เนตรทองคำ
เนตรทองคำ
ซูหว่านหนิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “เงินหลักร้อยล้านหยวนนี่มากมายมหาศาลเลยนะ พ่อของฉันเปิดบริษัทมาหลายสิบปี กำไรแต่ละปียังได้แค่สิบล้านหยวน ส่วนฉันมีเงินแค่นิดหน่อยจะไปสร้างธุรกิจอะไรได้”
“ข้าสามารถทำได้ไม่เชื่อเจ้าลองมองก้อนหินก้อนนี้สิ” เทพเจ้าแมวเหมียวพูดจบตรงหน้าของซูหว่านหนิงก็มีก้อนหินปรากฏขึ้น และเมื่อเธอมองเพ่งไปที่ก้อนหินก้อนนั้น เธอกลับมองเห็นถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน
“ด้านในมันเป็นทองหรือคะ” ซูหว่านหนิงถามด้วยความสงสัย
“มันหาใช่ทองไม่ แต่มันคือหยก ส่วนที่เจ้ามองเห็นเป็นสีทองก็เพราะว่าดวงตาวิเศษที่ข้ามอบให้นี้ หากมองของมีค่ามันจะกลายเป็นสีทอง ยกตัวอย่าง ก้อนหินก้อนนี้ที่เจ้ามองเห็นเป็นสีทองก็เพราะว่าด้านในของมันมีหยกล้ำค่าซุกซ่อนเอาไว้ ส่วนก้อนหินก้อนนี้เจ้าลองมองดูแล้วตอบข้ามาว่าเจ้าเห็นอันใดหรือไม่”
ซูหว่านหนิงมองก้อนหินที่วางอยู่ข้างกันไม่ว่าจะมองซ้ายมองขวามองบนมองล่างมันก็คือก้อนหินธรรมดา
“ไม่เห็นอะไรเลยค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“ถูกต้อง นั่นก็เพราะว่าก้อนหินก้อนนี้เป็นก้อนหินธรรมดาหาใช่หินหยกล้ำค่า” พูดจบตรงหน้าของซูหว่านหนิงมีแจกันวางอยู่สองใบ เมื่อซูหว่านหนิงมองดูแจกันเธอพบว่าแจกันใบหนึ่งเป็นสีทองสว่างจ้าและอีกใบไม่มีสีทอง
“แจกันใบนี้เป็นของล้ำค่าจากแดนเทพ ยิ่งสีทองสว่างมากเท่าไหร่ของสิ่งนั้นก็จะมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น คราวนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าจะหาเงินด้วยวิธีใด” เทพเจ้าแมวเหมียวถามกลับ
“ท่านเทพเจ้าแมวเหมียว ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะใช้เนตรทองคำนี้หาเงิน เมื่อฉันหาเงินก้อนใหญ่ได้ฉันจะทำธุรกิจเพื่อต่อยอดเงิน” ซูหว่านหนิงตอบ
“เจ้าเรียกข้าว่าเสวี๋ยไป๋ดีหรือไม่ เรียกเทพเจ้าแมวเหมียวมันดูน่ารักเกินไป ไม่เหมาะกับตัวข้าที่มีแต่ความดุดันน่าเกรงขาม”
สิ้นเสียงของเทพเจ้าแมวเหมียวซูหว่านหนิงก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เธอจ้องมองแมวสีขาวขนปุกปุยตรงหน้า ดูยังไงก็ไม่เห็นความน่าเกรงขามและดุดันเลยสักนิด
“เจ้าอย่าได้หัวเราะเยาะข้าเลย ตอนนี้ข้าไม่สามารถสำแดงตนได้ รอให้ข้าผ่านด่านเคราะห์ก่อนเถิด ข้าจะทำให้เจ้าเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของข้า”
“ท่านเสวี๋ยไป๋ท่านมีครอบครัวไหมคะ อย่างเช่นภรรยาหรือไม่ก็ลูกชายลูกสาว”
“มีสิ ภรรยาของข้าสวยมากเลยนะ นางเป็นถึงเทพแห่งดวงดารา บุตรชายของข้าก็เป็นเทพเช่นเดียวกัน” น้ำเสียงที่พูดถึงภรรยาและบุตรชายเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ฉันอยากเห็นภรรยาของท่านมากเลย” ซูหว่านหนิงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เธออยากเห็นใบหน้าของเทพจริง ๆ สักครั้ง
“รอให้ข้าผ่านด่านเคราะห์ข้าจะพาภรรยาและบุตรชายมาให้เจ้าได้รู้จัก” เทพเสวี๋ยไป๋ยิ่งพูดถึงภรรยาก็ยิ่งคิดถึง ได้แต่ภาวนาให้ซูหว่านหนิงช่วยท่านพ้นด่านเคราะห์นี้ได้โดยเร็ว
“เอาล่ะ เราออกไปด้านนอกกันเถิด” สิ้นเสียงของเทพเสวี๋ยไป๋เมื่อซูหว่านหนิงลืมตาขึ้นก็พบว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ด้านข้างมีไม้เท้าวางอยู่
“สิ่งแรกที่เจ้าสมควรทำมากที่สุดก็คือการหาห้องพักแห่งใหม่ ข้าต้องการพื้นที่ส่วนตัว”
ซูหว่านหนิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะกดค้นหานายหน้าเพื่อสอบถามเรื่องอพาร์ทเม้นท์ที่ปล่อยให้เช่าหรือประกาศขาย
“ราคาแพงมากเลยอพาร์ทเม้นท์สองห้องนอนราคาอยู่ที่เดือนละ หนึ่งหมื่นหยวน ส่วนอพาร์ทเม้นท์ที่ประกาศขายเป็นอพาร์ทเม้นท์สร้างใหม่ราคาขั้นต่ำอยู่ที่ 6.5 ล้านหยวน” ซูหว่านหนิงครุ่นคิด เธอมีเงินก็จริงแต่ถ้าเช่าอพาร์ทเม้นท์เดือนละหนึ่งหมื่นหยวนไม่รวมค่าน้ำค่าไฟค่ากินค่าเดินทาง ถ้าหากรวมทั้งหมดแล้วเงินห้าแสนหยวนที่มีอยู่นั้นคงอยู่ได้ไม่นานอาจจะหมดก่อนที่เธอจะเรียนจบ
ท่านเสวี๋ยไป๋ที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาสีเงินขึ้นมาก่อนจะพูดว่า “จะยากอันใดเจ้าก็ใช้เนตรทองคำของเจ้าให้เป็นประโยชน์เสียสิ”
“ฉันรู้ค่ะว่าฉันมีดวงตาวิเศษ แต่ตอนนี้ฉันไม่สะดวกที่จะออกไปไหนเลย” ซูหว่านหนิงมองเฝือกแข็งที่ดามขาและแขนของเธอเอาไว้
“นึกว่าเรื่องอันใด” สิ้นเสียงของท่านเสวี๋ยไป๋เฝือกหนาที่อยู่บนแขนและขาของซูหว่านหนิงก็หายไป
“รอให้ถึงวันที่เจ้าต้องไปพบแพทย์ข้าจะใส่กลับให้เหมือนเดิม”
ซูหว่านหนิงมองดูโทรศัพท์ก่อนจะกดเบอร์โทรของบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพูดคุยเรื่องการเช่าอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่
ซูหว่านหนิงวางสายจากบริษัทนายหน้าก่อนจะหันไปถามเทพเจ้าที่นอนอยู่บนเตียง “พรุ่งนี้ฉันจะไปดูห้องพัก ท่านจะไปด้วยไหมคะ”
“ไม่ล่ะ ข้าไม่ชอบอากาศของที่นี่ มันไม่บริสุทธิ์เอาเสียเลย”
มื้อเย็นของวันนี้เป็นเมนูขาหมูน้ำแดงและข้าวสวยตามคำขอของท่านเสวี๋ยไป๋ และคืนนี้ซูหว่านหนิงปูผ้านอนที่พื้นส่วนเตียงนอนของเธอยกให้ท่านเทพเจ้าแมวเหมียวได้นอนพัก
วันต่อมาหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จซูหว่านหนิงจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะออกเดินทางไปที่บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
อพาร์ทเม้นท์ที่ไปดูในวันนี้มีทั้งหมดสองห้องนอน หนึ่งห้องรับแขก หนึ่งห้องน้ำ มีห้องครัวเล็ก ๆ และระเบียงด้านหลังไว้สำหรับซักล้าง ซูหว่านหนิงทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลาหกเดือน หลังจากเซ็นสัญญาเช่าเสร็จซูหว่านหนิงจึงรีบเดินทางกลับห้องพักเพื่อเก็บของเตรียมย้ายออก
อพาร์ทเม้นท์แห่งใหม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ถือกระเป๋าเสื้อผ้าก็พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที หญิงสาวกดเบอร์โทรศัพท์หาเพื่อนร่วมชั้นเรียน
“หรันฮวา ฉันหว่านหนิงพูดนะ” ซูหว่านหนิงกรอกเสียงไปตามสาย
“หว่านหนิงเธอเป็นยังไงบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง” หรันฮวารีบถามกลับ
“อาการดีขึ้นมากแล้ว ที่ฉันโทรหาเธอก็เพราะว่าจะแจ้งเรื่องย้ายที่อยู่ คือว่าญาติของฉันมารับฉันไปดูแล ฉันจะย้ายออกจากหอพักในวันนี้ ฉันต้องขอบใจเธอมากนะที่เป็นธุระเอาเอกสารมาให้” ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ
“เธอย้ายไปที่ไหน ถ้าไม่ไกลมากนักฉันจะได้เอาเอกสารไปให้” หรันฮวาถาม
“ขอบใจเธอมากเลย ถ้าไม่ได้เธอช่วยเหลือฉันคงเรียนไม่ทันเพื่อนแน่เลย”
“เรื่องเล็กน้อยเธออย่าคิดมากเลย อย่าลืมส่งที่อยู่ใหม่มาให้ฉันด้วยนะ” หรันฮวาขอตัววางสายเพราะใกล้จะได้เวลาเข้าเรียน
หลังจากที่ซูหว่านหนิงวางสายจากหรันฮวา เธอกดเบอร์โทรศัพท์ไปหาคุณป้าเจ้าของหอพักเพื่อแจ้งย้ายหอพัก จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยซูหว่านหนิงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ซึ่งของที่เธอซื้อมาเองนั้นมีแค่อุปกรณ์ทำครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนพวกตู้ เตียง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนแต่เป็นของหอพัก
ซูหว่านหนิงมือขวาถือกระเป๋าเสื้อผ้า มือซ้ายอุ้มแมวสีขาวเดินออกจากหอพัก เธอกดแอปเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่อพาร์ทเม้นท์แห่งใหม่ ท่านเทพเจ้าแมวเหมียวเมื่อเห็นห้องพักใหม่ก็พยักหน้าขึ้นลงด้วยความพอใจ
“ข้ามอบห้องนอนใหญ่ให้กับเจ้า” ท่านเสวี๋ยไป๋พูดจบก็เดินกระดิกหางไปที่ห้องนอนเล็ก ซึ่งภายในห้องมีเตียงนอนและมีที่นอนหนานุ่ม
ซูหว่านหนิงเดินไปที่ห้องนอนของเธอจัดการแขวนเสื้อผ้าเข้าตู้ และจัดเอกสารรวมถึงหนังสือเรียนวางบนโต๊ะ ทำทุกอย่างเสร็จก็ล้มตัวลงบนเตียงนอนหนานุ่ม
“นี่เป็นเตียงนอนที่ดีที่สุดที่ฉันเคยสัมผัส” ซูหว่านหนิงพึงพอใจกับที่นอนใหม่มาก
ในขณะที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทราเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ซูหว่านหนิงลืมตาขึ้นมามองดูเบอร์ที่โทรเข้ามา เป็นเบอร์โทรศัพท์จากป้าเจ้าของหอพักเก่า
“สวัสดีค่ะคุณป้า” ซูหว่านหนิงกรอกเสียงไปตามสาย
“หว่านหนิงมีคนส่งเอกสารมาให้เธอ ป้าเก็บเอาไว้ก่อนนะ ถ้าเธอสะดวกมารับเมื่อไหร่ก็มาได้เลย”
“ขอบคุณมากนะคะ เอาไว้ฉันจะแวะไปเอาค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ เธอรู้ว่าใครเป็นคนส่งมา เอกสารที่คุณป้าพูดถึงคงหนีไม่พ้นหนังสือตัดขาดที่ทางครอบครัวส่งมาหลังจากที่เอาไปให้ทางเจ้าหน้าที่ลงบันทึก
“แย่ล่ะสิ ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่ได้การแล้วฉันจะต้องหาเงินซื้อบ้านสักหลังเพื่อย้ายเข้าทะเบียนบ้าน ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน” ซูหว่านหนิงรีบกดโทรศัพท์มือถือเพื่อหาลู่ทางทำเงิน
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง ซูหว่านหนิงรีบเดินไปเปิดประตูห้อง ก่อนที่เทพเจ้าแมวเหมียวจะเดินเข้ามา
“ข้ามีคำแนะนำอย่างหนึ่งที่จะมอบให้แก่เจ้า”
ซูหว่านหนิงรับฟังอย่างตั้งใจ ท่านเสวี๋ยไป๋จึงพูดต่อว่า “เจ้าจงใช้เนตรทองคำให้เป็นประโยชน์ ก่อนหน้าที่ข้าจะพบเจ้าข้าได้เดินสำรวจสถานที่แห่งหนึ่งมันเรียกว่าตลาดค้าหินหยก ที่นั่นมีหินหยกมากมายให้เลือกซื้อ ใครดวงดีก็ผ่าได้หยก ใครดวงเสียก็เจอแต่หินที่ไร้ประโยชน์ อีกสถานที่หนึ่งที่ข้าอยากให้เจ้าไปนั่นก็คือ ร้านขายของเก่า ที่แห่งนั้นมีของเก่าปะปนกับของปลอม เงินที่เจ้ามีอยู่สามารถเลือกซื้อของเก่าแล้วนำไปขายเก็งกำไร ข้าเชื่อว่าไม่เกินหนึ่งเดือนเจ้าจะสามารถหาเงินซื้อบ้านหลังใหม่ได้แน่นอน”
เมื่อเทพเจ้าแมวเหมียวพูดจบดวงตาของซูหว่านหนิงก็เป็นประกาย ทำไมเธอถึงคิดไม่ได้ว่าต้องไปที่ร้านขายของเก่า ซูหว่านหนิงไม่รอช้ารีบบอกลาท่านเทพก่อนจะเดินออกจากห้องพัก