คุณดูแย่ลงนะ
คุณดูแย่ลงนะ
เมื่อถึงวันจันทร์หรันฮวาเรียกรถแท็กซี่และช่วยประคองพี่ชายลงจากชั้น 4 เธอต้องการพาหรันซานไปหาหมอเพื่อปรึกษาเรื่องแนวทางการรักษา หรันฮวาเชื่อว่าอีกไม่นานพี่ชายจะต้องกลับมาเดินได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
หมอดูฟิล์มเอกซเรย์กระดูกส่วนที่แตกและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เดินไม่ได้
“จากที่ผมดูฟิล์มเอกซเรย์กระดูกของคุณดีขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานคุณจะกลับมาเดินได้ครับ” หมอวางฟิล์มเอกซเรย์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะชี้ให้ดูรอยแตกที่ตอนนี้แทบจะมองไม่เห็นรอยเดิม
หรันซานตกตะลึงก่อนหน้านี้ไม่ใช่หมอบอกว่าเขาจะเดินไม่ได้หรอกหรือ แล้วทำไมวันนี้กลับพูดต่างออกไป ส่วนหรันฮวาได้แต่ยิ้มดีใจที่พี่ชายจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง
กลับจากโรงพยาบาลหรันฮวารอจนพ่อเลิกงานในตอนเย็น และเธอได้สั่งห้ามไม่ให้พ่อไปทำงานพิเศษอีกแล้ว วันนี้เธอจะบอกเรื่องที่เธอขายภาพวาดให้ทุกคนในครอบครัวฟัง
“ภาพที่ฉันซื้อมาในราคา 15 หยวน แต่ฉันขายมันได้ในราคา 15 ล้านหยวน” หรันฮวาไม่ได้บอกจำนวนเงินที่แท้จริงออกไป เธอต้องการเก็บเงินเอาไว้ยามฉุกเฉิน
“ลูกจะบอกว่าภาพวาดที่ลูกซื้อมาในร้านขายของเก่า ขายได้ถึง 15 ล้านหยวน แล้วตอนนี้ลูกซื้อบ้านที่ปักกิ่งแล้วใช่ไหม” คุณพ่อหรันถามย้ำ
“ใช่ค่ะ ที่ฉันกลับมาบ้านก็เพราะจะมาดูบ้านหลังใหม่ บ้านหลังนี้มันเก่าเต็มทีแล้ว เราจะไม่ขายแต่จะให้คนเช่าดีไหมคะ” หรันฮวาเสนอ
“ไม่ต้องหรอก ลูกเก็บเงินไว้ใช้เถอะ บ้านหลังนี้ยังพออยู่ได้” คุณแม่หรันบอกลูกสาว
“แม่คะ ฉันเองก็อยากเห็นแม่สุขสบาย ทุกคนเชื่อฉันเถอะนะ เราซื้อบ้านสักหลังเก็บเอาไว้ ส่วนบ้านหลังนี้ก็ปล่อยให้คนเช่าเก็บรายเดือนไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน”
“น้องเล็ก พี่ใหญ่อยากให้น้องเล็กเก็บเงินเอาไว้ เผื่ออนาคตข้างหน้าน้องเล็กมีเหตุจำเป็นต้องใช้”
หรันฮวามีหรือจะเชื่อฟังเธอเปิดค้นหาข้อมูลนายหน้าขายบ้าน ซึ่งบ้านที่เหอเป่ยราคาไม่แพงเท่าปักกิ่ง บ้านใหม่ราคาจะอยู่ที่ 19,000 หยวน ต่อตารางเมตร และก่อนกลับปักกิ่งหรันฮวาได้ซื้อบ้านใหม่หนึ่งหลัง ขนาดบ้านอยู่ที่ 160 ตารางเมตร เป็นบ้านขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ กว้างกว่าบ้านเดิม 1 เท่าตัว นอกจากนี้เธอยังซื้อรถยนต์หนึ่งคันและให้เงินแม่เก็บไว้อีก 5 ล้านหยวน
จัดการเรื่องครอบครัวเสร็จแล้วหรันฮวาจึงเดินทางกลับไปทำงาน ส่วนครอบครัวหรันได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยที่บ้านหลังใหม่และปล่อยบ้านหลังเก่าให้คนเช่า
วันเสาร์วนมาถึงอีกครั้งซูหว่านหนิงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว วันนี้เธอนัดสวีว่านชิงกับเมิ่งจิ่งถิงเอาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำแห่งหนึ่ง
นอกจากจะมาซื้อของใช้ส่วนตัวซูหว่านหนิงยังต้องการซื้อชุดสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงวันเกิดของนายท่านลู่ ปู่ของลู่อี้เฉินที่งานจะจัดขึ้นในวันเสาร์หน้า ซูหว่านหนิงวางแผนเอาไว้ว่าพรุ่งนี้เธอจะไปเดินที่ตลาดพานเจียหยวนอีกครั้งเพื่อหาของเก่าดี ๆ สักชิ้นมอบให้เป็นของขวัญวันเกิด
“เธอจะซื้อชุดใส่ไปงานวันเกิดคุณปู่ลู่หรือ” เมิ่งจิ่งถิงถาม
“ใช่จ๊ะ ฉันเลือกชุดไม่เก่งก็เลยอยากจะชวนพวกเธอมาช่วยเลือก” ซูหว่านหนิงตอบ
“เธอจะซื้อทำไมกัน เดี๋ยวพี่อี้เฉินก็ซื้อให้เองแหละ” เมิ่งจิ่งถิงแซวเพื่อนเพราะครั้งก่อนก็เป็นลู่อี้เฉินที่ซื้อและฝากเธอไปให้เพื่อนสาว
“ฉันก็อยากมาเดินซื้อเองบ้าง จะรอให้เขาซื้ออย่างเดียวก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะควงแขนเมิ่งจิ่งถิงและสวีว่านชิงเดินไปยังร้านขายชุดนำเข้า
ซูหว่านหนิงเดินเข้าไปในร้านเธอมองดูชุดราตรีสีน้ำเงิน เป็นชุดเปิดไหล่ข้างเดียวและยาวเลยหัวเข่าลงไปประมาณหนึ่งคืบ
“ชุดนี้สวยมาก เธอใส่ต้องสวยแน่นอน” เมิ่งจิ่งถิงเรียกพนักงานให้มาหยิบชุดให้เพื่อนสาวลองสวม
ซูหว่านหนิงดูป้ายราคา ชุดนี้ราคาขายอยู่ที่ 12,000 หยวน ซึ่งหญิงสาวคิดว่าราคาสูงเกินไป
“ชุดนี้เป็นชุดนำเข้าจากดีไซเนอร์ชื่อดังของประเทศฝรั่งเศส แต่หากคุณผู้หญิงอยากได้ชุดที่ราคาย่อมเยากว่านี้ ทางเรามีให้เลือกค่ะ” พนักงานขายเดินเข้ามาแนะนำ
“หว่านหนิงเธอจะลังเลทำไมกัน ไปลองสวมดูก่อนถ้าไม่ชอบก็แค่เปลี่ยนชุดใหม่” สวีว่านชิงคิดว่าหากซูหว่านหนิงได้ลองสวมชุดนี้จะต้องออกมาสวยอย่างแน่นอน
ซูหว่านหนิงเข้าไปในห้องก่อนจะลองสวมชุดราตรี เธอมองตัวเองในกระจก สีน้ำเงินของชุดขับผิวของเธอให้ดูเด่นขึ้นและสว่างมากกว่าเดิม
ที่ซูหว่านหนิงต้องการซื้อชุดสีน้ำเงินก็เพราะว่าเธอจะเอาชุดเครื่องประดับที่เก็บไว้มาใช้งาน อยากจะรู้ว่าหยกน้ำเงินเมื่อใส่ออกงานจะสวยมากแค่ไหน
“หว่านหนิงเสร็จหรือยัง” เสียงของเมิ่งจิ่งถิงดังขึ้น ซูหว่านหนิงรีบเปิดประตูออกไป
“ฉันว่าแล้วว่าชุดนี้ต้องเข้ากับเธอ เอาชุดนี้แหละไม่ต้องคิดแล้ว” เมิ่งจิ่งถิงเดินดูรอบตัวของเพื่อนสาว
ซูหว่านหนิงกลับเข้าไปห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะเดินออกมายื่นชุดให้กับพนักงาน
“ฉันรับชุดนี้ค่ะ”
พนักงานรับชุดมาก่อนจะเดินเอาชุดไปใส่กล่องและใส่ถุงเตรียมส่งมอบให้กับลูกค้า ซูหว่านหนิงสแกนจ่ายเงินค่าชุดก่อนจะหิ้วถุงเดินออกจากร้าน
ทั้งสามตกลงกันว่าจะไปหาของกินที่ร้านหม้อไฟ สาวสามเดินไปยังร้านหม้อไฟร้านโปรด ในขณะที่กำลังจะเดินไปหน้าร้านซูหว่านหนิงกลับพบเจอกับคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดในชีวิต
ซูเย่หมิงเดินมาพร้อมกับสาวสวยทั้งสองเดินควงแขนกันมา ส่วนอีกคู่เป็นซูเย่อิงที่เดินควงแขนชายหนุ่มหน้าตาดี ทั้งสี่เดินมาหยุดที่ร้านหม้อไฟเดียวกับเธอ
ซูเย่หมิงมองดูน้องสาวคนรองที่ตอนนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาคิดว่าซูหว่านหนิงดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งการแต่งตัวและภาพลักษณ์ภายนอก ซูเย่อิงก็มองประเมินซูหว่านหนิงเช่นกัน แม้ทั้งสองจะเป็นแฝดกันแต่หน้าตากลับไม่เหมือนกันเลย
“หว่านหนิงเธอรู้จักพวกเขาด้วยหรือ ทำไมพวกเขามองเธอเหมือนอยากจะกินหัวเธอเลยล่ะ” เมิ่งจิ่งถิงกระซิบ
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกเราเข้าไปในร้านกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” ซูหว่านหนิงเดินนำเข้าไปในร้าน เมิ่งจิ่งถิงและสวีว่านชิงรีบเดินตามเข้าไป กลุ่มของซูเย่หมิงก็เดินเข้าไปในร้านพวกเขาเลือกที่นั่งคนละฝั่งกับซูหว่านหนิง
หลังจากสั่งอาหารมาแล้วซูหว่านหนิงจึงบอกกับเพื่อนว่า “พวกเขาคือพี่ชายและน้องสาวฝาแฝดของฉัน”
เมิ่งจิ่งถิงและสวีว่านชิงมองหน้ากันก่อนจะพูดว่า “มิน่าล่ะถึงได้มองเธอเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อขนาดนั้น”
“ก็ได้แค่มองเท่านั้นแหละ พวกเขาจะทำอะไรฉันได้” ซูหว่านหนิงบอกเพื่อนก่อนจะคีบไส้เป็ดลงไปลวกในน้ำซุป
หลังจากกินเสร็จซูหว่านหนิงเดินไปสแกนจ่ายเงินและเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ซูเย่หมิงเดินมาจ่ายเงินเช่นเดียวกัน
“ไม่เจอกันนานดูดีขึ้นเยอะเลยนะ” ซูเย่หมิงพูดขึ้น
ซูหว่านหนิงหันไปมองอีกฝ่ายก่อนจะพูดขึ้นว่า “งั้นเหรอ แต่ฉันคิดว่าคุณกลับดูแย่ลงนะ ดูไม่มีสง่าราศีเหมือนเก่าเลยสักนิด”
“เธอว่าใคร” ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายซูเย่หมิงเดินเข้ามามองหน้าซูหว่านหนิง
“ไม่น่าถาม ฉันพูดกับใครก็ว่าคนนั้นนั่นแหละ” ซูหว่านหนิงตอบกลับไป
“นี่เธอ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ก็แค่เด็กที่บ้านซูไม่ต้องการ” ผู้หญิงคนนั้นมองซูหว่านหนิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ซูเย่อิงเดินมาหยุดข้างพี่ชาย ก่อนจะหันไปพูดกับหญิงสาวข้างกายพี่ชายว่า
“พี่สะใภ้อย่าโมโหเลยค่ะ เดี๋ยวจะกระทบกระเทือนถึงหลานในท้อง” พูดจบก็หันไปทางซูหว่านหนิง
“พี่รอง นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ พี่ใหญ่แต่งงานแล้วนะ ภรรยาของพี่ใหญ่มาจากตระกูลหลิง ตระกูลใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ฉันลืมไปพูดไปพี่ก็คงไม่รู้จักหรอก ส่วนนี่คือคู่หมั้นของฉัน คุณหยางเทียน เขามีบริษัทนำเข้ารถหรูจากต่างประเทศ ฉันต้องขอโทษพี่ล่วงหน้าด้วย หากฉันแต่งงานคงจะไม่ได้เชิญพี่เพราะแขกที่มาร่วมงานมีแต่คนมีหน้ามีตา”
ซูหว่านหนิงกวาดตามองภรรยาของซูเย่หมิงที่บอกว่าเป็นคุณหนูตระกูลหลิง และมองคู่หมั้นของซูเย่อิงที่บอกว่ามาจากตระกูลหยาง ก่อนจะมองไปทางเมิ่งจิ่งถิงที่อีกฝ่ายส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้จักพวกเขา
“มีอะไรอีกไหม” ซูหว่านหนิงพูดขึ้น
“ไม่มีแล้ว” ซูเย่อิงตอบ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันคงต้องขอตัวก่อน ฉันไม่ว่างพอที่จะมาฟังเรื่องไร้สาระของพวกเธอ” ซูหว่านหนิงพูดจบก็หันไปพยักหน้าให้เพื่อนทั้งสองคน
“อย่าเพิ่งไป” เสียงของสะใภ้ตระกูลซูดังขึ้น
“มีอะไรอีก” ซูหว่านหนิงหันกลับไปถาม
“เธอยังไม่ขอโทษสามีฉันเลยนะ” อีกฝ่ายตอบกลับมา