LNCrawler

เทพเสวี๋ยไป๋ยื่นมือช่วยเหลือ

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

เทพเสวี๋ยไป๋ยื่นมือช่วยเหลือ

            หรันฮวามองไปที่ประตูห้องนอนพี่ชาย เดิมเธอคิดว่าพี่ชายจะต้องเดินออกจากห้องแต่ความคิดของเธอหยุดลงเมื่อเห็นพี่ชายนั่งอยู่บนรถเข็น

           หรันซานได้ยินเสียงน้องสาวจากเดิมคิดจะเก็บตัวอยู่ในห้องแต่เขาทนความคิดถึงไม่ไหว จึงใช้ไม้เท้าพยุงตัวนั่งลงบนรถเข็นและเลื่อนรถออกจากห้อง

           หรันฮวาลุกขึ้นมองพี่ชายที่นั่งอยู่บนรถเข็น มือของเธอสั่นระริกก่อนที่น้ำตาของเธอจะไหลลงมา หญิงสาวพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดพี่ชาย หรันซานโอบกอดน้องสาวสองพี่น้องกอดคอร้องไห้ออกมา

           “พี่ใหญ่ทำไมพี่เป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกับพี่” หรันฮวาเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้าถามพี่ชาย

           หรันซานยื่นมือไปลูบผมน้องสาวก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง

           “เมื่อสี่เดือนก่อนพี่เกิดอุบัติเหตุหมอบอกว่าขาข้างขวาอาจจะเดินไม่ได้ คนที่ขับรถชนพี่เขาก็ไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่ารักษา ตอนนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการฟ้องร้อง” หรันซานเล่าให้น้องฟัง

           “พี่ใหญ่เกิดเรื่องแล้วทำไมไม่มีใครโทรบอกฉันสักคน” หรันฮวาหันไปทางแม่ที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนเก้าอี้

           “แม่จะโทรไปบอกลูกแล้วแต่พ่อของลูกห้ามเอาไว้ พ่อไม่อยากให้ลูกเป็นกังวลจนต้องเสียงานเสียการ ตอนนี้พี่ใหญ่ของลูกก็กลับไปทำงานไม่ได้แล้วค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งก็สูงลิ่ว พ่อจึงต้องไปทำงานพิเศษ” คุณแม่หรันบอกลูกสาว

           “แล้วพี่สะใภ้ล่ะคะหายไปไหน เสี่ยวเปาด้วยทำไมฉันไม่เห็นหลาน” หรันฮวาถามถึงพี่สะใภ้และหลานชายที่ตอนนี้อายุเพียง 2 ขวบ

           “เราสองคนหย่ากันแล้ว ส่วนเสี่ยวเปาเพิ่งหลับไปก่อนที่น้องเล็กจะมา” หรันซานบอกน้อง

           “หย่า พี่ใหญ่หย่าเมื่อไหร่ อย่าบอกนะว่าหย่าหลังจากที่พี่เกิดอุบัติเหตุ” 

           หรันซานพยักหน้าภรรยาของเขาเพิ่งขอหย่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าที่น้องสาวจะกลับมา ฝ่ายนั้นบอกว่าไม่อยากทนอยู่กับคนพิการจึงได้ขอหย่า ส่วนสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรชายฝ่ายภรรยายกให้ทางตระกูลหรันเป็นคนเลี้ยงดู หรันซานเองก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงในชีวิตของใครเขาจึงได้ตกลงเซ็นใบหย่า

 

           หรันฮวาสวมกอดพี่ชายอีกครั้งเธอและหรันซานอายุห่างกันเพียงสองปีเท่านั้น หรันฮวารักและเทิดทูนพี่ชายคนนี้มาก หรันซานยอมหยุดเรียนเพื่อให้น้องสาวได้เรียนมหาวิทยาลัยส่วนตัวเขาเลือกที่จะทำงานและเรียนภาคค่ำ หาเงินส่งตัวเองจนเรียนจบ ไต่เต้าจากตำแหน่งพนักงานจนได้เป็นผู้จัดการ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกทำให้คนดี ๆ คนหนึ่งต้องกลายเป็นคนพิการ

           เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นแชทกลุ่มที่เพื่อน ๆ ส่งข้อความเข้ามา

           [อาฮวาถึงบ้านหรือยัง] สวีว่านชิงพิมพ์ถาม

           หรันฮวาเปิดอ่านก่อนจะพิมพ์ข้อความกลับไป

           [ถึงแล้วตอนนี้กำลังคุยกับพี่ชาย]

           [มีอะไรก็โทรมานะ พวกเรายินดีช่วยเหลือ] ซูหว่านหนิงพิมพ์ส่งให้เพื่อนสาว

           [พี่ชายของฉันเกิดอุบัติเหตุรถชน ตอนนี้ต้องนั่งรถเข็น หมอบอกว่าอาจจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต] หรันฮวาส่งข้อความกลับไป

           [พาพี่ชายเธอมาหาหมอที่ปักกิ่งไหม ฉันจะช่วยติดต่อหมอเก่ง ๆ ให้เอง] เมิ่งจิ่งถิงพิมพ์กลับมา

           ซูหว่านหนิงอ่านข้อความที่เพื่อนสาวส่งมาในที่สุดเธอก็ตัดสินใจโทรกลับไปเพื่อสอบถามข่าวคราว

           “เรื่องเกิดเมื่อสี่เดือนที่แล้ว พวกเขาไม่อยากให้ฉันเดือดร้อนจึงเลือกที่จะปิดบัง ตอนนี้พี่ชายของฉันต้องนั่งรถเข็น พ่อออกไปทำงานพิเศษ ส่วนพี่สะใภ้ก็ขอหย่ากับพี่ใหญ่หลังจากเกิดเรื่อง”

           ซูหว่านหนิงนิ่งเงียบก่อนจะหันไปทางเทพเสวี๋ยไป๋ที่นั่งกินผลไม้พร้อมกับดูซีรี่ย์เรื่องโปรด

           “ท่านช่วยเขาได้ไหมคะ”

           “เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไร” เทพเสวี๋ยไป๋ถามกลับ

           “อยากให้เขากลับมาเดินได้เหมือนเดิม จากที่ฟังมาพี่ชายของอาฮวาเป็นคนดีคนหนึ่ง เขายอมหยุดเรียนเพื่อให้น้องสาวได้เรียนต่อ และเลือกเรียนภาคค่ำเพื่อส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี ถ้าเขาพิการเดินไม่ได้ต่อไปใครจะดูแลลูกชาย เลี้ยงเด็กสักคนไม่ง่ายเลยกว่าจะเลี้ยงให้โตได้ต้องเสียเงินจำนวนมาก” 

           เทพเสวี๋ยไป๋ถอนหายใจก่อนจะให้ซูหว่านหนิงไปหยิบแก้วน้ำมาหนึ่งใบ

           “เจ้าเทน้ำใส่แก้วให้เต็มแก้ว”

 

           ซูหว่านหนิงรินน้ำใส่แก้วจนเต็ม เทพเสวี๋ยไป๋ใช้อุ้งเท้าจุ่มลงไปในแก้วก่อนจะวนไปมา ซูหว่านหนิงมองเห็นแสงสีเงินที่โอบล้อมแก้วน้ำใบนั้น

           “เอาน้ำในนี้เทใส่ขวดแล้วส่งไปให้เพื่อนของเจ้า ให้ชายคนนั้นดื่มน้ำในขวดนี้ให้หมด กระดูกที่แตกหักของเขาจะสมานกลับมาเหมือนเดิม”

           “ขอบคุณท่านมากนะคะ ที่ช่วยเหลือพี่ชายของอาฮวา” ซูหว่านหนิงคำนับให้เทพเสวี๋ยไป๋

           “การช่วยเหลือคนทำให้ข้าได้สะสมผลบุญ แต่ข้าไม่ได้ทำพร่ำเพรื่อนะ ข้าตรวจสอบดวงชะตาของพ่อหนุ่มนั่นแล้ว เขาเป็นคนดีซึ่งคนดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครอง ซึ่งข้าก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน”

           ซูหว่านหนิงเทน้ำใส่ขวดก่อนจะรีบโทรหาลู่อี้เฉินเพื่อชวนอีกฝ่ายไปบ้านของหรันฮวา

           “พรุ่งนี้คุณว่างไหมคะ” ซูหว่านหนิงถามเมื่ออีกฝ่ายกดรับสาย

           “ว่างครับ” ลู่อี้เฉินตอบ ถึงไม่ว่างเขาก็จะเคลียร์ตัวเองให้ว่างทันที

           “ฉันจะชวนคุณไปบ้านของอาฮวาที่เหอเป่ยค่ะ คุณสะดวกไปไหม อาจจะต้องไปนอนค้างหนึ่งคืน” 

           “สะดวกครับ เราจะไปกันสองคนหรือว่ามีคนไปด้วย” ลู่อี้เฉินถามกลับ

           “ฉันขอถามพี่ชิงชิงกับอาถิงก่อนว่าพวกเขาจะไปด้วยไหม ถ้าพวกเขาไปด้วยคุณติดขัดอะไรตรงไหนไหมคะ” 

           “ไม่เลยครับ ผมยินดีและเต็มใจ” ลู่อี้เฉินตอบ

           ซูหว่านหนิงวางสายก่อนจะโทรหาสวีว่านชิง เมื่ออีกฝ่ายรับสายและรู้ว่าซูหว่านหนิงจะเดินทางไปบ้านหรันฮวาจึงตอบตกลงทันที เช่นเดียวกับเมิ่งจิ่งถิงที่อยากจะไปเยี่ยมพี่ชายของหรันฮวาด้วยเช่นกัน

           ซูหว่านหนิงจึงโทรศัพท์กลับไปหาลู่อี้เฉินอีกครั้ง “คุณนัดเวลาได้มาเลยครับ พรุ่งนี้ผมจะไปรับคุณและรับเพื่อนของคุณ ส่วนเรื่องที่พักเดี๋ยวผมติดต่อโรงแรมให้เองครับ” 

           “ขอบคุณมากนะคะ” 

           “ผมยินดีครับ” ลู่อี้เฉินตอบ

           

           วันรุ่งขึ้นลู่อี้เฉินขับรถไปรับซูหว่านหนิงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนจะวนไปรับเมิ่งจิ่งถิงและสวีว่านชิงที่ไปรออยู่ที่บ้านของเมิ่งจิ่งถิง

           การเดินทางด้วยรถยนต์จากปักกิ่งไปเหอเป่ยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ลู่อี้เฉินเลือกที่จะใช้เส้นทางด่วนเพราะเลี่ยงปัญหารถติด

           “เรามากะทันหันไม่ได้เตรียมของฝากให้ครอบครัวหรันเลย” เมิ่งจิ่งถิงที่นั่งด้านหลังกับสวีว่านชิงพูดขึ้น

           “ค่อยแวะซื้อดีไหม ฉันส่งข้อความไปบอกอาฮวาแล้วว่าพวกเราจะไปเยี่ยม แต่อาฮวายังไม่เปิดอ่านคงยังนอนอยู่” ซูหว่านหนิงเองก็ตั้งใจที่จะแวะซื้อผลไม้หรือไม่ก็พวกของบำรุงไปฝากพ่อกับแม่และพี่ชายของหรันฮวา

           “อาฮวาบอกว่ามีหลานชายด้วยใช่ไหม เราอย่าลืมซื้อของฝากหลานตัวน้อยด้วยนะ” สวีว่านชิงพูดขึ้น

 

           หลังจากที่หรันฮวาตื่นนอนและได้เปิดอ่านข้อความในโทรศัพท์ เธอรีบเดินออกจากห้องเพื่อไปบอกพ่อและแม่เรื่องที่เพื่อน ๆ จะมาเยี่ยมพี่ชาย

           ที่หรันฮวาเพิ่งตื่นนอนก็เพราะเมื่อคืนเธอรอให้พ่อเลิกงานพิเศษซึ่งกว่าที่พ่อจะกลับบ้านก็เกือบเที่ยงคืน หรันฮวายังนั่งพูดคุยกับพ่อก่อนจะแยกย้ายเข้านอนก็เกือบตีสอง

           “เพื่อนของลูกจะมาหรือ แล้วแม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง” คุณแม่หรันถาม

           “แม่ทำอาหารสักสี่ห้าอย่างได้ไหมคะ ถ้าแม่ไม่สะดวกจะสั่งร้านอาหารก็ได้ค่ะ” หรันฮวาพูดจบก็หยิบเงินยื่นให้แม่เป็นค่าอาหาร

           คุณแม่หรันปฏิเสธที่จะรับเงินจากลูกสาว หรันฮวายัดเงินใส่มือแม่

           “แม่รับไปเถอะ ฉันยังมีเรื่องที่ต้องบอกพ่อกับแม่ รอให้เพื่อนของฉันกลับไปก่อนแล้วฉันจะเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟัง”

           คุณแม่หรันรับเงินจากลูกสาวก่อนจะเดินไปตลาดเพื่อหาซื้อของมาทำกับข้าวต้อนรับเพื่อน ๆ ที่จะมาเที่ยวบ้าน

           เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้นเมื่อหรันฮวาหันกลับไปก็พบหลานชายโผล่หน้าออกมา

           “อาเล็ก” หรันเป่า หรือ เสี่ยวเป่า ส่งเสียงเรียก

           “เสี่ยวเป่าเด็กดี หลานจำอาได้ด้วยหรือ” หรันฮวาเอ่ยถามก่อนนั่งย่อตัวลงและกวักมือเรียกหลานชาย

           เสี่ยวเป่าพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปในห้อง “ดูรูปถ่ายอาเล็ก” 

           หรันซานนั่งรถเข็นออกมาก่อนจะอุ้มลูกชายขึ้นมานั่งตัก  

           “พี่ใหญ่ให้เสี่ยวเป่าดูรูปของน้องเล็ก เขาจำได้ว่านี่คืออาเล็กของเขา”

           วันนี้ใบหน้าของหรันซานดูดีขึ้นกว่าเมื่อวาน เหตุผลหลักคือน้องสาวสุดที่รักกลับมาบ้านนั่นเอง

           “พี่ใหญ่เพื่อนของฉันจะมาเยี่ยมพี่ พี่พร้อมจะเจอหน้าพวกเขาไหมคะ” หรันฮวาถามความเห็นจากพี่ชาย

           หรันซานนิ่งเงียบก่อนจะพยักหน้า “พร้อมเจอสิ พวกเขาจะมาถึงกันเมื่อไหร่”

           “น่าจะอีกสักสองชั่วโมงค่ะ” หรันฮวาตอบ 

           “พี่จะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ น้องเล็กช่วยดูหลานให้พี่ก่อนนะ” 

           หรันฮวาอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นมา เด็กน้อยมองหน้าอาก่อนจะซบลงบนไหล่ หรันฮวาใจละลายกับความน่ารักของหลานชาย