LNCrawler

หรือจะเป็นลมแห่งความคิดถึง

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

หรือจะเป็นลมแห่งความคิดถึง

            บริษัทเปิดวันแรกหลังจากที่หยุดยาวไป 10 วัน เมื่อเปิดตะกร้าและเว็บไซต์ยอดสั่งสินค้าทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย วันนี้ทุกคนในบริษัทต้องทำโอทีจนถึงสองทุ่ม

           วันที่สองยอดสั่งสินค้าก็ทยอยเข้ามาเยอะไม่ต่างจากวันแรก ซูหว่านหนิงเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบสต๊อกสินค้าออนไลน์ หากสินค้าตัวไหนลดลงกว่าครึ่งเธอจะได้ทำการสั่งผลิต

           เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นซูหว่านหนิงกดรับสาย

           “คุณยุ่งอยู่ไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถาม

           “ไม่ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           “ผมอยู่หน้าบริษัทคุณ เอาการ์ดเชิญมาให้ครับ” 

           “ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงวางสายก่อนจะเดินลงไปด้านล่าง

           รถยนต์ของลู่อี้เฉินกำลังเลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ ซูหว่านหนิงเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม

           “นี่ครับการ์ดเชิญ” ลู่อี้เฉินส่งการ์ดเชิญให้

           “ขอบคุณค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว 

           “คุณกินข้าวเที่ยงมาหรือยังคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ยังเลยครับ ตั้งใจจะมาฝากท้องที่โรงอาหารของคุณสักมื้อ ได้ยินจากอาเมิ่งว่าแม่ครัวทำอาหารอร่อย” ลู่อี้เฉินตอบทันที

           “คุณจะนั่งกินที่ห้องรับรองหรือไปกินที่โรงอาหารคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ไปกินที่โรงอาหารดีกว่าครับ” ลู่อี้เฉินตอบพร้อมกับถอดเสื้อสูทตัวนอกออกและใส่ไว้ในรถ ก่อนจะปิดประตูรถเดินไปที่โรงอาหาร

           เมิ่งจิ่งถิงที่อยู่บริษัทด้านข้างเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงจะมากินอาหารด้วยกันกับซูหว่านหนิง ตอนนี้บริษัทของเมิ่งจิ่งถิงใกล้จะเปิดทำการ เหลือแค่รอจักรเย็บผ้าที่สั่งมาส่งก็สามารถเริ่มงานได้ทันที ส่วนพนักงานนั้นตอนนี้มีพร้อมแล้ว

           เมิ่งจิ่งถิงที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์รอเพื่อนเมื่อเห็นลู่อี้เฉินเดินมาก็รีบลุกขึ้น

           “พี่อี้เฉินมาได้ยังไงคะ”

           “ขับรถมา” ลู่อี้เฉินตอบ

           ซูหว่านหนิงถึงกับหัวเราะเมื่อได้ฟังคำตอบของชายหนุ่ม ส่วนเมิ่งจิ่งถิงได้แต่กรอกตามองบนกับคำตอบของพี่ชาย      

           “รู้แล้วค่ะว่าพี่ขับรถมา ที่ฉันถามหมายถึงว่า ทำไมวันนี้พี่ถึงมาที่นี้ได้ ลมอะไรหอบพี่มา หรือว่าลมแห่งความคิดถึง” 

 

           เมื่อเมิ่งจิ่งถิงพูดจบกลับกลายเป็นลู่อี้เฉินที่ทำตัวไม่ถูก ใบหน้าขาวกลับกลายเป็นสีชมพูลามไปจนถึงใบหู ส่วนซูหว่านหนิงได้แต่ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกเช่นกัน

           “แหม ฉันพูดความจริงแล้วหน้าแดงเลยนะคะ รุ่นนี้แล้วจะมาเขินอายทำไมกัน มากินข้าวกันดีกว่า วันนี้กับข้าวน่ากินทั้งนั้นเลย” เมิ่งจิ่งถิงพูดจบก็จูงมือของซูหว่านหนิงเดินไปเลือกอาหาร

           ลู่อี้เฉินได้สติรีบเดินตามไป กับข้าวของโรงอาหารวันนี้มี มะเขือม่วงผัดพริกแห้ง ซุปกระดูกหมู ไข่คน ปลาทอดและสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว ซูหว่านหนิงให้แม่ครัวตักอาหารทั้งหมดใส่จานและข้าวเปล่า 3 จาน 

           “ผมยกให้เองครับ” ลู่อี้เฉินเดินเข้ามายกถาดใส่อาหารไปวางไว้บนโต๊ะ

           เมิ่งจิ่งถิงและซูหว่านหนิงนั่งตรงข้ามกันลู่อี้เฉินเลือกที่จะนั่งข้างหญิงสาวที่ตนแอบชอบ เมิ่งจิ่งถิงทำหน้าทำตาล้อเลียนพี่ชาย

           ตอนนี้เป็นเวลาพักกลางวันของพนักงาน บรรดาพนักงานต่างทยอยเดินมากินข้าวหลังจากกินข้าวเสร็จใครอยากจะไปพักผ่อนตรงไหนก็สามารถทำได้ตามสบาย

           หรันฮวาและสวีว่านชิงจูงมือกันเดินมากินข้าว เมื่อเห็นลู่อี้เฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะ สองสาวเลือกที่จะแยกไปนั่งโต๊ะอื่น

           “นั่นแฟนบอสหรือคะ” พนักงานฝ่ายบัญชีกระซิบถามหรันฮวา

           “ฉันก็ไม่รู้ ถ้าเธออยากรู้ก็ไปถามบอสสิ” หรันฮวาตอบ

           “ใครจะกล้าไปถามกันล่ะ ฉันกลัวบอสหักโบนัส” อีกฝ่ายตอบก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าว

 

           ที่โต๊ะอาหารที่ซูหว่านหนิงนั่งอยู่ตอนนี้เมิ่งจิ่งถิงกำลังเล่าเรื่องของโจวจิ่งเสียนและฟางเยว่หรันให้เพื่อนสาวฟัง

           “แม่ฉันกลับจากซานย่าก็พุ่งตรงไปหาลุงใหญ่เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ฟัง ฉันเองก็ไปเป็นพยานให้แม่ด้วย ฉันบอกว่าฉันเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ที่เธอเดินออกจากโครงการและเดินไปที่ชายหาด โชคดีที่พี่ชิงชิงถ่ายคลิปวีดีโอบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ฉันเลยใช้คลิปวีดีโอเป็นหลักฐาน หว่านหนิงเธอต้องเห็นหน้าฟางเยว่หรัน ฉันล่ะสมน้ำหน้า ไม่รู้ว่าตอนนั้นพี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ถึงได้คว้ามาเป็นคู่หมั้น”

           “ตระกูลฟางยอมให้ถอนหมั้นหรือ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ตอนแรกก็ไม่ยอมหรอก แต่พี่ใหญ่ยืนกรานว่าจะถอนหมั้น รวมถึงฉันเอาคลิปให้พวกเขาดู มีอย่างที่ไหนมายืนชี้หน้าด่าพ่อแม่ของฉัน ตอนนั้นฉันเห็นแก่หน้าพี่ใหญ่หรอก ไม่อย่างนั้นจะตบสั่งสอนสักฉาดสองฉาด” เมิ่งจิ่งถิงยังแค้นใจไม่หายถ้ารู้ว่าพี่ใหญ่ถอนหมั้น ตอนนั้นเธอน่าจะตบสั่งสอนสักหน่อย

           “สงสารก็แต่พี่จิ่งเสียน” ซูหว่านหนิงพูด โจวจิ่งเสียนเป็นคนดีน่าจะได้เจอผู้หญิงที่ดีกว่าฟางเยว่หรัน

           “ใช่ ฉันก็สงสารพี่ใหญ่แต่ถอนหมั้นตอนนี้ดีกว่าแต่งไปแล้วอยู่กันไม่ได้ สินสอดที่ให้ตระกูลฟางไปทางลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ก็ไม่เอาคืน ยกให้เป็นค่าเสียเวลาของฟางเยว่หรัน” 

           ลู่อี้เฉินนั่งเงียบพยายามเก็บข้อมูลทั้งหมดเอาไว้ เขาจำได้ว่าตระกูลฟางทำธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง เป็นธุรกิจขนาดเล็กและยังเคยมายื่นกู้เงินที่บริษัทของลู่กรุ๊ป ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาอนุมัติ

 

           หลังจากลู่อี้เฉินกลับไปที่บริษัทเขาเรียกผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อเข้ามาเพื่อสั่งระงับการกู้เงินของตระกูลฟาง จากนั้นเรียกเลขาเซียวเข้ามาพบเพื่อสอบถามเรื่องงานที่สั่ง

           “เรียบร้อยแล้วครับ ห้องพักที่ชั้น 28 ห้องตรงข้ามห้องของคุณซู นี่กุญแจห้องครับ” เลขาเซียวส่งกุญแจห้องให้เจ้านาย

           “ขอบใจนายมาก” ลู่อี้เฉินรับกุญแจมาใส่กระเป๋ากางเกง 

           “ตกแต่งให้เรียบร้อย เน้นโทนสีขาว ขอแบบรวดเร็วที่สุด” 

           “ครับผม” เลขาเซียวจดบันทึก เมื่อออกจากห้องของเจ้านายรีบโทรศัพท์ไปที่บริษัทตกแต่งภายในบอกรายละเอียดที่ต้องการและเน้นย้ำว่า ขอรวดเร็วที่สุด

           จัดการเรื่องห้องพักของเจ้านายเสร็จเลขาเซียวกดส่งข้อความไปแจ้งกับเจ้านายใหญ่นั่นก็คือ คุณนายลู่

           [คุณนายครับ คุณชายใหญ่ให้ผมจัดการเรื่องห้องชุดที่โครงการเดียวกับที่คุณหนูซูพักครับ เป็นชั้นเดียวกันละอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้อยู่ในระหว่างตกแต่ง]

           คุณนายลู่รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอ่านข้อความ ก่อนจะพิมพ์ตอบไปว่า

           [ขอบใจมาก อย่าลืมรายงานทุกระยะ]

           [ครับผม]

           เลขาเซียวเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าก่อนจะรีบเดินไปที่โต๊ะทำงาน เลขาเซียวหรือเซียวหย่ง เป็นลูกชายของพ่อบ้านตระกูลลู่ เซียวหย่งเกิดและถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลลู่ คุณนายลู่ท่านรับอุปการะส่งเสียเลี้ยงดูเซียวหย่งจนเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ

           เมื่อเรียนจบเซียวหย่งได้มาทำงานเป็นเลขาของลู่อี้เฉิน ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมากกว่าคำว่าเจ้านายกับลูกน้อง

           ตอนนี้เลขาเซียวไม่ได้พักอยู่ที่บ้านตระกูลลู่แล้ว เขาเก็บเงินซื้อบ้านขนาด 240 ตร.ม. ใกล้กับบริษัทของลู่ซื่อกรุ๊ป ส่วนพ่อบ้านเซียวยังคงทำงานให้กับตระกูลลู่ไม่ยอมมาอยู่กับลูกชาย แม้เซียวหย่งจะอ้อนวอนแต่พ่อบ้านลู่ก็ยังยืนกรานที่จะอยู่รับใช้ตระกูลลู่ ส่วนแม่ของเซียวหย่งตั้งแต่คลอดลูกชายร่างกายก็อ่อนแอและเสียชีวิตในตอนที่เซียวหย่งอายุได้เพียง 3 ขวบ

           

           ซูหว่านหนิงกำลังนั่งมองชุดราตรีที่จะใส่ไปงานเลี้ยงของตระกูลลู่ ชุดนี้เป็นเมิ่งจิ่งถิงที่เอามาให้เธอด้วยตัวเอง ชุดเดรสสีเงินประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับ ในกล่องยังมีการ์ดแนบมาด้วย ซูหว่านหนิงหยิบการ์ดแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน

           [หวังว่าคุณจะถูกใจชุดที่ผมส่งให้ ชุดนี้ผมตั้งใจเลือกให้เข้ากับเครื่องประดับที่ผมให้เป็นของขวัญวันเกิด หวังว่าผมจะได้เห็นคุณใส่ชุดนี้ในวันงาน

           ลู่อี้เฉิน]

           เมื่ออ่านการ์ดจบใบหน้าของซูหว่านหนิงเป็นสีแดงระเรื่อ เธออายุ 24 ปี ไม่ใช่สาวน้อยที่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับเธอ 

           “วันนี้เจ้าช่างเหมือนคนโง่เง่าสิ้นดี นั่งยิ้มอยู่ได้” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ดึงสติของเธอให้กลับคืนมา

           ซูหว่านหนิงรีบเก็บการ์ดใส่กล่องและรีบปิดฝากล่อง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

           “ฉันก็เหมือนเดิมทุกวัน ไม่เห็นจะเหมือนคนโง่ตรงไหนเลย” 

           เทพเสวี๋ยไป๋พ่นลมหายใจออกทางจมูก “หึ ยังไม่ยอมรับความจริงอีกหรือ ข้ารู้นะว่าเจ้าเองก็ชื่นชอบพ่อหนุ่มคนนั้น” 

 

           ซูหว่านหนิงรีบปฏิเสธแต่มีหรือที่เทพเสวี๋ยไป๋จะยอมแพ้ “นังหนู เจ้าเชื่อข้าเถอะ เปิดใจรับความรู้สึกดี ๆ ที่อีกฝ่ายมอบให้ อนาคตของเจ้าจะไม่มีคำว่าเสียใจภายหลัง”

           ซูหว่านหนิงถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นเก็บกล่องชุดไว้ในตู้เสื้อผ้า เธอเดินกลับไปนั่งบนเตียงพร้อมกับมองหน้าแมวสีขาวที่กำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน

           “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากเปิดใจ แต่ตระกูลลู่สูงเกินกว่าที่ฉันจะเอื้อมถึง ฉันมันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่โชคดีได้รับเนตรทองคำ ทำให้ชีวิตดีขึ้นมา แต่ตระกูลลู่นั้นไม่ใช่ พวกเขาเป็นระดับมหาเศรษฐีมีบริษัทในเครือข่ายครอบคลุมทั้งประเทศ ฉันสู้พวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ”

           “ใครใช้ให้เจ้าไปสู้กับพวกเขากัน เจ้าอยู่ของเจ้าแบบนี้ไปเถอะ พ่อหนุ่มนั่นจะเป็นคนเดินมาหาเจ้าเอง”

           “ในเมื่อท่านเทพสนับสนุนฉันก็จะลองเปิดใจสักครั้ง” ซูหว่านหนิงเชื่อฟังคำที่ท่านเทพพูด หากท่านว่าดีเธอก็ว่าดีแต่หากท่านว่าไม่ดีเธอก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

           “ให้มันได้อย่างนี้สิ เอาล่ะ ที่ข้าเข้ามาวันนี้ก็เพราะจะมาบอกเจ้าว่า ข้าจะไม่อยู่สักสี่ห้าวันหากมีเรื่องเร่งด่วนที่แก้ไขไม่ได้ สามารถส่งกระแสจิตหาข้าได้ทุกเมื่อ”

           “ท่านจะไปเที่ยวอีกหรือคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ไม่ใช่ ภรรยาของข้ามาจากแดนเทพ ข้าจึงอยากจะพานางไปท่องเที่ยวโลกมนุษย์” เทพเสวี๋ยไป๋ตอบ