ฉันมีข้อแม้เดียว
ฉันมีข้อแม้เดียว
ตั้งแต่ที่ลู่อี้เฉินเริ่มพูดจบกระทั่งพูดจบ ซูหว่านหนิงไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของชายหนุ่มเลย เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา เธอมองเห็นแสงสีทองที่โอบล้อมตัวของเขาได้ และมันสว่างไสวพอ ๆ กับหยกจักรพรรดิที่เธอเคยได้มา
“ฉันมีข้อแม้เดียวค่ะ” ซูหว่านหนิงยกนิ้วขึ้นมา
“คุณพูดมาได้เลยครับ”
“ฉันไม่เคยมีคนรักมาก่อน ไม่ใช่ไม่เคยมีใครมาจีบแต่เป็นเพราะฉันไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องเหล่านี้ ฉันต้องทำงานควบคู่กับเรียนหนังสือเพื่อให้มีชีวิตรอดในปักกิ่ง ตอนนี้ฉันจะเปิดใจให้คุณเป็นคนแรกและข้อแม้เดียวของฉันก็คือ อย่าได้เปิดเผยตัวตนของฉันในฐานะคนรักของคุณ รอให้ถึงวันที่คุณคิดว่าฉันคือคนที่คุณเลือกแล้ว ถึงเวลานั้นค่อยเปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้” ซูหว่านหนิงยังไม่ต้องการที่จะเป็นข่าวในโลกออนไลน์
“ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมขอแค่คนในครอบครัวได้ไหม”
“ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“ขอบคุณที่ให้เกียรติผมนะครับ” ลู่อี้เฉินยิ้มดีใจ
“หวังว่าคุณจะรักษาเกียรตินี้ให้ได้นานที่สุด”
“ผมจะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี” ลู่อี้เฉินรับคำ
เมื่อทั้งสองได้พูดคุยความในใจกันหมดแล้ว ลู่อี้เฉินนั่งต่ออีกสักพักและขอตัวกลับ ก่อนกลับเขาได้บอกกับซูหว่านหนิงว่า อีกไม่นานเขาจะย้ายมาอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม
“คุณซื้อตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” ซูหว่านหนิงถามด้วยความสงสัย
“ผมเป็นเจ้าของโครงการแห่งนี้ และผมมีความคิดที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ก็วันที่ผมมาส่งคุณหลังจากกลับจากซานย่า” ลู่อี้เฉินตอบก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินเข้าไปในลิฟต์
“ที่แท้คุณก็วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า” ซูหว่านหนิงได้แต่อมยิ้มให้กับจอมวางแผน
คุณนายลู่ได้ยินเสียงรถยนต์ของลูกชายก็รีบเดินไปยืนที่ประตู เมื่อลู่อี้เฉินเปิดประตูบ้านเห็นแม่ยืนอยู่ก็ได้แต่มองด้วยความสงสัย
“แม่ยังไม่นอนหรือครับ” ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม ปกติแล้วแม่จะเข้านอนไม่เกินสามทุ่ม ยกเว้นวันไหนที่ต้องออกงานที่ต้องนอนดึก
“จะนอนหลับได้ยังไง ลูกออกไปไหนก็ไม่รู้” คุณนายลู่ตอบ ก่อนจะดึงมือลูกชายไปนั่ง
“แม่อยากจะถามหรือจะพูดอะไรกันแน่ ปกติผมออกไปไหนมาไหนก็ไม่เคยบอกแม่ ไม่เห็นแม่จะออกมายืนรอผมเลย” ลู่อี้เฉินนั่งลงก่อนจะมองหน้าแม่เพื่อค้นหาความจริง
“เจ้าใหญ่ทำไมลูกชอบพูดดักทางแม่เสียจริง” คุณนายลู่ถอนหายใจ
“ก็แม่เป็นแม่ของผมนี่ครับ ผมรู้ดีว่าแม่ต้องการจะถามเรื่องอะไร” ลู่อี้เฉินตอบ
“ไหนลองพูดมาสิ ว่าฉันอยากจะรู้เรื่องอะไร” คุณนายลู่ยกมือขึ้นกอดอกจ้องมองลูกชาย
ยังไม่ทันที่ลู่อี้เฉินจะตอบคำถามเสียงวิ่งลงบันไดก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงตะโกนของน้องสาว
ลู่หนิงจินเรียนจบปริญญาตรีจากต่างประเทศ เพิ่งจะกลับมาบ้านได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ เธอรู้ว่าพี่ชายกำลังจะหาพี่สะใภ้มาให้ ด้วยความอยากรู้เรื่องของพี่ชายจึงรีบวิ่งลงมา
“เสียงดังอะไรกัน ทำตัวให้มันเรียบร้อยหน่อยไม่ได้หรือ” คุณนายลู่เอ็ดลูกสาว
“มาช้าก็อดฟังน่ะสิ แม่คะ ฉันอยากก็อยากรู้เหมือนกับแม่นั่นแหละ” ลู่หนิงจินเดินไปนั่งข้างพี่ชายพร้อมกับกอดแขนและซบหน้าลงบนต้นแขน
“เด็กคนนี้โตแล้วยังอ้อนพี่เหมือนเด็กน้อยเลย” ลู่อี้เฉินลูบผมของน้องสาว
“ต่อให้ฉันโตแค่ไหนฉันก็ยังเป็นน้องของพี่และจะอ้อนพี่แบบนี้ตลอดไป” ลู่หนิงจินตอบ
คุณนายลู่มองพี่น้องแสดงความรักกัน นางภูมิใจที่ลูกทั้งสองไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้นางต้องปวดหัว มีแต่จะรักกันมากขึ้น
“เจ้าใหญ่ลูกรีบเล่ามาเถอะ แม่อยากรอฟังแล้ว”
ลู่อี้เฉินเริ่มเล่าเรื่องของซูหว่านหนิงให้แม่และน้องฟัง เมื่อลู่หนิงจินได้ฟังจนจบก็หยิกต้นขาพี่ชาย
“พี่ใหญ่ พี่นี่ทึ่มเกินไปแล้ว มีอย่างที่ไหนขอสาวเป็นแฟนทางโทรศัพท์ ดีนะที่พี่สะใภ้ไม่รังเกียจพี่ ยังยอมให้โอกาสพี่ ถ้าเป็นฉันล่ะก็คงต้องขอบาย”
“เสี่ยวจินลูกก็พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ พี่ใหญ่ของลูกเคยมีแฟนเสียที่ไหนกัน ทำได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว” คุณนายลู่ผู้พร้อมจะอยู่เคียงข้างลูกชายเพราะอยากจะอุ้มหลาน
ลู่หนิงจินมีหรือจะเชื่อฟังที่แม่พูด เธอเป็นลูกคนเล็กของบ้านเกิดห่างจากพี่ชายถึงหกปีเต็ม พ่อกับพี่ใหญ่จึงเอ็นดูเธอมากที่สุด
“พี่ใหญ่ตอนนี้ฉันพักจนหายเหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้ให้ฉันไปทำงานกับพี่นะ” ลู่หนิงจินอ้อนวอน
“อยากจะไปช่วยทำงานหรืออยากจะไปดูอะไรกันแน่” ลู่อี้เฉินจิ้มหน้าผากน้องสาว
“แหะ แหะ พี่ใหญ่ยังเป็นคนที่รู้ใจฉันที่สุด” ลู่หนิงจินหัวเราะกลบเกลื่อนที่พี่ชายรู้ทัน
“เสี่ยวจินลูกอย่าไปกวนพี่สะใภ้เขาเลย แม่กลัวว่าหนูหว่านหนิงจะตกใจที่ได้เจอลูกจนเลิกกับพี่ชาย” คุณนายลู่ห้ามปรามลูกสาว เพราะรู้นิสัยของลูกดี
“แม่คะ ฉันอยากจะช่วยพี่ใหญ่ทำงานจริง ๆ นะ หรือแม่จะให้ฉันนอนรอขอเงินพ่อกับพี่ใหญ่ใช้ทุกวัน ถ้าทำแบบนั้นฉันได้เป็นง่อยกันพอดี” ลู่หนิงจินบ่นแม่
“แม่ครับ น้องเล็กโตแล้วสมควรที่จะเข้าไปทำงานได้แล้วครับ” ลู่อี้เฉินเองก็อยากให้น้องสาวไปทำงานด้วยกัน
“เห็นไหม ยังเป็นพี่ใหญ่ที่เข้าใจฉันมากที่สุด ฉันไปนอนก่อนนะ จุ๊บ” ลู่หนิงจินพูดจบก็ลุกขึ้นไปหอมแก้มแม่ก่อนจะวิ่งขึ้นห้องนอน
“เฮ้อ เด็กคนนี้เมื่อไหร่จะโตสักที” คุณนายลู่บ่นลูกสาว
ลู่อี้เฉินหยิบโทรศัพท์ก่อนจะกดส่งข้อความออกไป
[ราตรีสวัสดิ์ครับ]
ซูหว่านหนิงที่กำลังจะเข้านอนเปิดอ่านข้อความก่อนจะส่งกลับไป
[ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ]
วันต่อมาซูหว่านหนิงขับรถไปที่บริษัท พนักงานเริ่มทยอยสแกนใบหน้าเพื่อทำงาน หรันฮวาและสวีว่านชิงจูงมือกันเดินเข้าออฟฟิศ ส่วนแม่ครัวกำลังช่วยกันขนของเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมตัวทำมื้อเที่ยง
พนักงานในบริษัทแม้จะมีไม่มากแต่ทุกคนก็ทำงานด้วยความตั้งใจ ขยันขันแข็งให้สมกับเงินเดือนและสวัสดิการที่ได้รับจากบริษัท
ยังไม่ทันที่ซูหว่านหนิงจะได้เข้าห้องทำงานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายไม่ใช่ใครที่ไหน
“สวัสดีค่ะ” ซูหว่านหนิงกดรับสาย
“ถึงบริษัทหรือยังครับ” ลู่อี้เฉินเอ่ยถาม
“เพิ่งถึงค่ะ กำลังจะเข้าห้องทำงาน คุณถึงบริษัทยังคะ” ซูหว่านหนิงถามกลับ
“ยังเลยครับ วันนี้มีน้องสาวติดรถมาด้วย ก็เลยออกจากบ้านช้าหน่อย” ลู่อี้เฉินตอบก่อนจะปรายตามองน้องสาวที่ตอนนี้กำลังนั่งหลับคอพับ เป็นเพราะลู่หนิงจินไม่เคยตื่นเช้ามาก่อนปกติไปเรียนก็ไม่เช้าขนาดนี้
“วันนี้ผมขออนุญาตพาน้องสาวไปกินข้าวด้วยได้ไหมครับ” ลู่อี้เฉินถาม
“ได้ค่ะ คุณอยากกินเมนูพิเศษอะไรบอกได้เลยนะคะ ฉันจะไปบอกแม่ครัวให้เตรียมไว้”
“ไม่ต้องครับผมกินง่ายไม่เรื่องมาก” ลู่อี้เฉินตอบกลับมา
“ตั้งใจทำงานนะครับ เจอกันตอนเที่ยง”
เมื่ออีกฝ่ายวางสายซูหว่านหนิงเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คยอดขายและยอดสินค้าคงเหลือ นั่งทำงานจนกระทั่งใกล้เวลาพักกลางวัน เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น ซูหว่านหนิงกดเปิดอ่านก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์และเดินไปรอที่หน้าสำนักงาน
ลู่หนิงจินมองสาวสวยตรงหน้า พี่สะใภ้ของเธอไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวยที่สุด ยิ่งเวลายิ้มหัวใจของเธอแทบจะละลาย ไม่แปลกที่พี่ชายจะตกหลุมรัก
“ลู่หนิงจิน น้องสาวของผมครับ” ลู่อี้เฉินแนะนำ
“สวัสดีค่ะ พี่สะใภ้” ลู่หนิงจินพูดจบก็โดนพี่ชายหยิกที่ต้นแขน
“พูดให้มันดี ๆ หน่อย เรียกว่าพี่หว่านหนิง” ลู่อี้เฉินกระซิบบอกน้องสาว
ลู่หนิงจินสะบัดแขนพี่ชายก่อนจะวิ่งไปกอดแขนของซูหว่านหนิง
“พี่หว่านหนิง ดูพี่ใหญ่หยิกฉันสิคะ ฉันเจ็บมากเลย” ลู่หนิงจิน ยกแขนที่เป็นรอยแดงให้ซูหว่านหนิงดู
“เด็กคนนี้ไม่น่าพามาด้วยเลย” ลู่อี้เฉินพูดจบก็หันไปขอโทษคนรัก
“ผมขอโทษแทนน้องเล็กด้วยนะครับ เด็กคนนี้ค่อนข้างดื้อด้าน”
ซูหว่านหนิงยิ้มรับก่อนจะตอบว่า “ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ” ก่อนจะลูบรอยแดงให้กับลู่หนิงจิน
เมิ่งจิ่งถิงที่เดินมากินอาหารกลางวันเมื่อเห็นลู่หนิงจินยืนอยู่กับเพื่อนสาวก็รีบเดินเข้ามา
“เสี่ยวจินมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ลู่หนิงจินเมื่อได้ยินเสียงของเมิ่งจิ่งถิงก็ทิ้งซูหว่านหนิงทันที ก่อนจะรีบวิ่งไปกอดเมิ่งจิ่งถิง
“พี่ถิงถิง ฉันกลับมาได้หนึ่งสัปดาห์ ไม่คิดว่าจะเจอพี่ที่นี่”
“ตรงนั้นคือบริษัทของพี่” เมิ่งจิ่งถิงชี้ไปที่บริษัทที่เพิ่งเปิดตัว
“พี่เองก็มีบริษัทเหมือนกันหรือคะ ฉันอยากทำบ้างจัง” ลู่หนิงจินรีบหันไปหาพี่ชาย
ลู่อี้เฉินรีบยกมือขึ้น “ไม่ต้องเลย ลองทำงานที่บริษัทดูก่อน พี่ไม่อยากเสียเงินก้อนใหญ่ให้เธอโดยเปล่าประโยชน์”
ซูหว่านหนิงพาทุกคนไปที่โรงอาหาร ลู่หนิงจินตื่นเต้นที่จะได้กินอาหารในโรงอาหารของพนักงาน หลังจากกินข้าวเสร็จลู่หนิงจินขออยู่ดูการไลฟ์สดขายของ ซึ่งซูหว่านหนิงก็อนุญาต
“ห้ามดื้อ ห้ามซน ต้องเชื่อฟังคำพูดของพี่ ๆ เข้าใจไหม” ลู่อี้เฉินกำชับน้องสาว
“เข้าใจค่ะ” ลู่หนิงจินรับปาก
เมื่อลู่อี้เฉินกลับไปซูหว่านหนิงและเมิ่งจิ่งถิงพาลู่หนิงจินไปที่ห้องไลฟ์สด พนักงานกำลังเตรียมตัวไลฟ์สดขายสินค้า ลู่หนิงจินสนใจการไลฟ์สดเป็นอย่างมาก
“อยากลองดูไหม” ซูหว่านหนิงถาม
“จะดีหรือคะ ถ้าฉันพูดผิดไปบริษัทพี่อาจจะเสียหาย” ลู่หนิงจินไม่กล้า
“ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิดหรอก พวกพี่ ๆ ในห้องไลฟ์สดนี้ ทำงานวันแรกก็พูดผิดจนลูกค้าประจำช่วยแก้คำพูดให้ ถ้าเธออยากลองก็เริ่มเลย พี่จะยืนให้กำลังใจ” ซูหว่านหนิงจับมือของลู่หนิงจินเพื่อส่งกำลังใจให้อีกฝ่าย ลู่หนิงจินพยักหน้าก่อนจะขอข้อมูลสินค้ามาอ่านรายละเอียด