ดีใจจนเป็นลม
ดีใจจนเป็นลม
สิบนาทีต่อมาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นครั้งนี้ไม่ใช้เบอร์ของลู่อี้เฉินแต่เป็นเบอร์ส่วนตัวของประธานลู่
“สวัสดีค่ะคุณลุง” ซูหว่านหนิงกดรับสาย
“หนูอยู่ที่ไหน แล้วภาพวาดตอนนี้อยู่กับหนูไหม” ประธานลู่รีบถาม
“ฉันอยู่ที่บ้านของเพื่อนชื่อหรันฮวาค่ะ เธอเป็นเจ้าของภาพวาด” ซูหว่านหนิงตอบ
“ลุงขอคุยกับเจ้าของภาพวาดได้ไหม”
“ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงส่งโทรศัพท์ให้กับหรันฮวา พร้อมกับกระซิบบอกว่าอีกฝ่ายคือประธานลู่ เจ้าของลู่ซื่อกรุ๊ป
หรันฮวารับโทรศัพท์มาก่อนจะทักทายคนที่อยู่ปลายสาย
“สวัสดีค่ะประธานลู่”
“สวัสดีหนูหรันฮวา ผมได้เห็นภาพของคุณแล้ว ผมสนใจที่จะซื้อภาพต่อจากคุณ แต่ผมต้องขอนำภาพไปให้อาจารย์ทางด้านภาพวาดช่วยประเมินราคาให้ก่อน ไม่ทราบว่าหนูหรันฮวายินดีที่จะขายภาพนี้ไหม”
หรันฮวาหันไปมองหน้าเพื่อนสาว ซูหว่านหนิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการถามเรื่องอะไร
“เธออยากขายไหม ถ้าขายราคาอย่างต่ำก็น่าจะได้ประมาณ 20 ล้านหยวน” ซูหว่านหนิงพูดจบหรันฮวาก็อ้าปากและทำตาโต
“ขายค่ะ ฉันยินดีขาย ประธานลู่มาเอาภาพวาดไปประเมินก่อนได้เลยค่ะ” หรันฮวารีบตกลงทันที
หลังจากวางสายจากประธานลู่ หรันฮวาก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ภาพที่เธอซื้อมาในราคา 15 หยวน กำลังจะกลายเป็นภาพที่มีราคาถึง 20 ล้านหยวน หากภาพนี้เป็นภาพของจริงและขายได้จริงเธอก็จะมีเงินจ่ายค่าหนี้ให้กับซูหว่านหนิงและจะส่งเงินให้พ่อกับแม่ เดือดร้อนเพื่อนทั้งสามที่ต้องเข้ามาปลอบใจหรันฮวา
ครึ่งชั่วโมงต่อมาลู่อี้เฉินก็มาพร้อมกับคุณเหลียงซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาพวาด และเป็นคนที่เคยตรวจสอบภาพวาดให้เธอที่ร้านเถ้าแก่เว่ย
เมื่อคุณเหลียงเจอซูหว่านหนิงอีกครั้ง ท่านจำอีกฝ่ายได้ทันที ไม่ต้องรอตรวจสอบท่านก็รู้ได้ว่าภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าเป็นภาพของจริง แต่เพื่อความแม่นยำท่านหยิบแว่นขยายขึ้นมาก่อนจะส่องไปตามผิวเนื้อกระดาษและสีน้ำหมึกที่ใช้วาดภาพ
คุณเหลียงตรวจสอบเสร็จก็หันไปบอกกับลู่อี้เฉิน “ภาพนี้เป็นภาพสมัยราชวงศ์ชิงวาดโดยกลุ่มสี่หวัง ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 25 ล้านหยวน”
หรันฮวาเมื่อได้ยินราคาของภาพ 15 หยวน เหงื่อบนใบหน้าผุดขึ้นมา มือเท้าเย็นเฉียบก่อนที่สติของเธอจะดับวูบ เพื่อนสาวทั้งสามตกใจรีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล
เมื่อหรันฮวาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยูในห้องนอน ด้านข้างมีเพื่อนทั้งสามนั่งมองด้วยความเป็นห่วง
“เธอฟื้นแล้วหรือ” ซูหว่านหนิงรีบประคองเพื่อนให้นั่ง
“ทำไมฉันมาอยู่ในห้องนอนได้” หรันฮวาถามเพราะภาพตัดไปตั้งแต่ที่เธอได้ทราบราคาของภาพ
“พวกเราช่วยกันพาเธอเข้ามา” เมิ่งจิ่งถิงตอบ
“ดมยาดมสักหน่อย เป็นยังไงรู้สึกดีบ้างไหม” สวีว่านชิงยื่นยาดมไปจ่อตรงจมูก
“ขอบใจทุกคนมากนะ” หรันฮวาเอ่ยขอบคุณ
“เธอหายดีแล้วใช่ไหม พี่อี้เฉินกำลังรอเธออยู่ที่ห้องรับแขก” ซูหว่านหนิงถามเพื่อนสาว
“อืม ฉันโอเคแล้วล่ะ” หรันฮวาตอบ ก่อนจะลุกจากเตียงนอนแล้วเดินออกไป
ลู่อี้เฉินให้ราคาซื้อขายภาพนี้ที่ 30 ล้านหยวน เหตุผลที่เขาให้ราคาสูงก็เพราะว่า คุณเหลียงบอกว่านี่เป็นราคาประเมินขั้นต่ำและถ้าหากนำไปขายต่อภาพนี้จะได้ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านหยวน
หรันฮวายื่นโทรศัพท์ให้กับซูหว่านหนิง “มือฉันสั่นไปหมดแล้ว เธอช่วยฉันหน่อย”
ซูหว่านหนิงรับโทรศัพท์มาก่อนจะให้หรันฮวากดเข้าไปที่แอปธนาคาร และกดหาคิวอาร์โค้ดรับเงิน ลู่อี้เฉินจัดการโอนเงินจำนวน 30 ล้านหยวนเข้าบัญชีของอีกฝ่าย
หรันฮวามองดูตัวเลขในบัญชีธนาคาร จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาและต่อมาก็เป็นเสียงร้องไห้ ซูหว่านหนิงต้องคอยปลอบและเช็ดน้ำตาให้เพื่อนสาว
“อาฮวาเธอไหวไหม ต้องการให้ฉันนอนเป็นเพื่อนไหม” สวีว่านชิงถามอีกฝ่าย
“ขอบคุณพี่มากนะ แต่ฉันคิดว่าน่าจะไหว” หรันฮวาตอบก่อนจะหันไปทางซูหว่านหนิง
“หว่านหนิงฉันจะโอนเงินค่าบ้านให้เธอทั้งหมด เธอส่งคิวอาร์รับเงินมาหน่อย”
“เธอไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” ซูหว่านหนิงบอกเพื่อน
“ไม่ได้ ติดเงินก็ต้องใช้คืน เอามาเร็วเข้า” หรันฮวาเร่งอีกฝ่าย
ซูหว่านหนิงจำต้องยื่นคิวอาร์รับเงินให้อีกฝ่าย หรันฮวากดจ่ายเงินจำนวน 4 ล้านหยวนออกไป ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็เป็นของเธอโดยไม่ต้องติดหนี้ใครอีกแล้ว
“เธอรวยแล้วยังจะทำงานต่อไหม” สวีว่านชิงถาม
“ทำสิ เรื่องอะไรจะไม่ทำ เงินจำนวนนี้ฉันจะส่งให้ที่บ้าน 10 ล้านหยวน ฉันจะบอกพวกเขาว่าฉันขายได้ราคาแค่ 10 ล้านหยวน ป้องกันไม่ให้ใครมายืมเงินฉันในอนาคต” หรันฮวาวางแผนเอาไว้หมดแล้ว
ในที่สุดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของหรันฮวาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มีลู่อี้เฉินเพิ่มเข้ามาด้วย ชายหนุ่มโทรสั่งอาหารมาเพิ่มอีกสองสามรายการและสั่งไวน์มาดื่มฉลองให้กับหรันฮวา
เช้าวันรุ่งขึ้นหรันฮวาไปทำงานตามปกติเมื่อไปถึงที่ทำงานซูหว่านหนิงเอาสัญญาที่เคยทำมาให้ตรวจสอบและฉีกสัญญาทิ้งต่อหน้าเพื่อนสาว
“ฉันไม่รู้จะพูดขอบใจเธอยังไงดี เอาเป็นว่าฉันจะตั้งใจทำงานให้เธออย่างดีที่สุดก็แล้วกัน” หรันฮวาซาบซึ้งน้ำใจที่เพื่อนมอบให้
“เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย ทุกวันนี้เธอก็ทำงานได้ดีไร้ที่ติแล้ว เอาเป็นว่าเธอแค่รักษามาตรฐานของตัวเองให้คงที่ก็พอแล้วล่ะ” ซูหว่านหนิงบอกกับเพื่อน ก่อนจะถามเรื่องเงินส่วนที่เหลือ
“เมื่อคืนหลังจากที่เธอกลับไป ฉันมานั่งคิดทบทวนแล้ว ที่บ้านของฉันตอนนี้มีพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่รวมกับพ่อและแม่ ตอนที่ฉันเรียนจบและได้งานทำใหม่ ๆ ฉันต้องส่งให้ที่บ้านเดือนละ 2,000 หยวน และตั้งแต่ที่ฉันได้ย้ายมาทำงานกับเธอฉันไม่เคยบอกทางบ้านเลยว่าฉันได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ฉันยังคงส่งเงินให้ 2,000 หยวนทุกเดือน” หรันฮวายกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบก่อนจะวางแก้วและเล่าต่อ
“สองเดือนก่อนแม่โทรมาบอกว่าเงินไม่ค่อยพอใช้ ฉันรู้สึกเอะใจเพราะพ่อกับแม่ท่านทั้งสองทำงานทั้งคู่”
“พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอทำงานไหม และพวกเขามีลูกด้วยกันไหม” ซูหว่านหนิงถาม
“พี่ชายของฉันทำงานเป็นรองผู้จัดการบริษัทนำเข้าสินค้า ส่วนพี่สะใภ้ทำงานเป็นพนักงานบริษัททั้งสองมีลูกหนึ่งคน” หรันฮวาตอบ
“แม่ของเธอได้บอกไหมว่าทำไมถึงเงินไม่พอใช้” ซูหว่านหนิงถามกลับไป
“ฉันถามแม่ก็เงียบไม่ตอบอะไร ฉันคิดว่าแม่กำลังมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่”
“เธอลางานได้เลยใช้สิทธิ์ลาพักร้อนหรือจะลากิจก็แล้วแต่” ซูหว่านหนิงอนุมัติการลาทันที
“ขอบใจเธอมากนะ” หรันฮวามองเพื่อนด้วยความซาบซึ้งใจ
“กลับไปถึงบ้านถ้ามีปัญหาก็โทรมาปรึกษาฉันได้ ฉันยินดีและเต็มใจช่วย” ซูหว่านหนิงตบเบา ๆ ที่หลังมือของหรันฮวา
หรันฮวาลางานเป็นเวลา 5 วัน เธอจะเดินทางในเย็นวันศุกร์รวมวันลาและวันหยุดแล้วหรันฮวามีเวลาอยู่ที่บ้านทั้งหมด 9 วัน หลังจากยื่นใบลาและได้รับการอนุมัติ หญิงสาวจัดการจองตั๋วรถไฟทันที
เย็นวันศุกร์สวีว่านชิงขับรถไปส่งหรันฮวาที่สถานีรถไฟก่อนจะกำชับให้หรันฮวาดูแลตัวเองให้ดี หากที่บ้านมีปัญหาให้รีบโทรศัพท์มาบอกเจ้าตัวจะได้เดินทางไปช่วยเหลือได้ทัน
“พี่ชิงชิง ขอบใจพี่มากนะ แต่พี่ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดที่บ้านฉันเกิดเรื่องฉันก็คงไม่อยู่ต่อหรอกค่ะ” หรันฮวาพูดจบก็โบกมือลาสวีว่านชิงเดินเข้าไปในสถานี
บ้านของหรันฮวาอยู่ที่เมืองซือเจียจวง เมืองหลวงของมณฑลเหอเป่ย การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
นอนหลับไปหนึ่งตื่นในที่สุดรถไฟก็จอดเทียบชานชาลา หรันฮวาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านของเธอ วันนี้ที่เธอเดินทางกลับบ้านหรันฮวาไม่ได้บอกคนในครอบครัวล่วงหน้า เธอต้องการจะมาดูให้เห็นกับตาว่าครอบครัวของเธออยู่กันยังไง
บ้านตระกูลหรันตั้งอยู่ในย่านชุมชนเป็นอพาร์ทเม้นท์ขนาด 3 ห้องนอน สภาพตึกค่อนไปทางเก่าเพราะอยู่กันมาหลายสิบปีแล้ว หรันฮวาลากกระเป๋าเดินขึ้นบันไดทีละขั้นจนไปหยุดอยู่หน้าบ้านของเธอที่อยู่บนชั้น 4
หรันฮวากดกริ่งหน้าบ้านไม่นานก็ได้ยินเสียงดังมาจากภายในและเป็นแม่ของเธอที่มาเปิดประตู
“เสี่ยวฮวาลูกมาได้ยังไง” คุณแม่หรันมองลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน ครั้งสุดท้ายที่ได้พบหน้าก็คือตอนที่หรันฮวากลับมาเยี่ยมหลานชายครบเดือน ซึ่งก็ผ่านไปปีกว่าแล้ว
หรันฮวามองดูแม่ที่ผ่ายผอมลงจากเดิมใบหน้าซูบตอบผมที่เคยดกดำตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นขาวโพลน
“ฉันนั่งรถไฟมาค่ะ ที่ไม่ได้บอกใครเพราะว่าอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่าที่บ้านมีปัญหาอะไร” หรันฮวาพูดจบก็เดินลากกระเป๋าเข้าไปในบ้าน
“พ่อกับพี่ใหญ่ไปไหนคะ” หรันฮวาไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้าน
“พ่อของลูกไปทำงานพิเศษ ส่วนพี่ใหญ่ของลูกอยู่ในห้อง” คุณแม่หรันตอบ
หรันฮวาหรี่ตาพ่อของเธอเป็นคุณครูปีนี้อายุ 50 ปี เงินเดือนที่ได้รับจากอาชีพครูเพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้แล้วทำไมต้องไปทำงานพิเศษหาเงินเพิ่ม
“แม่มีอะไรปิดบังฉันหรือเปล่า ทำไมพ่อต้องไปทำงานพิเศษด้วย” หรันฮวาถาม
คุณแม่หรันนั่งก้มหน้าไม่กล้าบอกความจริงกับลูกสาว หรันฮวารับรู้ได้ทันทีว่าครอบครัวของเธอเกิดเรื่องใหญ่และเธอต้องรู้ให้ได้ว่ามันคือเรื่องอะไร ยังไม่ทันได้ถามความจริงกับแม่เสียงประตูห้องของพี่ชายก็เปิดออก