหนิงนึกถึงของขวัญที่อีกฝ่ายมอบให้ มันคือสร้อยเพชรสีชมพูรูปหัวใจ และมีการ์ดเขียนอวยพรวันเกิดอีกหนึ่งใบ
“ของขวัญที่คุณมอบให้ฉัน มันแพงเกินไปคะ” ซูหว่านหนิงกระซิบ
“ไม่แพงเลยครับ มันเหมาะกับคุณมาก” ลู่อี้เฉินตอบ ก่อนจะนั่งมองไปนอกหน้าต่างที่เห็นวิวทะเลและก้อนเมฆสีขาว
“ก่อนหน้านี้คุณให้อั่งเปาฉันมาแล้ว ไม่เห็นจะต้องซื้อของให้เลย”
“อั่งเปาก็ส่วนอั่งเปา ของขวัญก็ส่วนของขวัญ เอาเป็นว่าของที่ผมให้ไปแล้วผมไม่รับคืน”
ซูหว่านหนิงนิ่งเงียบก่อนจะเอ่ยขอบคุณ หญิงสาวหลับตาลงเพื่อพักสายตา
เมื่อคืนหลังจากกลับห้องพักซูหว่านหนิงแกะของขวัญทั้งหมดออกดู ของที่เมิ่งจื่อหยวนมอบให้เป็นแหวนเพชรเม็ดงาม ของโจวเหลียนเป็นกระเป๋าแบรนด์เนม เมิ่งจิ่งถิงให้น้ำหอมแบรนด์ดัง หรันฮวาซื้อผ้าพันคอให้เธอ ส่วนสวีว่านชิงเป็นนาฬิกาข้อมือ
จากที่คิดว่าจะพักสายตาแต่กลายเป็นว่าเธอนอนหลับไป ลู่อี้เฉินมองศีรษะเล็กที่พิงไหล่ของเขา ใบหน้าของลู่อี้เฉินมีริ้วแดงพาดผ่าน ใจเต้นแรงและเร็วจนต้องเอามือขึ้นมาจับบริเวณตำแหน่งหัวใจ
ซูหว่านหนิงนอนหลับไปจนกระทั่งได้ยินเสียงกัปตันประกาศ เธอลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนซบอกของรองประธานหนุ่มรูปหล่อ กลิ่นน้ำหอมของอีกฝ่ายอบอวลอยู่ในโพรงจมูก
“จะทำยังไงดี ถ้าลุกตอนนี้จะทำหน้ายังไง” ซูหว่านหนิงคิดในใจ
ลู่อี้เฉินรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายตื่นแล้วแต่คงอายจึงไม่กล้าลืมตา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะจับศีรษะของอีกฝ่ายให้ตั้งตรง แต่สังเกตได้จากใบหน้าและใบหูของหญิงสาวที่แดงเหมือนผลแอปเปิล
ซูหว่านหนิงพยายามที่จะไม่ลืมตาขึ้นมา เธอรับรู้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มที่จับใบหน้าของเธอ เมื่อศีรษะตั้งตรงซูหว่านหนิงจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
“ตื่นแล้วหรือครับ” ลู่อี้เฉินเอ่ยถาม
“ฉันหลับไปนานเลยหรือคะ” ซูหว่านหนิงแกล้งถาม
“ประมาณ 3 ชั่วโมงได้ครับ” ลู่อี้เฉินตอบ
ซูหว่านหนิงก้มหน้าลง “3 ชั่วโมง อย่าบอกนะว่าฉันนอนซบอกของเขาตั้ง 3 ชั่วโมง หว่านหนิงเอ้ย แกทำอะไรลงไป” ซูหว่านหนิงคร่ำครวญ
ลู่อี้เฉินมองใบของหูของหญิงสาวที่ยังคงแดงและเหมือนจะแดงกว่าเดิม ชายหนุ่มไม่ต้องการให้เธอเขินอายไปมากกว่านี้
“บริษัทของผมจะจัดเลี้ยงสมนาคุณลูกค้าทุกปี ปีนี้จะจัดที่โรงแรม... กลับไปผมจะส่งการ์ดเชิญให้คุณนะครับ”
“เลี้ยงลูกค้าหรือคะ แล้วคนเยอะไหม” ซูหว่านหนิงรีบถาม เธอไม่ชอบความวุ่นวายอีกอย่างเธอยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนตระกูลซู
“ผมเชิญเฉพาะลูกค้าสำคัญที่ร่วมงานกับลู่กรุ๊ป คุณไม่ต้องกังวลการ์ดเชิญในงานคนที่ใช้แซ่ซูมีแค่คุณคนเดียว” ลู่อี้เฉินพูดขึ้น
ซูหว่านหนิงรีบเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม “คุณรู้เรื่องฉันด้วยหรือคะ”
“รู้ครับ แต่รู้ไม่เยอะมาก รู้แค่ว่าพวกเขาทำไม่ดีกับคุณ” ลู่อี้เฉินตอบ
“เรื่องบางเรื่องฉันลืมมันไปหมดแล้วค่ะ ใครที่ทำไม่ดีกับฉันไว้ ฉันเชื่อว่าสักวันพวกเขาจะได้รับผลกรรมที่ทำไว้” ซูหว่านหนิงพูดขึ้นมา
ลู่อี้เฉินนิ่งเงียบเรื่องบางเรื่องแม้อีกฝ่ายจะลืมไปแล้ว แต่สำหรับเขานั้นมันเพิ่งจะเริ่มต้น
เมื่อเครื่องลงจอดซูหว่านหนิงแยกตัวออกไปเพื่อไปรับเทพเสวี๋ยไป๋ นี่เป็นครั้งแรกที่เทพเสวี๋ยไป๋ได้เดินทางโดยเครื่องบิน ใครใช้ให้ท่านปรากฎตัวให้คนอื่นเห็นกันล่ะ หากไม่ทำวิธีนี้เธอจะตอบข้อสงสัยของทุกคนได้อย่างไรกัน
ทันทีที่เทพเสวี๋ยไป๋เห็นหน้าซูหว่านหนิงก็เริ่มบ่นยืดยาวจนซูหว่านหนิงต้องยกมือขึ้นปิดหู
“ท่านหยุดบ่นได้แล้วค่ะ เป็นท่านที่ยอมปรากฏตัวให้พวกเขาเห็นเอง จะโทษฉันไม่ได้นะ” ซูหว่านหนิงถือกระเป๋าแมวเดินไปหาคนที่เหลือ แต่เมื่อไปถึงกลับเจอแค่ลู่อี้เฉินเพียงคนเดียว
“ผมให้คุณอากลับไปก่อนครับ ผมจะไปส่งคุณที่บ้านเอง” ลู่อี้เฉินตอบ
“ฉันกลับรถไฟฟ้าใต้ดินได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงเกรงใจ
“ผมยินดีและเต็มใจ เราออกไปกันเถอะครับ เลขาของผมมารอรับแล้ว” พูดจบก็ลากกระเป๋าเดินทางของอีกฝ่ายเดินออกไป ซูหว่านหนิงจึงต้องเดินตาม
ลู่อี้เฉินมองโครงการที่ซูหว่านหนิงพักอาศัย โครงการแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงการของลู่ซื่อกรุ๊ป เมื่อรถจอดสนิทชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถแล้วอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง
“ขอบคุณนะคะที่ขับรถมาส่ง” ซูหว่านหนิงบอกกับเลขาที่ทำหน้าที่ขับรถ เลขาเซียวได้แต่ยิ้มรับ
ซูหว่านหนิงลงจากรถก่อนจะเดินไปที่ท้ายรถ ลู่อี้เฉินกำลังขนกระเป๋าลงจากรถ
“ขอบคุณมากนะคะที่มาส่งฉัน” ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ
“เรื่องเล็กน้อยครับ ผมส่งแค่ด้านล่างนะครับ คงไม่ดีแน่ถ้าจะขึ้นไปข้างบน” แม้ในใจอยากจะขึ้นไปมากก็ตาม แต่เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียหาย
“เอาไว้ฉันขอเลี้ยงข้าวตอบแทนคุณสักมื้อนะ” ไม่รู้อะไรดลใจจู่ ๆ ซูหว่านหนิงก็พูดประโยคนี้ออกมา
“ได้เลยครับ คุณสะดวกวันไหนโทรหาผมได้ทุกเวลา” ลู่อี้เฉินตอบ
เทพเสวี๋ยไป๋ที่อยู่ในกระเป๋าแมวได้แต่กรอกตามองบนแล้วเบ้ปาก “แหวะ เลี่ยนชะมัด” ท่านพูดเป็นภาษาแมว คนฟังได้ยินแต่เสียง เมี้ยว เมี้ยว