LNCrawler

โจวจิ่งเสียนเกิดเรื่อง

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

โจวจิ่งเสียนเกิดเรื่อง

            โจวจิ่งเสียนบอกลาครอบครัวอาเล็กก่อนจะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเบอร์โทรเข้าของฟางเยว่หรัน ชายหนุ่มตัดสายทิ้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะโทรเข้ามาอีกครั้ง ในที่สุดโจวจิ่งเสียนก็กดรับสาย

           “มีอะไร” ชายหนุ่มถามออกไป

           “พี่จิ่งเสียน ฉันอยากเจอพี่เป็นครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้ฉันจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ พี่ออกมาพบฉันได้ไหม” ฟางเยว่หรันพูดมาตามสาย

           โจวจิ่งเสียนรีบปฏิเสธทันที “เราสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ผมคิดว่าคงไม่เหมาะถ้าจะไปเจอคุณ”

           “พี่จิ่งเสียน ฉันแค่อยากเจอหน้าพี่อยากจะขอโทษพี่ ได้โปรดเถอะค่ะ ขอแค่ให้ฉันได้เจอพี่เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปฉันจะไม่รบกวนพี่อีกแล้ว ฉันไปคราวนี้ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้กลับประเทศ ถือเสียว่าพี่มาส่งน้องสาวคนนี้เดินทางได้ไหมคะ”

           โจวจิ่งเสียนถอนหายใจก่อนจะถามว่า “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

           ฟางเยว่หรันยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบว่า “ฉันอยู่ที่โรงแรม...”

           โจวจิ่งเสียนมองดูนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่ม ถ้าขับรถไปที่โรงแรมจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ในที่สุดชายหนุ่มก็ตอบตกลง

           “ผมกำลังขับรถไปไม่เกิน 20 นาที” พูดจบก็วางสายไป

           

           ทางด้านลู่อี้เฉินชายหนุ่มแวะพาคนรักไปกินมื้อดึกที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงซูหว่านหนิงกินแค่สลัดและผลไม้ ตอนนี้ท้องของเธอกำลังส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก ลู่อี้เฉินเองก็กินแค่อาหารไม่กี่คำทั้งสองจึงชวนกันไปกินข้าวรอบค่ำ

           “ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่คุณเคยมากินไหมครับ” ชายหนุ่มเดินจูงมือคนรักเดินเข้าไปในร้าน

           “ยังไม่เคยกินค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           ลู่อี้เฉินสั่งเมนูประจำร้านที่ไม่ใช่เป็ดปักกิ่งแต่เป็นเมนูที่เรียกว่า เนื้อผัดต้นหอม นำเนื้อมาหมักจนนุ่มนำไปผัดกับต้นหอมญี่ปุ่น ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา ใช้ไฟแรงในการผัดจะได้กลิ่นหอมกระทะ

           เมนูที่สองคือ เครื่องในต้มซอสเต้าเจี้ยว ใช้เครื่องในหมู เน้นไส้ใหญ่และปอด นำมาเคี่ยวในน้ำซุปซีอิ๊วและเต้าเจี้ยวจนเปื่อยนุ่ม ในชามที่เสิร์ฟจะใส่แป้งทอดตัดเป็นชิ้นๆ ลงไปด้วย น้ำซุปรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน

           เมนูที่สามเป็นจานผัด เมนูนี้เรียกว่า กะหล่ำปลีผัดพริกแห้งฉีกมือ กะหล่ำปลีที่นำมาผัดจะใช้วิธีการฉีกแทนการหั่น นำไปผัดด้วยไฟแรงพร้อมพริกแห้งและจิ๊กโฉ่ว ใช้เวลาผัดไม่นานรสชาติที่ได้จะมีรสเค็ม เปรี้ยวและเผ็ดปลายลิ้น หอมกลิ่นกระทะเช่นกัน

 

           ซูหว่านหนิงมองอาหารสามจานบนโต๊ะ กลิ่นหอมของอาหารโชยเข้าจมูก หญิงสาวไม่รอช้าหยิบตะเกียบและคีบเนื้อผัดต้นหอมมากิน

           “อร่อยไหมครับ” 

           “อร่อยมากค่ะ หอมกลิ่นกระทะชัดมาก” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะจำเมนูนี้เอาไว้ เธอจะเอาไปทำให้เทพประจำบ้านชิม เมื่อนึกถึงเทพเสวี๋ยไป๋ซูหว่านหนิงก็ต้องถอนหายใจ จากเดิมบอกเธอว่าไปสี่ห้าวัน แต่นี่ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ท่านทำเพียงส่งกระแสจิตมาบอกเธอว่าขออยู่ต่ออีกสักหน่อยและจะกลับมาในสัปดาห์หน้า

           “เป็นอะไรไปครับ” ลู่อี้เฉินสังเกตสีหน้าของหญิงสาวที่ดูเศร้าลง

           “ไม่มีอะไรค่ะ แค่คิดถึงแมวที่บ้าน” ซูหว่านหนิงตอบ

           “วันก่อนผมไปที่บ้านคุณ ทำไมถึงไม่เห็นล่ะครับ” ลู่อี้เฉินพูดพร้อมกับคีบผัดผักขึ้นมากิน

           “ตอนนี้แมวของฉันไม่อยู่บ้าน มันออกไปเที่ยวค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           “ออกไปเที่ยวเนี่ยนะ คุณปล่อยมันออกไปได้ยังไง แล้วมันจะกลับบ้านเองได้ไหม” ลู่อี้เฉินรีบถาม

           “แมวของฉันฉลาดกว่าที่คุณคิดเยอะมากเลยค่ะ มันสามารถออกจากห้องนอนได้เองและไปเที่ยวได้เอง มันจะกลับมาก็ต่อเมื่อมันอยากจะกลับ ฉันไปบังคับไม่ได้หรอกค่ะ”

ลู่อี้เฉินทำสีหน้างุนงง ซูหว่านหนิงได้แต่นั่งขำกับท่าทีของชายหนุ่ม

           “เอาเป็นว่าแมวของฉันฉลาดมาก ฉลาดกว่าฉันอีก” พูดจบก็คีบเนื้อผัดใส่ในชามให้คนรัก

 

           ทางด้านโจวจิ่งเสียนหลังจากจอดรถที่ลานจอดรถของโรงแรม ชายหนุ่มโทรศัพท์ไปหาฟางเยว่หรันให้ออกมาพบที่ลานจอดรถ

           “พี่เข้ามาได้ไหมคะ ฉันสั่งอาหารมาเยอะเลย อยากจะเลี้ยงพี่เป็นครั้งสุดท้าย”

           โจวจิ่งเสียนจึงจำต้องเดินเข้าไปในห้องอาหารของโรงแรม บรรยากาศภายในค่อนข้างมืดเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินตรงไปที่โต๊ะที่ฟางเยว่หรันนั่งอยู่

           “มีอะไรก็พูดมา” โจวจิ่งเสียนนั่งลง

 

           ฟางเยว่หรันมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หากไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้น ตอนนี้เธอก็คงจะได้นั่งอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่นั่งฝั่งตรงข้ามกันแบบนี้

           ย้อนกลับไปในวันที่พ่อของเธอโดนปฏิเสธการกู้เงิน ฟางต่งกลับมาบ้านก็ด่าทอลูกสาวที่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ถ้าหากว่าฟางเยว่หรันยังคบหากับโจวจิ่งเสียนมีหรือที่ลู่กรุ๊ปจะไม่ให้ตระกูลฟางกู้เงิน

           “ทำไมแกถึงได้ทำเรื่องโง่แบบนี้ ฉันบอกแกแล้วว่านิสัยแบบนั้นอย่าเอาออกมาใช้ แกก็ไม่ฟังแล้วทีนี้เป็นไง เดือดร้อนกันไปหมด” ฟางต่งชี้หน้าลูกสาวเพียงคนเดียว

           “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่าคนพวกนั้นเป็นญาติกับเขา ถ้าฉันรู้ฉันก็คงไม่ทำตัวแบบนั้นหรอก” ฟางเยว่หรันโต้ตอบ

           “ถ้าตอนนี้ในท้องของแกมีลูกของโจวจิ่งเสียนก็คงจะดี เราจะได้หาข้ออ้างให้ทางนั้นรับผิดชอบ” ฟางต่งนั่งลงบนเก้าอี้

           “จะไปมีได้ยังไง ทุกครั้งที่ไปค้างคืนฉันกับเขาก็พักกันคนละห้อง ไม่ใช่พ่อกับแม่บอกฉันหรอกหรือว่าให้เล่นตัวอย่ายอมผู้ชายง่าย ๆ แล้วทีนี้จะมาโทษฉันคนเดียวไม่ได้หรอกนะ” 

           ตั้งแต่ที่คบหากับโจวจิ่งเสียนทั้งสองมีทำเพียงจับมือ หอมแก้มและกอดจูบ ไม่มีนอกเหนือเกินกว่านี้ ฟางเยว่หรันบอกกับโจวจิ่งเสียนว่า อยากจะเก็บของสำคัญที่สุดในชีวิตมอบให้คนรักในคืนแต่งงาน โจวจิ่งเสียนก็เป็นสุภาพบุรุษทุกครั้งที่ไปเที่ยว ชายหนุ่มจะจองที่พักที่มีสองห้องนอนแยกกันนอนคนละห้องกับคนรัก

           “ทำไมเราไม่ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก ไม่แน่เยว่หรันอาจจะโชคดีท้องลูกของโจวจิ่งเสียน” แม่ของฟางเยว่หรันรีบเสนอหนทางที่จะจับโจวจิ่งเสียน และแล้วตระกูลฟางก็วางแผนการโดยการให้ฟางเยว่หรันนัดเจอโจวจิ่งเสียนในช่วงก่อนที่เธอจะมีรอบเดือน ซึ่งก็คือวันนี้นั่นเอง

           

           “พี่จิ่งเสียนพรุ่งนี้ฉันจะเดินทางไปต่างประเทศ ฉันแค่อยากกินข้าวกับมื้อสักมื้อ พี่อย่ารังเกียจฉันเลยนะ ฉันรู้ตัวแล้วว่าที่ผ่านมาฉันทำผิดต่อพี่” ฟางเยว่หรันทำน้ำเสียงเศร้าเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสงสาร

           โจวจิ่งเสียนมองหน้าอดีตคนรัก ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปาก

           “ขอบคุณพี่มากนะ” ฟางเยว่หรันทำทีเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนจะรินน้ำเปล่าใส่แก้วให้กับชายหนุ่ม โจวจิ่งเสียนหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มจนหมด โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย

           ฟางเยว่หรันนั่งดูอีกฝ่ายดื่มน้ำจนหมดแก้ว สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความดีใจในที่สุดปลาก็ติดเบ็ด รอให้ยาในน้ำออกฤทธิ์ถึงเวลานั้นเธอก็จะได้กลับไปเป็นคุณนายน้อยตระกูลโจวอีกครั้ง

           ภายในห้องอาหารมีแขกนั่งกินข้าวอยู่ประมาณ 4 – 5 โต๊ะ หนึ่งในนั้นมีสวีว่านชิงนั่งกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำด้วยกัน แม้จะพูดคุยกับเพื่อนแต่สายตาของสวีว่านชิงกำลังมองไปที่โจวจิ่งเสียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของเธอมากนัก

           สวีว่านชิงจำโจวจิ่งเสียนได้ดี นอกจากจะเจอที่ซานย่าแล้ว เธอยังเจอชายหนุ่มที่มาตรวจงานบริษัทของเมิ่งจิ่งถิง ทั้งสองเคยพูดคุยกันเล็กน้อย

           “มองอะไรหรือ” เพื่อนของสวีว่านชิงถาม

           “มองคนรู้จักน่ะ” สวีว่านชิงตอบก่อนจะละสายตาจากชายหนุ่มหันมาสนใจกลุ่มเพื่อน

           ทางด้านโจวจิ่งเสียนหลังจากกินอาหารและดื่มน้ำพอประมาณ ชายหนุ่มบอกลาฟางเยว่หรันและวางเงินสดเอาไว้เป็นค่าอาหารมื้อนี้

           “มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง” 

           ฟางเยว่หรันรีบจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้

           “พี่จิ่งเสียน อย่าเพิ่งกลับค่ะ อยู่ต่ออีกสักหน่อยได้ไหม” 

           โจวจิ่งเสียนเตรียมจะสะบัดมือแต่แล้วเขากลับรู้สึกร่างกายร้อนรุ่ม มันไม่ใช่ร้อนแบบร้อนอบอ้าวจากอากาศ แต่มันเป็นความร้อนที่ออกมาจากภายในร่างกาย

           ฟางเยว่หรันมองเหงื่อที่ผุดขึ้นบริเวณไรผมของอีกฝ่าย เธอค่อย ๆ ดึงมือของชายหนุ่มให้นั่งลงข้างเธอ ก่อนจะเทน้ำใส่แก้วและป้อนอีกฝ่าย

           โจวจิ่งเสียนรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ ชายหนุ่มอ้าปากและดื่มน้ำที่อีกฝ่ายป้อนให้จนหมด ก่อนที่ฟางเยว่หรันจะโอบเอวของเขาและซุกตัวลงในอ้อมกอด

           “พี่จิ่งเสียน ฉันจะพาพี่ไปพักนะ” ฟางเยว่หรันพูดจบก็เรียกพนักงานให้มาคิดเงินค่าอาหาร โจวจิ่งเสียนอยากจะผลักอีกฝ่ายออกไปแต่เขากลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และรู้สึกร้อนวูบวาบบริเวณหว่างขา