LNCrawler

เที่ยวเหอเป่ย

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

เที่ยวเหอเป่ย

กลุ่มของซูหว่านหนิงได้จอดแวะซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง ซูหว่านหนิงกับลู่อี้เฉินเลือกซื้อของกินบำรุงร่างกาย สวีว่านชิงเลือกซื้อชุดและของเล่นสำหรับเด็ก เมิ่งจิ่งถิงเลือกซื้อผลไม้ เมื่อซื้อของเสร็จซูหว่านหนิงโทรศัพท์ไปหาหรันฮวาเพื่อสอบถามตำแหน่งที่ตั้งของบ้าน

           หรันฮวาส่งโลเคชั่นให้เพื่อนสาวก่อนจะอุ้มหลานชายเดินลงไปรอรับกลุ่มเพื่อนด้านล่าง ไม่นานก็เห็นรถยนต์ของลู่อี้เฉินขับเข้ามา

           ซูหว่านหนิงก้าวลงจากรถก่อนจะเดินไปหาเพื่อนสาว เสี่ยวเป่าที่อยู่ในอ้อมแขนของอาเล็ก เมื่อเห็นซูหว่านหนิงก็ส่งยิ้มให้

           “เด็กคนนี้น่ารักจังเลย” ซูหว่านหนิงบีบแก้มนุ่มเบา ๆ      

           “อาฮวานี่หลานของเธอหรือ ทำไมน่ารักแบบนี้” เมิ่งจิ่งถิงพุ่งตัวมาจับแก้มของเสี่ยวเป่า

           สวีว่านชิงลงจากรถพร้อมกับถุงของฝากเต็มสองมือ เช่นเดียวกับลู่อี้เฉินที่ถือของฝากเดินเข้ามา

           “ฉันช่วยค่ะ” ซูหว่านหนิงยื่นมือออกไป แต่ลู่อี้เฉินเบี่ยงตัวหลบ

           “ผมถือได้ครับ”

           เมิ่งจิ่งถิงช่วยสวีว่านชิงหิ้วถุงของฝากขึ้นไปยังบ้านของหรันฮวาที่อยู่ชั้น 4 เมื่อเปิดประตูบ้านกลิ่นหอมของอาหารฝีมือของคุณแม่หรันก็โชยเข้าจมูก

           “หอมจังเลย ท้องฉันกำลังร้องประท้วง” สวีว่านชิงวางของลงก่อนจะหันไปทางห้องครัว

 

           คุณแม่หรันเดินออกจากห้องครัวเพื่อมาต้อนรับเพื่อนของลูกสาว หรันซานเองก็เข็นรถเข็นออกจากห้องเช่นเดียวกัน ส่วนคุณพ่อหรันท่านออกไปซื้อของหวาน

           “เดินทางกันมาเหนื่อยไหม นั่งพักกันก่อน ป้าทำอาหารใกล้เสร็จแล้ว”

           “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” สวีว่านชิงตอบ

           หรันซานเข็นรถเข็นออกมาทักทายเพื่อนน้องสาว ซูหว่านหนิงใช้เนตรทองคำมองดูขาของอีกฝ่าย เธอมองเห็นกระดูกหัวเข่าที่แตกเป็นรอยร้าวไปทั่วบริเวณกระดูก แต่ไม่ถึงกับแตกละเอียด

           ซูหว่านหนิงล้วงหยิบขวดน้ำจากในกระเป๋าและยื่นให้กับอีกฝ่าย หรันซานจ้องมองขวดน้ำในมือของเพื่อนน้องสาว

           “น้ำขวดนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อก่อนฉันโดนรถชนอาการหนักกว่าคุณ แต่ก็รอดมาได้เพราะน้ำศักดิ์สิทธิ์ขวดนี้”

 

           หรันฮวาจำได้ดีว่าตอนนั้นซูหว่านหนิงบาดเจ็บหนักกว่าพี่ชาย เธอรีบยืนยันเรื่องที่เพื่อนพูดว่าทั้งหมดคือความจริง

           “วันนั้นฉันเอาเอกสารไปให้หว่านหนิง สภาพของเธอแย่กว่าพี่เสียอีก”

           หรันซานตัดสินใจยื่นมือไปรับขวดน้ำมาก่อนจะเปิดและดื่มลงไปจนหมดขวด

           “มันอาจจะไม่หายทันที แต่เชื่อฉันไม่เกินหนึ่งเดือนคุณจะต้องกลับมาเดินได้อีกครั้ง” ซูหว่านหนิงรับขวดกลับคืนมา

           เธอมองเห็นแสงสีเงินที่โอบล้อมขาของหรันซาน แสงสีเงินแทรกซึมเข้าไปในกระดูก กระดูกขาที่หักและแตกค่อย ๆ สมานกันทีละนิด น่าจะใช้เวลาประมาณไม่เกินสามสัปดาห์หรันซานจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม

           หลังจากที่พ่อหรันกลับมาทั้งหมดก็นั่งล้อมวงกินข้าว ซูหว่านหนิงชื่นชอบฝีมือทำอาหารของแม่หรัน จนเธออยากได้ตัวไปเป็นแม่ครัวที่โรงงาน

           “พี่ใหญ่ถ้าพี่หายดีจะกลับไปทำงานได้อีกไหม” หรันฮวาหันไปถามพี่ชาย เธอมั่นใจว่าพี่ชายจะต้องหายดีและกลับมาเดินได้อีกครั้ง

           “คงต้องหางานใหม่ เพราะที่เก่าเขารับคนใหม่เข้ามาทำแทน” หรันซานตอบ

 

           หรันฮวาอยากจะชวนพี่ชายไปทำงานด้วยกัน แต่ตอนนี้ที่บริษัทคนเต็มทุกตำแหน่งไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว ลู่อี้เฉินทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้นว่า

           “ก่อนหน้านี้คุณทำงานด้านไหนครับ”

           หรันซานมองลู่อี้เฉินก่อนจะตอบว่า “ผมทำงานเป็นรองผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศครับ”

           ลู่อี้เฉินพยักหน้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดหาเลขาเซียว

           “อาหย่งช่วยตรวจสอบให้หน่อยโครงการพักอาศัยจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ และเรายังขาดพนักงานตำแหน่งไหนบ้าง ผมต้องการคำตอบที่เร็วที่สุด อ่อ เอาในเขตเหอเป่ยนะ”

           สิบนาทีต่อมาเซียวหย่งโทรเข้ามารายงาน “ตอนนี้ที่เหอเป่ยขาดตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการขายครับ คนเก่าเพิ่งเขียนใบลาออกมีผลสิ้นเดือนนี้ครับ” 

           ลู่อี้เฉินให้เซียวหย่งส่งเอกสารมาให้ทางอีเมลก่อนจะวางสายและหันไปพูดกับหรันซาน

           “รอคุณหายดีเมื่อไหร่ คุณให้อาฮวาโทรหาผม และผมจะจัดการเรื่องงานให้คุณเอง”

           หรันซานไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะได้งานทำทั้ง ๆ ที่ยังเดินไม่ได้ หรันฮวาเองก็ดีใจมากเช่นกัน ต้องบอกก่อนว่าลู่ซื่อกรุ๊ปไม่ใช่ใครก็เข้าทำงานได้ แต่ละตำแหน่งต้องผ่านกระบวนการคัดสรรหลายขั้นตอน แต่พี่ชายของเธอกลับได้งานมาทำอย่างง่ายดาย

           “ขอบคุณรองประธานลู่มากค่ะ ที่ช่วยเหลือครอบครัวฉัน” หรันฮวาเอ่ยขอบคุณ

           ลู่อี้เฉินทำเพียงยิ้มรับก่อนจะหันไปมองคนรัก ซูหว่านหนิงส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม

           “พวกเธอพักที่ไหนกันหรือว่าจะกลับกันเลย” หรันฮวาถามเพื่อน

 

           ทุกคนหันไปมองลู่อี้เฉินเป็นตาเดียว ชายหนุ่มจึงตอบว่า “ผมจองโรงแรมไว้แล้ว พวกเราจะกลับพรุ่งนี้ช่วงสาย ๆ ครับ”

           “อยากจะเที่ยวที่ไหนกันไหม ฉันจะเป็นไกด์พาเที่ยวเอง” หรันฮวาสบายใจขึ้นบ้างแล้ว

           “มีที่เที่ยวที่ไหนน่าไปบ้าง เธอแนะนำได้เลย” ซูหว่านหนิงถามเพื่อน

           “ไปเที่ยวเมืองเก่าไหม อยู่ที่เจิ้งติงไม่ไกลจากที่นี่มากนัก” หรันฮวาเสนอ

           “ไปก็ไปดีกว่ากลับไปนอนที่โรงแรม” ซูหว่านหนิงตอบ

           สี่สาวและหนึ่งหนุ่มออกเดินทางไปยังเมืองเก่าเจิ้งติง หรันฮวาเป็นไกด์นำทางเธอพาทุกคนไปยังวัดหลงซิง วัดเก่าแก่ที่เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่

           ซูหว่านหนิงจุดธูปก่อนจะนั่งลงอธิษฐาน เธอไหว้พระขอพรให้ตนเองและคนรอบข้างจงมีแต่ความสุขสมหวังตลอดไป เทพเสวี๋ยไป๋ที่นั่งมองภาพของซูหว่านหนิงกำลังไหว้พระขอพรถึงกับทนไม่ไหวส่งกระแสจิตออกไป

           “เจ้ามีเทพประจำบ้านอยู่แล้วเหตุใดต้องไปไหว้ขอพรสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นด้วย”

           ซูหว่านหนิงปักธูปลงบนกระถางก่อนจะตอบกลับไปว่า

           “ฉันก็แค่ทำตามคนทั่วไปที่เขามาไหว้พระขอพร ส่วนท่านเป็นเทพที่ฉันเคารพและศรัทธามากที่สุด” 

           “อย่าลืมซื้อของมาฝากข้าด้วย” เทพเสวี๋ยไป๋พูดจบประโยคก็เงียบหายไป

           ซูหว่านหนิงได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะกดค้นหาของฝากจากเหอเป่ย

           “อยากซื้อของฝากหรือครับ” ลู่อี้เฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยถาม

           “ซื้อไปฝากแมวที่บ้านค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ

           ลู่อี้เฉินทำสีหน้างุนงง ซูห่านหนิงเห็นแล้วอดหัวเราะไม่ได้

           “แมวของฉันไม่เหมือนแมวคนอื่นค่ะ ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องมีของฝากและส่วนมากจะต้องเป็นของกิน”

           หลังจากไหว้พระขอพรเสร็จแล้ว หรันฮวาพาไปต่อที่สะพานเจ้าโจว สะพานหินโค้งที่สมบูรณ์และเก่าแก่มากที่สุดในโลก สี่สาวแวะถ่ายรูปโดยมีช่างภาพชื่อว่าลู่อี้เฉิน

           ตอนเย็นลู่อี้เฉินขับรถไปส่งหรันฮวาที่บ้าน คุณแม่หรันรีบลงมาก่อนจะชวนทุกคนขึ้นไปกินมื้อเย็น

           “ขอไปอาบน้ำก่อนได้ไหมคะ เหนียวตัวมากเลย” ซูหว่านหนิงบอกกับคุณแม่หรัน

           “ที่พักอยู่ไกลไหม” คุณแม่หรันถาม

           ลู่อี้เฉินเปิดดูแผนที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของหรันฮวา ขับรถประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

           “ไม่ไกลครับ ขับรถไม่เกิน 10 นาที” ลู่อี้เฉินตอบ

           “ป้าจะรอกินข้าวเย็นพร้อมกันนะ” คุณแม่หรันบอกกับเพื่อนลูกสาว

           ลู่อี้เฉินขับรถตรงไปที่โรงแรมที่พักและเข้าเช็คอินโรงแรม ก่อนจะส่งกุญแจห้องพักให้กับสามสาว เมื่อเข้าห้องพักซูหว่านหนิงรีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะนั่งรอเพื่อนอีกสองคน เมื่อทุกคนพร้อมลงไปรอที่ด้านล่างกลับพบว่ามีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

 

           โจวจิ่งเสียนมาตรวจโรงแรมที่เหอเป่ย และโรงแรมที่ลู่อี้เฉินเข้าพักก็คือโรงแรมของตระกูลเมิ่ง

           “พี่ใหญ่ พี่มาได้ยังไง” เมิ่งจิ่งถิงรีบเข้ามาถามพี่ชาย

           “ขับรถมายังไงล่ะ” โจวจิ่งเสียนตอบน้องสาวแต่สายตากลับตกที่หญิงสาวอีกคน

           สวีว่านชิงรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา เธอรีบหันหน้าหนีไม่อยากสบตาชายหนุ่มที่เอาแต่จ้องหน้าเธอ

           “พี่ใหญ่ พี่ตอบดี ๆ ได้ไหม” เมิ่งจิ่งถิงตีแขนพี่ชาย

           “พี่มาตรวจโรงแรม พอดีกับที่อี้เฉินบอกว่าจะมาพักที่นี่ ก็เลยรอเจอพวกเธอก่อน” โจวจิ่งเสียนตอบ

           เมื่อมีคนมาเพิ่มหนึ่งคนซูหว่านหนิงโทรไปหาหรันฮวา ทางคุณแม่หรันรีบเข้าครัวทำกับข้าวเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง โจวจิ่งเสียนทำการบ้านมาดีชายหนุ่มเตรียมของเอาไปฝากคนบ้านหรันเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและผลไม้กระเช้าใหญ่

           ระหว่างทางไปบ้านหรันฮวาเมิ่งจิ่งถิงได้เล่าเรื่องของหรันซานให้พี่ชายฟัง โจวจิ่งเสียนเองก็อยากจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ในเมื่อลู่อี้เฉินรับเข้าทำงานแล้วเขาเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง

           กินข้าวเย็นเสร็จคุณแม่หรันชวนทุกคนมากินข้าวด้วยกันอีกหนึ่งมื้อ แต่ซูหว่านหนิงได้ปฏิเสธไปเพราะเธออยากไปลิ้มรสอาหารพื้นเมืองของเหอเป่ยตามร้านอาหารทั่วไป

           ก่อนกลับปักกิ่งซูหว่านหนิงไม่ลืมแวะซื้ออาหารไปฝากแมวเทพที่บ้าน เธอเลือกซื้อเบอร์เกอร์เนื้อลา หมูตุ๋นเกาลัดและเกาลัดคั่วเป็นของฝาก