LNCrawler

งานเลี้ยงขอบคุณ 2

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

งานเลี้ยงขอบคุณ 2

            ซูหว่านหนิงขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรม ก่อนจะหยิบเครื่องประดับในกระเป๋าออกมา เธอสวมต่างหู ใส่คอและสร้อยคอมือ เสร็จแล้วจึงส่องกระจกตรวจสอบความเรียบร้อย

           หญิงสาวเปิดประตูก้าวลงจากรถก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ของลู่อี้เฉิน

           “ฉันถึงโรงแรมแล้วค่ะ กำลังจะเข้าไปในงาน”

           “ผมจะให้น้องเล็กออกไปรับคุณ” ลู่อี้เฉินวางสายก่อนจะหันไปบอกน้องสาว ลู่หนิงจินรีบเดินไปรับว่าที่พี่สะใภ้

           “พี่หว่านหนิงทางนี้ค่ะ” ลู่หนิงจินโบกมืออยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง 

           ซูหว่านหนิงส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไป ลู่หนิงจินมองว่าที่พี่สะใภ้ที่วันนี้ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว แต่งหน้าหรือทำผม ล้วนดูดีไปหมดไม่มีที่ติ

           “พี่หว่านหนิง วันนี้พี่สวยมากเลย” ลู่หนิงจินเดินวนรอบซูหว่าหนิง

           “ต้องขอบคุณช่างแต่งหน้า ที่แต่งออกมาได้ดี” ซูหว่านหนิงโยนความดีความชอบให้กับช่างแต่งหน้าทำผม

           “ใครว่าล่ะคะ ปกติพี่ก็เป็นคนสวยอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ได้แต่งหน้าทำผมเพิ่มอีก ก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่” ลู่หนิงจินเอ่ยชม

           ในระหว่างที่ทั้งสองยืนคุยกันอยู่นั้น ครอบครัวเมิ่งก็เดินทางมาถึง ซูหว่านหนิงทักทายเมิ่งจื่อหยวน โจวเหลียน และหันไปทำความรู้จักกับคู่หมั้นของเมิ่งจิ่งถิง คุณชายกู้ กู้จื่อหยาง

           “เราเข้าไปข้างในกันเถอะ” ลู่หนิงจินคล้องแขนของซูหว่านหนิงก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องจัดเลี้ยง

           คุณนายลู่เมื่อเห็นลูกสาวควงแขนสาวสวยเดินเข้ามา ท่านรีบลุกขึ้นยืนก่อนจะมองสำรวจซูหว่านหนิง ดูในรูปว่าสวยแล้ววันนี้ได้เจอตัวจริงกลับสวยกว่าในรูปมากนัก

           “พี่หว่านหนิง นี่แม่ฉันค่ะ” ลู่หนิงจินแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน

           “สวัสดีค่ะ” ซูหว่านหนิงก้มศีรษะลงเล็กน้อย

           “ยินดีที่ได้รู้จักนะ” คุณนายลู่มองซูหว่านหนิงด้วยความชื่นชม

           ซูหว่านหนิงนั่งโต๊ะเดียวกับครอบครัวเมิ่ง ก่อนที่เมิ่งจื่อหยวนจะลุกขึ้นไปทักทายเพื่อนในวงการธุรกิจ ส่วนลู่อี้เฉินไม่สามารถปลีกตัวมาได้เพราะต้องอยู่ช่วยพ่อต้อนรับแขก ชายหนุ่มได้แต่ส่งข้อความมาหา

           [รอให้แขกมากันครบแล้วผมจะรีบไปหาคุณ]

 

           ซูหว่านหนิงอ่านข้อความจบก็รีบเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋า เธอหันไปทางโจวเหลียนเพื่อสอบถามเรื่องของโจวจิ่งเสียนและฟางเยว่หรัน

           “ถอนหมั้นกันแล้วล่ะ ตอนนี้เจ้าใหญ่ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่งาน คงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ถึงจะทำใจได้ ส่วนตระกูลฟางก็ย่ำแย่ได้ข่าวว่าลู่กรุ๊ป ไม่ปล่อยเงินกู้ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง ไม่แน่อาจจะต้องปิดกิจการ” 

           “ถ้าวันนั้นฉันไม่เลือกที่จะลงไปเดินเล่น พี่จิ่งเสียนก็คงไม่ต้องยกเลิกงานแต่ง” ซูหว่านหนิงกล่าวโทษตัวเอง

           “หว่านหนิงไม่มีใครโทษหนูหรอกนะ ทุกคนต่างพากันอยากจะขอบใจหนูมากกว่า ถ้าวันนั้นไม่เกิดเรื่องขึ้นแล้วตระกูลโจวแต่งสะใภ้แบบฟางเยว่หรันเข้าตระกูล ไม่รู้ว่าฟางเยว่หรันคนนั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลโจวมากน้อยแค่ไหน” โจวเหลียนปลอบใจ

           พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา โจวจิ่งเสียนเดินเข้ามาในงานก่อนจะเดินมาที่โต๊ะของตระกูลเมิ่ง

           “อาเล็กมานานแล้วหรือครับ” โจวจิ่งเสียนนั่งลงก่อนจะทักทายทุกคนบนโต๊ะ

           “เพิ่งมาไม่นาน อากำลังนินทาเราอยู่เลย” โจวเหลียนบอกหลานชาย

           “นินทาผม เรื่องอะไรหรือครับ” โจวจิ่งเสียนหันไปรับแก้วน้ำดื่มจากบริกร ก่อนจะยกขึ้นดื่ม

           “หว่านหนิงถามถึงหลาน อาก็เลยเล่าให้เธอฟัง” โจวเหลียนตอบ

           ซูหว่านหนิงมองใบหน้าของโจวจิ่งเสียนที่เหมือนคนปกติไม่มีทีท่าเหมือนคนอกหัก เธอจึงค่อยเบาใจลง

           “ที่จริงแล้วต้องขอบคุณน้องหว่านหนิงมาก ถ้าวันนั้นไม่เกิดเรื่องพี่ก็คงจะทุกข์ใจต่อไป” โจวจิ่งเสียนหันไปขอบคุณซูหว่านหนิง

           ซูหว่านหนิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “พี่จิ่งเสียนรู้นิสัยของฟางเยว่หรันมาก่อนหรือคะ”

 

           โจวจิ่งเสียนพยักหน้าก่อนจะตอบไปว่า “ตอนแรกที่คบกันนิสัยของฟางเยว่หรันทั้งอ่อนหวาน เรียบร้อย เอาอกเอาใจ พี่จึงยอมเปิดใจให้เธอเข้ามาในชีวิต แต่นิสัยของเธอเปลี่ยนไปหลังจากที่หมั้นหมาย ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนที่เข้าใกล้ตัวพี่ ฟางเยว่หรันก็จะไม่พอใจหนักสุดถึงขั้นทะเลาะกัน แต่พี่ก็พยายามเก็บเรื่องนี้เอาไว้ไม่อยากบอกครอบครัว โชคดีที่อาเล็กจัดการเรื่องทั้งหมดให้พี่” โจวจิ่งเสียนยิ้มให้กับอาเล็ก

           “ทางตระกูลฟางตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ” เมิ่งจิ่งถิงถามด้วยความอยากรู้

           “จะพูดอะไรได้ล่ะ สินสอดทั้งหมดก็ยกให้เป็นค่าเสียเวลา เงินสด บ้าน รถ ดีนะที่ให้ไปไม่หมดไม่อย่างนั้นพี่อาจจะหมดตัวได้” โจวจิ่งเสียนพูดติดตลก

           “ถ้างั้นตอนนี้พี่จิ่งเสียนก็อยู่ที่ปักกิ่งไม่ได้ไปซานย่าแล้วใช่ไหมคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ตอนนี้ไป ๆ มา ๆ ระหว่างปักกิ่งกับเทียนจิน เพราะพี่ต้องไปควบคุมโครงการที่เทียนจิน” 

           ลู่อี้เฉินมองไปที่โต๊ะของตระกูลเมิ่ง เขาเห็นโจวจิ่งเสียนนั่งพูดคุยกับซูหว่านหนิง จึงกระซิบบอกพ่อก่อนจะเดินไปหาคนรัก

           “นั่งรอนานไหมครับ” ลู่อี้เฉินพูดจบก็นั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างกับซูหว่านหนิง

           “ไม่นานค่ะ” ซูหว่านหนิงหันไปตอบ

           “นายมานานแล้วหรือ” ลู่อี้เฉินหันไปทางโจวจิ่งเสียน

           “มาสักพักแล้วล่ะ” โจวจิ่งเสียนตอบ ก่อนจะมองแขนของลู่อี้เฉินที่วางพาดเก้าอี้ของซูหว่านหนิง ในที่สุดโจวจิ่งเสียนก็ได้คำตอบที่สงสัยว่าวันนั้นลู่อี้เฉินไปปรากฎตัวที่ซานย่าได้ยังไง

           “นายนี่ปิดเรื่องเงียบเลยนะ ฉันดีใจกับนายด้วยที่ยอมเปิดใจสักที เชื่อเถอะว่าหว่านหนิงเป็นคนดี ฉันรับประกัน” โจวจิ่งเสียนตบไหล่ของเพื่อนสนิท

           ซูหว่านหนิงหน้าแดงไม่คิดว่าโจวจิ่งเสียนจะพูดเรื่องนี้ออกมา ส่วนลู่อี้เฉินได้แต่กล่าวคำขอบคุณ

           “ขอบใจนายมากนะ ว่าแต่นายเถอะสถานการณ์เป็นไงบ้าง เรียบร้อยดีไหม”

           “เรียบร้อยดีไม่มีปัญหา” โจวจิ่งเสียนตอบ

           บรรดาแขกที่มาร่วมงานล้วนแต่เป็นเจ้าของเครือข่ายธุรกิจที่ร่วมงานกับตระกูลลู่ คนที่มางานในวันนี้ล้วนแต่คุ้นเคยและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

 

           คุณนายลู่นั่งมองลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้ตาไม่กระพริบ เมื่อประธานลู่เดินมาที่โต๊ะเห็นภรรยานั่งมองลูกชาย ท่านจึงเรียกให้ลู่อี้เฉินพาซูหว่านหนิงมานั่งด้วยกัน

           ลู่อี้เฉินลุกขึ้นยืนก่อนจะยืนมือไปด้านหน้า ซูหว่านหนิงเงยหน้ามองสบตาชายหนุ่มก่อนจะวางมือลงไป ทั้งสองเดินจับมือกันไปยังโต๊ะตำแหน่งประธาน

           คนทั้งงานต่างพากันมองซูหว่านหนิงเป็นตาเดียว พวกเขาพากันกระซิบถามว่าหญิงสาวที่เดินจับมือกับรองประธานลู่คือใคร แต่ก็ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้เลยและไม่มีใครที่จะกล้าเดินเข้าไปถามว่าคุณผู้หญิงท่านนี้คือใคร

           “สวัสดีค่ะ คุณลุง” ซูหว่านหนิงทักทายประธานลู่

           “นั่งก่อนสิ มานานแล้วหรือ” ประธานลู่ผายมือที่เก้าอี้ว่างข้างท่าน           

           ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณก่อนจะนั่งลง “มาได้สักพักแล้วค่ะ”

           “กินอะไรหรือยัง” ประธานลู่ถามต่อ

           “ยังเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ งานนี้จัดแบบบุฟเฟ่ต์จะมีเฉพาะเครื่องดื่มที่มีบริกรนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ

           “เจ้าใหญ่ไปตักอาหารมาให้หว่านหนิงกินบ้าง อย่ามัวแต่นั่งอยู่” คุณนายลู่หันไปบอกลูกชาย

           ลู่อี้เฉินรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินไปตักอาหาร ซึ่งเขาเลือกตักอาหารที่หญิงสาวชื่นชอบ ตั้งแต่เริ่มคบกันชายหนุ่มเริ่มศึกษาข้อมูลของอีกฝ่าย เขาค้นพบว่าซูหว่านหนิงชอบกินผักและผลไม้มากกว่าการกินเนื้อสัตว์

           ชายหนุ่มตักสลัดผักและผลไม้ใส่จานก่อนจะเอาไปวางบนโต๊ะ ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะหันไปคุยกับประธานลู่เรื่องที่ท่านชวนเธอไปร้านของเก่า

           “คุณลุงอยากได้ของเก่าแบบไหนคะ อย่างเช่น พวกภาพวาด เครื่องเคลือบ หรือว่าพวกตำราไม้ไผ่” ซูหว่านหนิงถาม

           “ปู่ของเจ้าใหญ่ชื่นชอบภาพวาดโบราณ หนูพอจะช่วยลุงได้ไหม” 

           “ได้ค่ะ คุณลุงสะดวกวันไหนบอกฉันได้เลย” ซูหว่านหนิงตอบตกลง

           “ก่อนหน้านี้ลุงเคยได้ภาพวาดมาหนึ่งภาพจากร้านเถ้าแก่เว่ย ภาพนั้นลุงได้มอบให้พ่อของลุงไปเมื่อสามปีก่อน ท่านชื่นชอบมาก”

           ซูหว่านหนิงได้ยินชื่อร้านเถ้าแก่เว่ย ก็รีบถามถึงลักษณะภาพวาดนั้นทันที

           “อย่าบอกนะว่าคุณเป็นคนเอาภาพนั้นไปขาย” ลู่อี้เฉินถามขึ้น

           “ถ้าเป็นภาพทิวทัศน์ที่วาดด้วยหมึกสีดำ มีตราประทับของเฉียนหลงฮ่องเต้ และวางขายที่ร้านเถ้าแก่เว่ยจริง ภาพนั้นเป็นภาพที่ฉันเอาไปขายเถ้าแก่เว่ยและได้เงินก้อนแรกมาสร้างตัว” ซูหว่านหนิงพูดจบประธานลู่ก็ยิ่งชื่นชอบเธอมากขึ้น เช่นเดียวกับคุณนายลู่ที่ประทับใจในความสามารถพิเศษของเธอ ส่วนลู่อี้เฉินนั้นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ถึงชายหนุ่มถึงกับตกหลุมรักครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

 

           งานเลี้ยงในวันนี้จัดเลี้ยงแบบกันเองแขกที่มางานต่างพากันพูด กิน และดื่ม หลังจากเสร็จงานก็ทยอยเดินทางกลับ เช่นเดียวกับซูหว่านหนิงที่เตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน

           “ผมไปส่งคุณเองครับ” ลู่อี้เฉินอาสา

           “ฉันกลับเองได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงรีบตอบ

           “ให้ผมขับไปส่งดีกว่าครับ” ลู่อี้เฉินไม่ยอม

           “คุณขับรถไปส่งฉันแล้วคุณจะกลับยังไงคะ” ซูหว่านหนิงถาม

           “ผมให้อาเซียวไปรับ” ลู่อี้เฉินพูดจบก็แบมือขอกุญแจรถจากหญิงสาว

           ซูหว่านหนิงเปิดกระเป๋าและส่งกุญแจรถให้ชายหนุ่ม ก่อนที่เธอจะบอกลาประธานลู่และคุณนายลู่ ก่อนจะเดินไปส่งครอบครัวเมิ่งเดินทางกลับบ้าน