เทพเจ้าแมวเหมียว
เทพเจ้าแมวเหมียว
เช้าวันต่อมาซูหว่านหนิงตื่นนอนเพราะเสียงเคาะประตู เธอคิดว่าเป็นเพื่อนนักศึกษาที่เอาเอกสารมาให้แต่เมื่อเปิดประตูห้องกลับพบกับความว่างเปล่า
“ไม่มีคน แล้วใครเป็นคนเคาะประตู” ซูหว่านหนิงมองซ้ายมองขวาแต่ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของคน
ในขณะที่กำลังจะปิดประตูนั้น กลับมีเสียงร้องดังขึ้น “เมี๊ยว” เมื่อซูหว่านหนิงก้มดูที่พื้นกลับพบแมวสีขาวยืนอยู่
“แกใช่ไหมที่มาเคาะประตูห้องของฉัน” ซูหว่านหนิงก้มหน้าลงพร้อมกับถามเจ้าเหมียวตัวน้อย
“เรานี่ก็แปลกแมวมันจะพูดได้ยังไงกัน” ซูหว่านหนิงพูดจบก็หัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง
“เมี๊ยว” แมวสีขาวส่งเสียงร้องอีกครั้ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้อง
“นี่เดี๋ยวก่อนสิ ฉันยังไม่อนุญาตให้แกเข้ามาเลยนะ” ซูหว่านหนิงมองเจ้าแมวสีขาวที่ตอนนี้มันกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงนอนเป็นที่เรียบร้อย
เจ้าแมวอ้าปากหาวก่อนจะปิดเปลือกตาแล้วนอนหลับไป ส่วนซูหว่านหนิงได้แต่ยืนมองแมวน้อยที่แย่งพื้นที่เตียงนอนของเธอ จะจับมันโยนออกไปก็สงสาร แต่จะให้เลี้ยงดูมันตอนนี้เธอก็เอาชีวิตแทบจะไม่รอด
ซูหว่านหนิงก้าวเดินไปที่เตียงนอนเธอหย่อนตัวนั่งลง ก่อนจะมองพิจารณาเจ้าแมวสีขาวตรงหน้า
“ทำไมเหมือนกับแมวที่ฉันช่วยก่อนที่จะโดนรถชนเลย ไม่น่าจะเป็นไปได้แมวตัวนั้นจะมาที่ห้องพักของฉันได้ยังไง สงสัยสมองกระทบกระเทือนคิดเรื่องไร้สาระออกมาได้” ซูหว่านหนิงวางไม้เท้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดสั่งอาหาร
“จะกินอาหารคนเดียวไม่ได้ ต้องเผื่อเจ้าแมวน้อยนี่ด้วย” ซูหว่านหนิงกดสั่งอาหารคนก่อนจะกดสั่งอาหารแมวจากร้านสะดวกซื้อ มีทั้งอาหารเม็ด อาหารกระป๋องและขนมแมว
เมื่ออาหารมาส่งซูหว่านหนิงหยิบชามเก่า ๆ ขึ้นมาก่อนจะเทอาหารเม็ดลงไป
“เจ้าแมวน้อยมากินอาหารก่อนเถอะ”
เงียบไม่มีเสียงตอบรับ แมวน้อยยังคงนอนหลับตาอยู่บนเตียง ซูหว่านหนิงนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนจะใช้ไม้เท้าสะกิดเจ้าแมวเหมียว
“เมี๊ยว” เจ้าแมวใช้ขาตะปบลงบนไม้เท้าก่อนจะปรือตามองไปทางซูหว่านหนิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“มากินข้าวก่อนแล้วค่อยนอนต่อดีไหม แกดูนี่สิฉันซื้ออาหารมาเยอะมากเลยนะ มีทั้งอาหารเม็ด อาหารเปียก นี่ยังมีขนมแมวเลียด้วย มีทั้งรสไก่ รสทูน่า รสแซลมอน” ซูหว่านหนิงยังสาธยายรสชาติขนมไม่จบ แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นั่นก็คือมีเสียงปริศนาดังขึ้นภายในห้อง
“ข้าไม่กินของเหล่านั้น”
ซูหว่านหนิงมองซ้ายมองขวานอกจากเธอที่นั่งอยู่ในห้องแล้วก็ไม่มีมนุษย์คนไหนอีก ส่วนเจ้าแมวนั่นไม่นับเพราะมันเป็นสัตว์ไม่สามารถพูดภาษาคนได้
“อุบัติเหตุคราวนี้ทำให้สมองของฉันกระทบกระเทือนได้ยินเสียงคนพูดด้วย” ซูหว่านหนิงเอื้อมจับไม้เท้าก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง มองซ้ายมองขวาไม่มีเงาของผู้คนเธอจึงปิดประตูแล้วกลับไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง
“สงสัยคราวหน้าต้องให้หมอจางช่วยสแกนสมองให้สักหน่อย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่”
“เจ้าแมวเหมียวลงมากินข้าวก่อนเร็ว” ซูหว่านหนิงเคาะชามข้าวเพื่อเรียกแมวเหมียว
“ข้าบอกไปแล้วว่าข้าไม่กิน ถ้าอยากให้ข้ากินเจ้าต้องซื้อขาหมูน้ำแดงมาสักขา นั่นคืออาหารที่ข้าโปรดปรานนัก” เสียงปริศนาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ซูหว่านหนิงจ้องที่แมวน้อยตาไม่กระพริบ เพราะเสียงที่ดังนั้นมาจากแมวน้อยนั่นเอง
“มะ มะ มะ แมวพูดได้” เสียงของซูหว่านหนิงสั่นระริก
“มนุษย์หน้าโง่ เรื่องแค่นี้มาทำตกอกตกใจ เร็วเข้าข้าหิวแล้ว รีบสั่งขาหมูน้ำแดงมาให้ข้ากินสักหน่อย” แมวน้อยลืมตาขึ้นมา
ซูหว่านหนิงจ้องมองดวงตาของแมวสีขาว ดวงตาของมันเป็นสีเงินไม่ใช่สีที่พบเห็นได้ทั่วไป ทันทีที่สบสายตากับเจ้าแมวเหมียว สติของซูหว่านหนิงเหมือนกับล่องลอยออกจากร่าง
“เจ้ามนุษย์หน้าโง่ มัวเหม่ออะไรกัน รีบสั่งข้าวให้ข้ากินได้แล้ว” เจ้าแมวสีขาวกระโดดลงจากเตียงและกระโดดขึ้นมาบนตักของซูหว่านหนิง
“แมวปีศาจ” ซูหว่านหนิงได้สติรีบลุกขึ้นยืน ลืมแม้กระทั่งความเจ็บปวดของบาดแผล
แมวสีขาวมองหญิงอัปลักษณ์ที่ช่วยชีวิตของมัน คงไม่ดีแน่หากหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้จะส่งเสียงดังแล้วมีคนได้ยิน ทันใดนั้นแสงสีเงินเปล่งสว่าง ซูหว่านหนิงรีบปิดตาลงเพราะแสงนั้นมันสว่างจ้าจนไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้
“เจ้ามนุษย์หน้าโง่ ลืมตาได้แล้ว” สิ้นเสียงของแมวปีศาจ ซูหว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ก่อนจะพบว่าเธอยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งไม่ใช่หอพักเล็ก ๆ ของเธอ
“นี่ฉันตายแล้วหรือ” ซูหว่านหนิงหมุนตัวมองสำรวจเธอกำลังยืนอยู่บนพื้นหญ้า ได้ยินเสียงน้ำไหลและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
“เจ้ายังไม่ตายเพียงแค่ข้านำเจ้าเข้ามาในมิติแห่งข้าเพื่อพูดคุย ข้าไม่อยากให้คนนอกรู้เรื่องราวระหว่างเรา”
ซูหว่านหนิงก้มลงมองแมวสีขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ มือข้างขวาที่ใช้งานได้แอบหยิกแขนซ้าย ก่อนจะรับรู้ถึงความเจ็บบริเวณที่โดนหยิก
“ข้ามีนามว่าเสวี๋ยไป๋ ตัวข้านั้นหาใช่ปีศาจแต่เป็นเทพ ที่ข้าลงมายังโลกมนุษย์ก็เพื่อผ่านด่านเคราะห์ วันนั้นเป็นเจ้าที่ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้ และด่านเคราะห์ของข้าในครั้งนี้ก็คือการช่วยเหลือให้เจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ลบล้างคำว่าอัปมงคลออกจากชีวิต”
ซูหว่านหนิงรับรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้คือความจริง ไม่ใช่ความฝันและเธอยังไม่ตาย แต่มันออกจะพิสดารแปลกประหลาดมากเกินไป ที่จู่ ๆ ก็มีแมวสีขาวมาเคาะประตูห้องซ้ำยังพูดภาษาคนได้อีก นี่ไม่รวมเรื่องที่เจ้าแมวเหมียวบอกว่าตัวเองเป็นเทพต้องผ่านด่านเคราะห์โดยการช่วยเหลือชีวิตของเธอ
“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้อาจจะฟังดูเหลือเชื่อไปบ้าง แต่ที่ข้าพูดทั้งหมดนี้คือความจริง” แมวสีขาวยังคงพูดต่อไป
“แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยคะ” ซูหว่านหนิงถามด้วยความสงสัย
“เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตา ช่วยเหลือข้าโดยไม่ห่วงว่าตัวเองจะได้รับอันตราย อีกทั้งเจ้ายังมีจิตใจที่บริสุทธ์ข้าสามารถมองเห็นประกายความดีที่อยู่รอบตัวเจ้าได้”
“ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ขากับแขนก็หักไม่รู้ว่าถ้าถอดเฝือกออกจะใช้การได้ปกติเหมือนเดิมไหม ส่วนตาข้างนี้ก็มืดบอดมองไม่เห็น ฉันว่าท่านไปหาคนอื่นเถอะ ฉันขออยู่เงียบ ๆ แบบนี้ดีกว่า” ซูหว่านหนิงรีบปฏิเสธ
“นังหนูอย่าโง่นักเลย ข้าที่เป็นเทพสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น”
ซูหว่านหนิงทำสีหน้าสงสัยตาของเธอบอดสนิทไม่สามารถมองเห็นได้อีกแล้ว ยกเว้นจะทำการผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล
“เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ ข้าจะทำให้เจ้ามองเห็นและเห็นได้ดีกว่าเดิม” แมวสีขาวพูดจบแสงสีเงินก็พุ่งเข้าสู่ดวงตาข้างขวาของซูหว่านหนิง
“เจ็บ โอ๊ย เจ็บจังเลย” ซูหว่านหนิงยกมือขึ้นปิดดวงตา ก่อนจะคลายมือออกเพราะความเจ็บหายไปเหลือเพียงแสงสว่างมาแทนที่
“นี่ฉันมองเห็นแล้วหรือเนี่ย” ซูหว่านหนิงมองไปรอบ ๆ การมองด้วยตาสองข้างย่อมเห็นชัดเจนกว่าการมองด้วยตาเพียงข้างเดียว
“เอาล่ะ ข้าจะช่วยทำให้เจ้าหายดี” แสงสีเงินพุ่งออกมาอีกครั้งมันค่อย ๆ โอบล้อมตัวของซูหว่านหนิง ก่อนที่แสงจะสลายหายไป
ความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บหายเป็นปลิดทิ้ง ซูหว่านหนิงยกมือซ้ายที่เข้าเฝือกขึ้นมา
“ฉันหายแล้ว นี่ฉันหายแล้วหรือเนี่ย” ซูหว่านหนิงคุกเข่าลงก่อนจะก้มกราบเทพเจ้าแมว
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าสามารถช่วยเหลือเจ้าได้ เอาล่ะ คราวนี้เรามาทำข้อตกลงกันสักหน่อย”
“ข้อตกลงอะไรหรือคะ” ซูหว่านหนิงถาม
“ข้าต้องผ่านด่านเคราะห์สำเร็จถึงจะได้กลับแดนสวรรค์ เจ้าเป็นตัวแปรที่จะทำให้ข้าผ่านด่านเคราะห์ เงื่อนไขที่ข้าได้รับมานั้นไม่ยากเลยนั่นก็คือทำให้เจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น และลบล้างคำว่าอัปมงคลออกจากชีวิต”
ซูหว่านหนิงถอนหายใจยาว ก่อนจะถามกลับไปว่า “ชีวิตที่ดีขึ้นในความหมายของท่านหมายถึงอะไร ตอนนี้ชีวิตของฉันก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ฉันไม่เพียงแต่หายจากอาการบาดเจ็บ ตายังกลับมามองเห็นได้เป็นปกติ และที่สำคัญฉันได้เงินจากการตัดขาดตระกูลมากถึง 5 แสนหยวน”
“ห้าแสนหยวนที่เจ้าพูดถึงยังน้อยไป ข้าผู้นี้จะทำให้เจ้ามีเงินมากถึงร้อยล้านพันล้าน ให้คนที่เคยด่าว่าและรังเกียจเจ้าพากันก้มลงกราบขอร้องให้เจ้าช่วยเหลือพวกเขา”