LNCrawler

เดินตลาดพานเจียหยวน

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

เดินตลาดพานเจียหยวน

จุดหมายปลายทางที่ซูหว่านหนิงไปนั้นมีชื่อว่า ตลาดพานเจียหยวน เป็นตลาดขายของเก่าที่โด่งดังในปักกิ่ง เมื่อถึงจุดหมายปลายทางซูหว่านหนิงหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวมเพื่อปิดบังใบหน้า

           สองเท้าก้าวเดินไปตามถนนผ่านร้านรวงที่ขายของเก่าตลอดแนวเส้นถนนจะมีร้านของเก่านับร้อยร้าน ซูหว่านหนิงกวาดตามองเพื่อหาของเก่าที่มีมูลค่า แต่ส่วนมากเธอจะพบกับของเก่าที่มีสีทองจาง ๆ นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่พาเธอมาในวันนี้

           ซูหว่านหนิงเดินหยุดดูสิ่งของที่วางขายอยู่หน้าร้าน เมื่อเธอสอบถามราคาก็พบว่าราคาขายสูงกว่ามูลค่าสิ่งของ 

           “หรือจะมาเสียเที่ยวแล้วเรา” ซูหว่านหนิงบ่นพึมพำ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม

           เดือนนี้คือเดือนมิถุนายนอากาศร้อนอบอ้าว เมื่อเงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้ากลับพบเมฆดำก่อตัว ซึ่งอีกไม่นานฝนคงจะตกลงมา หญิงสาวเดินไปหยุดที่หน้าร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง เป็นร้านเล็ก ๆ ที่มีป้ายเขียนหน้าร้านว่า

           [ลดราคา 50 %]

 

           ซูหว่านหนิงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านแห่งนั้น ชายวัยกลางคนเมื่อเห็นลูกค้าเข้ามาก็รีบออกมาต้อนรับ

           “ของทั้งหมดในร้านลดครึ่งราคา เลือกได้เลยครับ” 

           “ทำไมถึงลดครึ่งราคาคะ” ซูหว่านหนิงถามด้วยความสงสัย

           “ผมจะเลิกกิจการ ตอนนี้เศรษฐกิจซบเซา คุณดูข้างนอกนั่นสิ มีลูกค้าเดินแทบจะนับคนได้” เจ้าของร้านชี้ไปนอกถนน ซูหว่านหนิงมองตามออกไป นอกจากตัวเธอที่ยืนอยู่ในร้านนี้แล้ว ด้านนอกมีคนเดินไปเดินมาอยู่ประมาณ 20 กว่าคน

           “เมื่อก่อนอย่างต่ำวันหนึ่งมีคนเดินเข้าออกนับร้อยนับพัน แต่ตอนนี้ไม่ถึงร้อยคนเลยด้วยซ้ำ ค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็ต้องจ่ายทุกเดือน เดือนก่อนขายได้แค่พอจ่ายค่าใช้จ่าย ไม่มีกำไรเหลือใส่กระเป๋าเลย” เจ้าของร้านบ่น

           ซูหว่านหนิงกวาดตามองของในร้าน ของบางชิ้นมีสีทองเจือจาง บางชิ้นไม่มีสี เธอคิดว่าจะเดินออกจากร้านเพื่อไปหาร้านใหม่ แต่แล้วสายตาเธอกลับเห็นของที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน มันคือภาพวาดทิวทัศน์ ซึ่งถ้าดูภายนอกมันดูไม่มีราคามากนัก แต่ของจริงกลับซ่อนอยู่ด้านใน

           เมื่อเช้าก่อนออกจากห้องพัก ท่านเทพได้สอนกฎของการเลือกซื้อของเก่าให้เธอ นั่นก็คือ หากสนใจสินค้าชิ้นไหนห้ามทำเป็นสนใจให้เลือกสินค้าชิ้นอื่นไปก่อน แล้วค่อยถามราคาสินค้าชิ้นที่สนใจเป็นลำดับสุดท้าย

           ซูหว่านหนิงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ในเมื่อท่านเทพสอนเธอมา เธอก็จะนำวิธีนี้มาทดลองใช้ หญิงสาวกวาดตามองสิ่งของที่เปล่งประกายก่อนจะพบกับถ้วยเก่า ๆ หนึ่งใบ เธอหยิบถ้วยใบนั้นมาพร้อมกับถามราคา

 

           เจ้าของร้านมองถ้วยที่ลูกค้าสนใจ แม้จะบอกว่าขายลดราคาแต่ราคาที่บอกไว้นั้นก็คือราคาที่เกินมูลค่าสินค้า 

           “ถ้วยนี้เป็นของเก่าจากราชวงศ์ ใบนี้ราคาเต็มอยู่ที่ 50,000 หยวน ลดให้ครึ่งหนึ่งเหลือ 25,000 หยวนเท่านั้น”

           ซูหว่านหนิงทำท่าทีลังเลแสงสีทองที่ส่องประกายออกจากถ้วยใบนี้ไม่ได้สว่างสดใสมากนัก แต่ก็เป็นชิ้นที่ดีที่สุดในร้านนี้รองจากภาพวาดที่เธอต้องการ

           “ราคาแพงไปไหมคะ” ซูหว่านหนิงเริ่มต่อราคา

           “ร้านผมขายไม่แพงเลย นี่เป็นราคาที่ถูกมากแล้ว หรือว่าคุณอยากจะขอลดราคาลงอีกหน่อย ผมลดให้ได้อีกแค่ 2,000 หยวน เท่านั้น ต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว” เจ้าของร้านตอบ

           “ก่อนที่ฉันจะเข้ามาร้านคุณ ฉันเดินผ่านร้านค้ามากมาย ถ้วยเก่า ๆ แบบนี้พวกเขาขายแค่หลักพันหยวนเองค่ะ” ซูหว่านหนิงวางถ้วยลงก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากร้าน

           เจ้าของร้านเมื่อเห็นลูกค้ารายแรกของวันจะเดินออกจากร้าน ก็รีบเดินไปพร้อมกับยื่นข้อเสนอพิเศษ “เดี๋ยวก่อนสิเอาอย่างนี้ก็แล้วกันซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเป็นยังไง คุณซื้อถ้วยใบนี้ไปแล้วอยากได้สินค้าชิ้นไหนอีกก็หยิบไปได้เลย”

           ซูหว่านหนิงอมยิ้มก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหมุนตัวกลับไป

           “ฉันเลือกของไม่เป็นด้วยที่มาวันนี้ก็เพราะอยากจะหาของขวัญไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ ที่จริงแล้วท่านชื่นชอบภาพวาดแต่ฉันกลับคิดว่าภาพวาดดี ๆ นั้นตอนนี้น่าจะไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว จึงเลือกที่จะซื้อเป็นพวกถ้วยชามเอาไปเป็นของขวัญ” ซูหว่านหนิงแต่งเรื่องขึ้นมา

           “ร้านของผมมีภาพวาดอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ภาพวาดที่ดีนักแต่ก็พอเอาไปเป็นของขวัญได้ คุณชอบภาพไหนเลือกได้เลย” เจ้าของร้านหยิบม้วนภาพวาดออกมา ซึ่งทั้งร้านมีทั้งหมด 5 ภาพด้วยกัน

           “ภาพสวย ๆ ทั้งนั้นเลย แต่ฉันเลือกไม่เป็นหรอกค่ะ” ซูหว่านหนิงมองภาพวาดตรงหน้า

 

           เจ้าของร้านมองพิจารณาลูกค้าใหม่รายนี้ ดูท่าแล้วน่าจะเป็นพวกมือใหม่ที่มาหาซื้อของขวัญไม่ใช่หาซื้อเพื่อการเก็งกำไร ส่วนภาพวาดทั้งห้าภาพที่เอามานี้ล้วนแต่เป็นภาพวาดที่ไม่มีราคา 

           “เลือกไปเถอะ ชอบภาพไหนก็หยิบไปได้เลย” เจ้าของร้านคะยั้นคะยอ

           ซูหว่านหนิงถอนหายใจก่อนจะชี้ไปที่ภาพทิวทัศน์ที่เธอเล็งเอาไว้ “ภาพนี้สวยดีเหมาะกับเอาไปเป็นของขวัญ ฉันเอาภาพนี้ก็แล้วกันค่ะ”

           เจ้าของร้านจัดการม้วนภาพวาดก่อนจะห่อกระดาษให้เป็นอย่างดี ซูหว่านหนิงจ่ายเงินจำนวน 23,000 หยวนออกไป เจ้าของร้านหยิบถ้วยมาห่อกระดาษก่อนจะใส่ถุงแล้วยื่นให้หญิงสาว

           “ไว้มาอุดหนุนใหม่นะครับ” เจ้าของร้านเดินออกมาส่งที่หน้าร้าน

           “ได้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะเดินจากไป

           เจ้าของร้านมองตามหลังหญิงสาวก่อนที่ใบหน้าจะมีรอยยิ้ม

“ลูกแกะมาให้เชือดถึงที่เลย วันนี้ฟันกำไรหลักหมื่นหยวน ปิดร้านกลับบ้านนอนดีกว่า” ถ้วยที่ขายไปนั้นราคาที่รับซื้อมาแค่หลักร้อยหยวน ภาพวาดนั้นก็เช่นกันรวมแล้วมูลค่าของที่ขายออกไปนั้นต้นทุนรับซื้อแค่หลักร้อยหยวนเท่านั้นเอง

 

ซูหว่านหนิงเดินไปจนสุดปลายถนน ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางกลับห้องพัก

“ท่านเทพ มาดูนี่สิว่าฉันได้อะไรมาบ้าง” ซูหว่านหนิงเปิดประตูห้องพักก่อนจะตะโกนเรียก

เทพเสวี๋ยไป๋เดินออกจากห้องนอนก่อนจะหยุดมองภาพวาดตรงหน้า

“ของชิ้นนี้ถ้านำไปขายอย่างต่ำก็หลักล้านหยวน ข้าจะช่วยเอาภาพวาดที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ออกมาให้เอง” พูดจบแสงสีเงินก็ส่องประกายก่อนที่ภาพวาดด้านบนจะหลุดออกเผยให้เห็นของจริงที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน

ซูหว่านหนิงตาโตมองภาพของจริงที่เป็นภาพวาดทิวทัศน์ด้วยหมึกสีดำและมีตราประทับอยู่ตรงมุมสุดของภาพ

“ถ้าข้าเดาไม่ผิดนี่น่าจะเป็นภาพวาดในช่วงกลางยุคของราชวงศ์ชิง ส่วนตราประทับตรงนี้น่าจะเป็นของเฉียนหลงฮ่องเต้ นังหนูเจ้าได้ของดีทีเดียว”

 

หญิงสาวใจเต้นแรงเธอเคยศึกษาประวัติศาสตร์ของเฉียนหลงฮ่องเต้ ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะมีภาพวาดในสมัยของท่านมาไว้ในครอบครอง

“นังหนูขายภาพนี้เสียเถิด หาร้านที่ให้ราคาดีสักหน่อย อย่างต่ำก็หลักสิบล้าน ถ้าได้ต่ำกว่านี้ห้ามขายเด็ดขาด ส่วนชามใบนี้ขายได้มากสุดก็ไม่น่าจะเกินหลักหมื่นหยวน” เทพเสวี๋ยไป๋พูดจบก็เดินเข้าห้องนอน

ซูหว่านหนิงนั่งมองภาพวาดใจจริงเธออยากเก็บภาพนี้เอาไว้ แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือเงิน เมื่อตัดใจจากภาพวาดได้แล้วมือบางหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าสะพาย ก่อนจะกดค้นหาร้านรับซื้อของเก่าที่ให้ราคาสูงและไม่หลอกหลวงผู้ขาย

“ร้านเถ้าแก่เฉิน เฉินไห่ ตั้งอยู่ที่ถนน...” ซูหว่านหนิงอ่านชื่อร้านก่อนจะกดบันทึกหน้าจอเก็บไว้ในคลังรูป พรุ่งนี้เช้าเธอจะไปที่ร้านเถ้าแก่เฉินเพื่อขายภาพวาด

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งซูหว่านหนิงก้มมองเบอร์โทรบนหน้าจอ ซูหว่านหนิงรีบกดรับสายทันที

“หว่านหนิงเธอย้ายห้องแล้วใช่ไหม ส่งโลเคชั่นห้องพักมาให้หน่อย ฉันจะเอางานไปส่ง” เสียงของหรันฮวาดังมาตามสาย

“เธอจะมาตอนนี้เลยหรือ” ซูหว่านหนิงรีบถาม

“ใช่จ๊ะ มีอะไรที่ต้องการจะฝากซื้อไหม ฉันจะซื้อไปให้” หรันฮวาตอบก่อนจะถามกลับ

“ไม่มีของที่จะฝากซื้อหรอก แต่จะฝากเธอเอาเอกสารจากป้าเจ้าของห้องพักให้หน่อยได้ไหม เป็นเอกสารสำคัญน่ะ” ซูหว่านหนิงตอบกลับไป

“ได้เลย ไม่มีปัญหา” หรันฮวาตอบก่อนจะรีบให้ซูหว่านหนิงส่งโลเคชั่นห้องพักมาให้

ซูหว่านหนิงกดส่งโลเคชั่นก่อนจะเดินไปเคาะห้องของท่านเทพแมวเหมียว

“มีอันใด” เสียงของเทพเสวี๋ยไป๋ดังขึ้น

“เพื่อนของฉันจะเอาเอกสารมาให้ค่ะ ฉันต้องกลับไปใส่เฝือกไม่อย่างนั้นเธอจะสงสัยเอาได้” ซูหว่านหนิงตอบ

เสียงสีเงินโอบล้อมรอบตัวของซูหว่านหนิงอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะพบว่าเฝือกแข็งได้สวมอยู่ที่ขาและแขนของเธอ

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงกดกระดิ่งหน้าห้องดังขึ้น ซูหว่านหนิงหยิบไม้เท้าก่อนจะเดินไปเปิดประตู

“เข้ามาก่อนสิ” ซูหว่านหนิงเอ่ยชวน

“ฉันไม่รบกวนเธอดีกว่า นี่คืองานที่ต้องทำส่งอาจารย์ ส่วนนี่คือเอกสารที่เธอฝากฉันเอามาให้ หว่านหนิงเธอดูดีขึ้นเยอะเลย” หรันฮวามองสำรวจเพื่อนสาว

“ฉันคิดว่าอีกไม่เกินครึ่งเดือนจะกลับไปเรียน ตอนนี้ต้องรบกวนเธอด้วยนะ”

“ไม่มีปัญหา ฉันเต็มใจ” หรันฮวาตอบก่อนจะขอตัวกลับ

ซูหว่านหนิงปิดประตูห้องก่อนจะเปิดซองเอกสารและดึงแผ่นกระดาษด้านในออกมา แน่นอนว่ามันมีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ของเธอกับตระกูลซูที่ลงบันทึกประจำวันและมีตราประทับของหน่วยงานรัฐ

           “แบบนี้ก็ดี ต่อไปถ้าฉันรวยพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาทวงบุญคุณ” ซูหว่านหนิงเก็บเอกสารใส่ซองก่อนจะเดินเอาไปเก็บในห้องนอน