LNCrawler

ขอโอกาสเพื่อพิสูจน์

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

ขอโอกาสเพื่อพิสูจน์

            ท่านเสวี๋ยไป๋ได้รับสารจากภรรยาท่านจึงเข้ามาบอกกล่าวกับซูหว่านหนิง นี่ก็เกือบจะสี่ปีแล้วที่ท่านไม่ได้พบหน้าภรรยาคนงาม เทพเสวี๋ยไป๋อยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้โดยเร็ว

           “ฉันจะมีโอกาสได้ทำความเคารพภรรยาของท่านไหมคะ” ซูหว่านหนิงถามขึ้น

           “ตอนนี้ยังไม่ได้ แต่ต่อไปข้าจะพานางมาหาเจ้า” เทพเสวี๋ยไป๋พูดจบก็หายวับไป

           ซูหว่านหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะส่งข้อความไปขอบคุณคนที่ส่งชุดมาให้

           [ฉันได้รับชุดแล้วค่ะ สวยมากเลย ขอบคุณที่ส่งมาให้นะคะ]

           หลังจากที่กดส่งข้อความไปไม่ถึงสามวินาทีปลายทางก็เปิดอ่านก่อนจะมีข้อความส่งกลับมาว่า

           [จริง ๆ แล้วผมอยากจะเอาไปให้คุณด้วยตัวเอง แต่กลัวคุณไม่รับก็เลยฝากอาถิงไป ผมดีใจที่คุณชอบ]

           [คุณอาเมิ่งกับอาสะใภ้ไปร่วมงานด้วยไหมคะ]

           [ไปครับ]

           [คุณฝากชุดกับอาถิงมาให้ฉัน อาถิงไม่สงสัยหรือคะ] ซูหว่านหนิงตัดสินใจถามออกไป

 

           ทางฝ่ายลู่อี้เฉินเงียบไปเล็กน้อย เขาจะบอกยังไงดีว่าเขาตอบเมิ่งจิ่งถิงไปว่า “ผู้ชายที่ซื้อชุดให้ผู้หญิงหมายความว่ายังไง น้องยังไม่เข้าใจอีกหรือ”

           “พี่อี้เฉินหมายความว่าพี่ชอบหว่านหนิงหรือคะ”

           “ใช่แล้ว แต่ไม่รู้จะบอกอีกฝ่ายยังไงดี” ลู่อี้เฉินตอบ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือจีบสาวด้วยตัวเอง

           “หว่านหนิงไม่ใช่คนโง่ ฉันคิดว่าเธอคงจะรู้ว่าพี่คิดยังไงกับเธอ ถ้าเธอถามเรื่องชุดพี่จะตอบเธอว่ายังไง”

           “ก็ตอบไปว่า พี่ขอโอกาสให้เธอเปิดใจสักครั้ง หากคิดว่าพี่ไม่ดีพอหรือเข้ากันไม่ได้ เราสองคนค่อยมาคุยกัน”

           เมิ่งจิ่งถิงชูนิ้วโป้งให้พี่ชาย ก่อนจะเอ่ยชมว่า “ยอดเยี่ยม นี่แหละลูกผู้ชายตัวจริง”

           

           ซูหว่านหนิงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่เงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหว ก่อนที่จะมีสายโทรเข้ามาหญิงสาวกดรับสายทันที

           “สวัสดีครับ” ลู่อี้เฉินส่งเสียง

           “สวัสดีค่ะ” ซูหว่านหนิงทักทายกลับ

           “ผมจะโทรมาตอบคำถามที่คุณถาม ผมบอกจิ่งถิงไปว่า ผมอยากขอโอกาสให้คุณเปิดใจให้ผมสักครั้ง หากวันใดที่ผมทำให้คุณต้องเสียใจหรือผมทำไม่ดีกับคุณ ผมให้คุณเป็นคนตัดสินใจเรื่องทุกอย่าง”

           ซูหว่านหนิงนิ่งเงียบไป เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะโทรศัพท์กลับมาเพื่อขอโอกาสจากเธอ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของท่านเทพจึงตัดสินใจถามกลับไปว่า

           “ที่คุณโทรมานี่มีอะไรจะบอกฉันไหมคะ”

           “มีครับ ผมอยากจะขอโอกาสจากคุณสักครั้ง ผมไม่เคยจีบสาวมาก่อน อาจจะไม่รู้ว่าต้องทำวิธีไหนหรือต้องซื้ออะไรให้เป็นของขวัญ หากผมทำอะไรผิดพลาดคุณบอกผมได้เลยนะครับ ผมพร้อมจะปรับปรุงตัว” ลู่อี้เฉินพูดจบก็รู้สึกเบาสบายไม่รู้สึกกดดันอีกต่อไป

           “ข้อแรกที่คุณทำพลาดก็คือ การขอโอกาสคบหาทางโทรศัพท์” มีใครบ้างที่ขอเป็นแฟนกันทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่ฝ่ายชายมักจะนัดพบเจอฝ่ายหญิงตามสถานที่ต่าง ๆ และถือโอกาสนั้นขออีกฝ่ายเป็นแฟน

 

           ลู่อี้เฉินยกมือขึ้นเกาท้ายทอย ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรง

           “คุณนอนกี่ทุ่มครับ” 

           “ไม่เกินสี่ทุ่มค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบกลับไป

           “ผมขอวางสายก่อนนะครับ” ลู่อี้เฉินไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับ ชายหนุ่มวางสายโทรศัพท์และหยิบกุญแจรถเดินออกจากห้องนอน

           “เจ้าใหญ่จะไปไหน” เสียงของคุณนายลู่ดังขึ้น

           “ไปทำธุระสำคัญครับ แม่ไม่ต้องรอทานข้าวนะ ผมคงจะกลับค่ำสักหน่อย” พูดจบก็รีบเดินไปที่รถและขับออกไป

           ครึ่งชั่วโมงต่อมาซูหว่านหนิงที่กำลังเตรียมต้มบะหมี่ได้ยินเสียงกดกริ่ง หญิงสาวปิดแก๊สก่อนจะเดินไปที่ประตู เมื่อมองผ่านหน้าจอดิจิทัลคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนที่เพิ่งวางสายใส่เธอไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา

           “ผมขอเข้าไปได้ไหมคะ” ลู่อี้เฉินพูดผ่านหน้าจอดิจิทัล

           ซูหว่านหนิงเปิดประตูก่อนจะเชิญให้ชายหนุ่มเข้ามาในบ้าน นี่เป็นผู้ชายคนที่สองที่ได้เข้ามาในห้องของเธอ คนแรกก็คือเมิ่งจื่อหยวนที่มาพร้อมกับโจวเหลียนและเมิ่งจิ่งถิง

           ลู่อี้เฉินกวาดตามองสำรวจบ้านของหญิงสาวที่ตนชื่นชอบ การตกแต่งอย่างมีสไตล์ทำให้เขาอยากจะได้ห้องที่ตกแต่งแบบนี้เช่นกัน

           “คุณกำลังทำอะไรอยู่ครับ” ลู่อี้เฉินเอ่ยถาม

           “กำลังจะต้มบะหมี่ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นรินน้ำใส่แก้วมารับแขก

           “ผมขอโทษที่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า แต่ผมอยากจะมาพูดเรื่องนั้นกับคุณด้วยตัวเอง” ลู่อี้เฉินไม่รอช้ารีบเข้าเรื่องสำคัญทันที

           “คุณทานอะไรมาหรือยังคะ” ซูหว่านหนิงถามเพราะตอนนี้เธอหิวข้าวมาก 

           “ยังเลยครับ” ลู่อี้เฉินตอบ

           “ฉันกำลังจะต้มบะหมี่ คุณจะกินบะหมี่กับฉันไหมคะ ให้ฉันกินให้อิ่มก่อนแล้วเราค่อยคุยเรื่องนั้นกัน” 

           “กินครับ” ลู่อี้เฉินรีบตอบ

 

           ซูหว่านหนิงเดินเข้าครัวเปิดแก๊สเติมน้ำลงไปอีกเท่าตัวก่อนจะใส่ซุปก้อนลงไปเพื่อทำน้ำซุป เปิดตู้เย็นเอาหมูสับออกมาใส่เครื่องปรุงรสและพริกไทยป่นโรยต้นหอมและคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน รอจนน้ำเดือดใส่หมูสับที่หมักแล้วลงไป

 

           เมื่อทุกอย่างสุกซูหว่านหนิงเบาแก๊สลงและเปิดแก๊สอีกหัวเพื่อเตรียมลวกผักและบะหมี่ เส้นบะหมี่นี้เธอทำเองและเก็บเอาไว้ในตู้แช่แข็ง ซูหว่านหนิงชอบกินเส้นบะหมี่ที่ทำเองมากกว่าซื้อจากร้าน ลวกผักและเส้นเสร็จแล้วหญิงสาวหยิบไข่ไก่ออกมาสองฟองก่อนจะตอกลงไปในน้ำซุป 

           “เสร็จแล้วค่ะ” ซูหว่านหนิงยกถ้วยบะหมี่ออกมาวางที่โต๊ะกินข้าว

           ลู่อี้เฉินรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินไปที่โต๊ะกินข้าว เขามองดูบะหมี่ชามใหญ่ที่มีหมูสับและไข่ยางมะตูม โรยด้านบนด้วยต้นหอมซอย ซูหว่านหนิงส่งช้อนและตะเกียบให้ชายหนุ่ม

           “ขอบคุณครับ” ลู่อี้เฉินรับมาก่อนจะนั่งลง

           “ฉันไม่รู้ว่าคุณชอบรสชาติแบบไหน น้ำมันพริกฉันทำเองมันเผ็ดมากถ้าคุณไม่กินเผ็ดใส่น้อย ๆ ก็พอ” ซูหว่านหนิงพูดจบก็ตักน้ำมันพริกช้อนใหญ่ใส่ลงในถ้วยบะหมี่

 

           ลู่อี้เฉินตักน้ำมันพริกใส่ในถ้วยบะหมี่ของตัวเอง เขากินเผ็ดได้แต่ไม่ค่อยจะกินเผ็ดสักเท่าไหร่เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่กินเผ็ดจัดอาการปวดท้องก็จะถามหา

           ชายหนุ่มตักน้ำซุปมากินก่อนจะคีบเส้นบะหมี่ใส่ปาก เส้นบะหมี่ให้ความเหนียวนุ่มเส้นขนาดกำลังดี ส่วนซุปก็หอมหวานกลมกล่อม ไม่นานบะหมี่ถ้วยใหญ่ก็หมดลง

           “เอาเพิ่มไหมคะ” ซูหว่านหนิงถามเพราะยังมีน้ำซุปเหลืออยู่ในหม้อ

           “ขออีกถ้วยครับ” ลู่อี้เฉินตอบ ซูหว่านหนิงรีบลุกขึ้นทำบะหมี่ถ้วยใหม่มาให้

           “คุณทำบะหมี่ได้อร่อยมากเลยครับ” ลู่อี้เฉินเอ่ยชมก่อนจะก้มหน้ากินบะหมี่ถ้วยที่สอง ซูหว่านหนิงยิ้มรับก่อนจะคีบบะหมี่ในชามที่เหลือกินจนหมด

หลังจากเก็บกวาดทำความสะอาดทุกอย่างเสร็จแล้ว ซูหว่านหนิงถือจานผลไม้เดินไปวางที่โต๊ะก่อนจะนั่งลงกินผลไม้ในจาน ลู่อี้เฉินไม่ชอบกินผลไม้แต่เขาชอบกินผัก ชายหนุ่มได้แต่นั่งมองหญิงสาวกินผลไม้ในจานจนหมด 

           “คุณต้องกินผลไม้บ้าง ผลไม้มีวิตามินซีบำรุงร่างกาย” ซูหว่านหนิงเก็บจานเข้าไปล้างในครัวก่อนจะเช็ดมือจนสะอาดแล้วเดินออกมานั่งลงบนเก้าอี้ หญิงสาวมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังนั่งมองมาที่เธอเช่นกัน

           “เอาล่ะ ฉันกินอิ่มแล้ว คุณมีอะไรอยากจะพูด เชิญค่ะ”

 

           ลู่อี้เฉินสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา

           “ผมอยากจะขอโอกาสคุณพิสูจน์ตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของผมในตอนนี้ แต่ผมขอให้คุณดูการกระทำของผมหลังจากนี้ ผมจะทำให้คุณเชื่อมั่นว่าผมสามารถปกป้องและดูแลคุณได้” ในที่สุดลู่อี้เฉินก็พูดสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมาจนหมด

           “ฉันอยากจะถามคุณว่า คุณเริ่มสนใจฉันตั้งแต่เมื่อไหร่” ซูหว่านหนิงถามกลับ

           “ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อีกตัวอีกทีผมก็อยากจะคุยกับคุณทุกวัน และผมมั่นใจว่าผมชอบคุณก็คือก่อนที่ผมจะเดินทางไปซานย่า วันนั้นผมอยากจะเป็นคนแรกที่ได้อวยพรวันเกิดของคุณ อยากจะพาคุณไปกินข้าวฉลองวันเกิด แต่ผิดแผนไปสักหน่อยเพราะคุณอาเมิ่งกับครอบครัวรวมถึงเพื่อน ๆ ของคุณ พวกเขาเองก็เตรียมที่จะไปเซอร์ไพร้ส์คุณเช่นกัน” 

           ซูหว่านหนิงเพิ่งรู้ในวันนี้ว่าลู่อี้เฉินเดินทางไปซานย่าโดยไม่ได้นัดหมายกับเมิ่งจื่อหยวน เธอคิดมาตลอดว่าพวกเขานัดกันล่วงหน้า

           “คุณรู้ใช่ไหมคะว่าฉันไม่มีครอบครัวหนุนหลัง ฉันไม่สามารถที่จะช่วยคุณในเรื่องธุรกิจได้” 

           “คุณไม่จำเป็นต้องมาช่วยงานผม คุณทำงานของคุณได้อย่างอิสระเสรี ผมจะไม่ก้าวก่ายงานของคุณ และผมพร้อมที่จะยืนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคุณ หากวันไหนคุณมีปัญหาได้โปรดมองกลับมาด้านหลังคุณจะพบว่าผมกำลังยืนมองและพร้อมที่จะช่วยคุณแก้ปัญหา” นี่เป็นประโยคจากใจของลู่อี้เฉิน เมื่อพูดประโยคนี้จบชายหนุ่มเองก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะสามารถพูดประโยคน้ำเน่าแบบนี้ออกมาได้