LNCrawler

ภาดวาดในห้องโถง

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

ภาดวาดในห้องโถง

            ตั้งแต่ที่สวีว่านชิงเข้ามาในห้องรับรอง โจวจิ่งเสียนไม่ได้พูดเลยสักคำ เพราะแม่ของเขาแย่งพูดไปหมดแล้ว คุณนายโจวถูกชะตากับสวีว่านชิงเป็นอย่างมาก ถึงขนาดชวนไปกินข้าวมื้อเย็นด้วยกัน

           สวีว่านชิงรีบปฏิเสธแต่มีหรือจะทัดทานคุณนายโจวได้ สรุปว่าเย็นนี้โจวจิ่งเสียนจะเป็นคนไปรับสวีว่านชิงที่บ้าน เพื่อพาไปที่บ้านตระกูลโจว

           สวีว่านชิงรีบหันไปชวนซูหว่านหนิงให้ไปด้วยกัน แต่ซูหว่านหนิงต้องปฏิเสธเพราะเธอมีนัดกับประธานลู่ไปดูของเก่าด้วยกัน

           “ขอโทษจริง ๆ ฉันมีนัดแล้วค่ะ” 

           หลังจากส่งคนตระกูลโจวกลับไป ซูหว่านหนิงลางานช่วงบ่ายเธอขับรถกลับบ้านก่อนที่ลู่อี้เฉินจะมารับไปที่ร้านเถ้าแก่เว่ย สถานที่นัดหมายของเธอและประธานลู่

           ซูหว่านหนิงเงยหน้ามองร้านเถ้าแก่เว่ยที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมาหาเงินที่นี่

           “พ่อของผมมาแล้วครับ ท่านให้เราเข้าไปได้เลย” ลู่อี้เฉินจูงมือของคนรักเดินเข้าไปในร้าน

           ภายในห้องรับรองประตูห้องถูกเปิดออกประธานลู่และเถ้าแก่เว่ยกำลังนั่งคุยกัน ทั้งสองหยุดพูดก่อนจะมองไปทางประตู

           “เป็นเธอจริง ๆ ด้วย คุณหนูซูไม่เจอกันนานเลยนะ” เถ้าแก่เว่ยเมื่อเห็นหน้าของซูหว่านหนิงก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา

           “สวัสดีค่ะเถ้าแก่เว่ย สบายดีนะคะ” ซูหว่านหนิงเอ่ยถาม

           “เรื่อย ๆ ตามประสาคนแก่น่ะ” เถ้าแก่เว่ยตอบ 

           ซูหว่านหนิงนั่งลงข้างลู่อี้เฉิน เถ้าแก่เว่ยเรียกให้ลูกน้องนำภาพวาดที่มีทั้งหมดในร้านมาให้ประธานลู่ได้เลือกซื้อ ซูหว่านหนิงมองภาพวาดที่วางอยู่ตรงหน้า ภาพวาดเหล่านี้เป็นของเก่าก็จริงแต่ไม่มีภาพไหนที่น่าสนใจเป็นพิเศษ แสงสีทองที่เธอเห็นจากภาพวาดมีเพียงเล็กน้อย

           ประธานลู่ก็คิดเช่นเดียวกันกับซูหว่านหนิง ทุกปีท่านจะหาซื้อภาพวาดไปเป็นของขวัญให้บิดา ภาพที่นำไปเป็นของขวัญนั้นทุกภาพล้วนโดดเด่นกว่าภาพที่เถ้าแก่เว่ยเอามาให้ชม

           “ยังไม่มีภาพที่ถูกใจเลยครับ” ประธานลู่บอกกับเถ้าแก่เว่ย

           “ภาพที่ดีที่สุดในร้านของผมก็อยู่ตรงหน้าท่านหมดแล้ว เอาไว้หากได้ภาพดี ๆ มาผมจะโทรบอกท่านนะครับ” เถ้าแก่เว่ยบอกกับประธานลู่

           “ได้ครับ” ประธานลู่ตอบก่อนจะขอตัวกลับ

           

           ทางด้านสวีว่านชิงตอนนี้กำลังนั่งหน้าเครียดเพราะเธอต้องไปกินข้าวกับครอบครัวโจว เธอที่เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งไม่ค่อยคุ้นชินกับตระกูลใหญ่มากนัก 

           “พี่ชิงชิงทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ” หรันฮวาเข้ามาในห้องทำงานของสวีว่านชิง ซึ่งตอนนี้ได้เวลากลับบ้านแล้วแต่อีกฝ่ายยังนั่งหน้าเครียดอยู่ในห้องทำงาน

           “ฉันกลัวทำตัวไม่ถูกน่ะสิ” สวีว่านชิงพูดขึ้น

           “ทำไมต้องกลัวด้วย พี่เป็นยังไงพี่ก็ทำตัวแบบนั้นไปเลย พี่ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้เหมือนใครเป็นตัวของเราดีที่สุด” หรันฮวาพูดปลอบใจ

           สวีว่านชิงเห็นด้วยกับคำพูดของหรันฮวา ในที่สุดเธอก็ลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน

           “เรื่องบ้านใหม่เป็นยังไงบ้าง เมื่อวานว่าจะไปช่วยย้ายของมัวแต่ยุ่งอยู่ที่สถานีตำรวจเลยไม่ได้ไป” สวีว่านชิงหันไปถามหรันฮวาที่เดินอยู่ข้างกาย

           “เรียบร้อยแล้วค่ะ ข้าวของฉันมีไม่เยอะ กระเป๋าเสื้อผ้าสองใบกับข้าวของส่วนตัวอีกนิดหน่อย” หรันฮวาตอบ

           “จะเลี้ยงฉลองวันไหนบอกล่วงหน้าด้วยนะ” สวีว่านชิงพูด

           “พรุ่งนี้ดีไหมคะ ชวนบอสของเราไปด้วย” หรันฮวารีบตอบ

           “ได้เลย อย่าลืมส่งข้อความบอกหว่านหนิงด้วยล่ะ”

           หรันฮวารีบส่งข้อความหาซูหว่านหนิง ไม่นานก็มีข้อความตอบกลับมา

           [ตกลงจ๊ะ]

           เมื่อสวีว่านชิงกลับถึงบ้านเธอรีบบอกแม่เรื่องที่จะไปกินข้าวกับเพื่อน หญิงสาวรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แต่งตัวเสร็จเป็นจังหวะเดียวกับที่โทรศัพท์ดังขึ้น

           “ผมรออยู่ที่ด้านล่างแล้วครับ” 

           “ฉันกำลังลงไปค่ะ” สวีว่านชิงตอบ ก่อนจะบอกลาแม่แล้วเดินไปด้านล่าง

           โจวจิ่งเสียนยืนอยู่ข้างรถยนต์คันหรู เมื่อเห็นสวีว่านชิงลงมาชายหนุ่มรีบเดินไปเปิดประตูรถ

           “ขอบคุณค่ะ” สวีว่านชิงเอ่ยขอบคุณ

 

           เมื่ออยู่กันเพียงลำพังภายในรถยนต์ ต่างคนต่างเงียบไม่มีใครพูดจา ในที่สุดโจวจิ่งเสียนก็เป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบ

           “ผมขอบคุณคุณอีกครั้งที่ช่วยเหลือผม” 

           สายตาของสวีว่านชิงมองไปเบื้องหน้า เธอไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตามองอีกฝ่าย ภาพในคืนนั้นยังคงตามหลอกหลอนเธออยู่ทุกคืน

           “นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่คุณพูดประโยคนี้กับฉัน” สวีว่านชิงพูดขึ้น 

           โจวจิ่งเสียนอมยิ้มก่อนจะเริ่มพูดประโยคถัดไป “แม้ว่าผมจะโดนวางยาแต่ผมจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ดี โดยเฉพาะเหตุการณ์ก่อนที่ผมจะโดนคุณมัดตัวกับเบาะรถ”

           เมื่อโจวจิ่งเสียนพูดจบสวีว่านชิงก็รีบหันไปมองอีกฝ่ายพร้อมกับถลึงตาใส่

           “คุณหยุดพูดเรื่องนี้เลยนะ”

           โจวจิ่งเสียนหัวเราะในลำคอก่อนจะถามกลับว่า “ทำไมผมจะพูดไม่ได้ หรือว่าคุณกลัวว่าผมจะพูดอะไรออกมา”

           “นี่คุณหยุดพูดเลยนะ” สวีว่านชิงรีบบอกอีกฝ่าย 

           “เอาล่ะ ผมไม่พูดแล้วก็ได้ เรื่องในรถคืนนั้นผมต้องขอโทษคุณด้วย ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินคุณเลย”

           สวีว่านชิงรีบเอามือปิดหน้าก่อนจะก้มหน้าลง “ฉันบอกให้คุณหยุดพูดยังไงล่ะ” 

           “ผมขอบคุณที่คุณช่วยเหลือผม ตอนนี้ผมก็ต้องขอโทษที่ผมล่วงเกินคุณไป” โจวจิ่งเสียนพูดจบก็หันไปมองอีกฝ่าย สวีว่านชิงแทบจะเอาหน้าซุกอยู่ที่ซอกประตู 

           “เอาล่ะ ผมหยุดพูดแล้ว คุณลุกมานั่งดี ๆ เถอะ ไม่อย่างนั้นคุณจะหายใจไม่ออกได้นะ” 

           สวีว่านชิงได้แต่คิดในใจ “ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอกับโจวจิ่งเสียน ต่อไปนี้ขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย”

 

           เมื่อไปถึงบ้านโจวนอกจากจะมีครอบครัวใหญ่แล้ว ครอบครัวเมิ่งก็มาร่วมกินข้าวด้วยกัน สวีว่านชิงเมื่อเห็นเมิ่งจิ่งถิงเธอรีบเดินเข้าไปหาและตั้งแต่นั้นก็ไม่อยู่ห่างจากเมิ่งจิ่งถิงอีกเลย

           “เด็กคนนี้ตัวเล็กนิดเดียวไม่น่าเชื่อว่าจะตบฟางเยว่หรันคนนั้นจนล้มลงได้” คุณนายโจวหันไปพูดกับน้องสามี

           โจวเหลียนเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สะใภ้ “เด็กคนนี้กล้าหาญเกินไปแล้ว ดีนะวันนั้นเจ้าใหญ่ของเราได้เจอกับชิงชิง ไม่อย่างนั้นฉันไม่อยากจะคิดเลย”

           บนโต๊ะอาหารตระกูลโจว สวีว่านชิงเลือกที่จะนั่งข้างเมิ่งจิ่งถิง แต่มีหรือที่โจวจิ่งเสียนจะปล่อยเธอไปง่าย ๆ ชายหนุ่มเลือกที่จะนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่ใบหน้างามส่วนมือก็คอยขยับตะเกียบคีบอาหารให้อีกฝ่าย

           ก่อนกลับบ้านนายท่านโจวได้มอบเงินให้กับสวีว่านชิงแต่สวีว่านชิงปฏิเสธที่จะรับเงินก้อนนั้น

           “ฉันไม่ขอรับของตอบแทน หวังว่าคุณท่านจะเข้าใจค่ะ” 

           นายท่านโจวหันไปมองหน้าภรรยา คุณนายโจวพยักหน้าให้สามี

           “เธอไม่รับเงินก็ไม่เป็นไร แต่ต่อไปมีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้มาบอกป้าได้เลยนะ ตระกูลโจวยินดีช่วยเหลือ” 

           “ได้เลยค่ะ” สวีว่านชิงส่งยิ้มให้ก่อนจะบอกลาทุกคนและเดินทางกลับบ้าน

           ขากลับก็ยังคงเป็นโจวจิ่งเสียนที่ขับรถไปส่งเหมือนเช่นเคย สวีว่านชิงเลือกที่จะแกล้งหลับตั้งแต่ขึ้นรถจนกระทั่งรถจอดที่หน้าบ้านของเธอ เมื่อลงจากรถสวีว่านชิงรีบโบกมือลาโจวจิ่งเสียนก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน

           โจวจิ่งเสียนมองตามหลังหญิงสาวที่วิ่งขึ้นบันได “คิดจะหนีผมหรือ ไม่มีทางหรอก” 

 

           เย็นวันต่อมาซูหว่านหนิง สวีว่านชิงและเมิ่งจิ่งถิงได้เดินทางไปที่บ้านใหม่ของหรันฮวา ของใช้ในบ้านเป็นของเดิมที่เจ้าของบ้านคนเก่าทิ้งไว้ให้ หรันฮวาเพียงแค่หิ้วกระเป๋าเข้ามาก็พักอาศัยได้เลย

           หรันฮวาเปิดประตูบ้านให้เพื่อน ๆ เข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่ซูหว่านหนิงสะดุดตาก็คือ ภาพวาดที่อยู่ตรงผนังห้องโถง ภาพใบนั้นส่องแสงสีทองสว่างไสวจนซูหว่านหนิงต้องหลับตาลงและลืมตาขึ้นมองภาพนั้นอีกครั้ง

           “อาฮวาภาพวาดนี้เป็นของเธอหรือ” ซูหว่านหนิงวางถุงอาหารที่ซื้อมาจากร้านลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าภาพวาดทิวทัศน์ที่ใช้หมึกดำในการวาด

           หรันฮวาเดินเข้ามาหยุดตรงที่ภาพวาดที่เธอซื้อมานานหลายปี ภาพนี้เธอซื้อมาจากร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งที่บ้านเกิด ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะราคาประมาณ 15 หยวน

           “ฉันซื้อมาจากร้านของเก่า ซื้อก่อนที่จะเดินทางมาเรียนที่ปักกิ่ง ฉันชอบลายเส้นที่วาดก็เลยซื้อเก็บไว้” หรันฮวาตอบ

           “อาฮวาเธออยากขายภาพนี้ไหม” ซูหว่านหนิงหันไปถามเพื่อนสาว

           “หว่านหนิงภาพนี้ฉันซื้อมาในราคา 15 หยวน เธอคิดว่าฉันจะขายได้สักเท่าไหร่เชียว” หรันฮวาตอบ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นเอาน้ำเย็นออกมา

           สวีว่านชิงและเมิ่งจิ่งถิงกำลังช่วยจัดเตรียมอาหารที่ซื้อมาใส่จาน ซูหว่านหนิงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดถ่ายภาพส่งให้กับลู่อี้เฉิน

           [คุณช่วยเอาภาพนี้ให้คุณพ่อของคุณดูหน่อย ท่านสนใจไหม]

           ไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา [ได้ครับ]

           ซูหว่านหนิงส่งกระแสจิตไปหาเทพเสวี๋ยไป๋ที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อเช้านี้

           [ท่านเทพช่วยดูภาพนี้ให้ฉันหน่อย มันเป็นของจริงไหม]

           [เจ้ามองเห็นแสงสีทองจากภาพวาดนั่นหมายความว่าภาพวาดนี้เป็นของจริง ภาพวาดนี้เป็นผลงานของเหล่าสี่หวังจากราชวงศ์ชิง ภาพภูเขาฤดูใบไม้ร่วงและเมฆขาวนี้เป็นผลงานขึ้นชื่อของหวังสื่อหมิ่น]

           [ขอบคุณท่านมากค่ะ]