เป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
เป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
เช้าวันต่อมาซูหว่านหนิงตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารเช้า เนื่องจากห้องพักใหม่นี้มีครัวและอุปกรณ์ทำครัวครบทุกชนิด ซูหว่านหนิงจึงลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง
“เจ้าแน่ใจหรือว่ากินได้” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋มองดูซาลาเปาลูกใหญ่ตรงหน้า
“แม้หน้าตาจะดูไม่สวยเหมือนที่ซื้อตามร้าน แต่ฉันรับประกันรสชาติอร่อยเหาะแน่นอน” ซูหว่านหนิงพูดจบก็หยิบซาลาเปาในจานขึ้นมากัด
“ไม่ได้กินรสชาตินี้นานมากแล้ว” ซูหว่านหนิงหลับตาซึมซับรสชาติที่เธอโปรดปราน
เทพเสวี๋ยไป๋มีหรือจะปล่อยให้ท้องหิว ปากเล็ก ๆ อ้าออกก่อนจะกัดกินซาลาเปาตรงหน้า “อร่อยจริงด้วย” และแล้วซาลาเปาลูกใหญ่ก็หมดลง ต่อด้วยลูกที่สอง สามและสี่ตามลำดับ
“ท่านจะกินเยอะไปแล้วนะ ไม่กลัวท้องแตกหรือคะ” ซูหว่านหนิงมองซาลาเปาที่ทยอยหมดลง ก่อนจะมองไปที่ท้องเล็ก ๆ สีขาวที่เริ่มอ้วนกลม
“ข้าหาใช่แมวธรรมดา ข้าสามารถกินอาหารได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว นังหนูเจ้าไปหัดเรียนทำซาลาเปาจากที่ไหนกัน ทำไมรสชาติถึงได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋กินซาลาเปาจนเกลี้ยงจาน ก่อนจะเลียน้ำในชามจนหมด
ซูหว่านหนิงนึกย้อนไปถึงคนที่สอนเธอทำซาลาเปา ย่าเฉินคือแม่บ้านใหญ่ของตระกูลซู ซึ่งทั้งบ้านมีแต่ย่าเฉินที่เอ็นดูเธอ ฝีมือทำอาหารของย่าเฉินได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ย่าเฉินเคยเล่าให้เธอฟังว่า ต้นตระกูลของท่านทำงานเป็นห้องเครื่องในวังจนกระทั่งถูกขับไล่ออกจากวังและเข้าสู่ยุคปฏิวัติ
น่าเสียดายที่ย่าเฉินจากโลกนี้ไปตั้งแต่เธออายุได้เพียง 14 ปี ตอนนั้นเธอร้องไห้เสียใจที่คนดี ๆ อย่างย่าเฉินจากโลกนี้ไปเร็วนัก ย่าเฉินเป็นคนแรกที่ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา แม้แต่วันที่ปู่กับย่าของเธอเสียชีวิตซูหว่านหนิงยังไม่มีน้ำตาไหลลงมาสักหยดเดียว
“เจ้าเปิดร้านขายได้เลยนะ” เสียงของท่านเทพเสวี๋ยไป๋ทำให้ซูหว่านหนิงตื่นจากภวังค์ความคิด
“ตอนนี้ไม่ว่าจะเดินไปตามถนนเส้นไหนก็จะเห็นร้านขายซาลาเปา ยังมีตามร้านสะดวกซื้อที่ขายซาลาเปาแช่แข็ง ฉันสู้พวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
“นังหนูนี่นะ ไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย รสชาติซาลาเปาที่เจ้าทำมันอร่อยมาก อร่อยเทียบเท่ากับซาลาเปาที่ข้าเคยกินจากแดนเทพ ข้าไม่อยากจะฟังเจ้าพูดแล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ข้าอยากกินขนมจีบ” ท่านเทพเสวี๋ยไป๋พูดจบก็กระโดดลงจากโต๊ะก่อนจะเดินสะบัดตูดเข้าห้องนอน
ซูหว่านหนิงจัดการล้างถ้วยชามเช็ดทำความสะอาดห้องครัว ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายเพื่อเดินทางไปยังร้านเถ้าแก่เว่ย ซึ่งอยู่คนละฝากกับห้องพักที่เธอพักอาศัย
เดินทางโดยรถไฟฟ้าต่อด้วยการเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่หน้าร้าน ซูหว่านหนิงเงยหน้าขึ้นมองอาคารพาณิชย์ขนาดสี่ชั้น ป้ายหน้าร้านเขียนชื่อร้านไว้ชัดเจน สองเท้าก้าวเข้าไปภายในร้านซึ่งตกแต่งคล้ายกับหลุดเข้าไปในโลกของนิยายย้อนยุค
“มาซื้อหรือมาขายครับ” พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาสอบถาม
ซูหว่านหนิงส่งยิ้มให้ก่อนจะตอบว่า “มาขายค่ะ”
“เชิญทางนี้ครับ” พนักงานต้อนรับผายมือไปยังห้องรับรองสำหรับแขกที่มาขายสินค้าโดยเฉพาะ
ซูหว่านหนิงมองห้องที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ทั้งหมด มองดูก็รู้ว่าเป็นไม้เนื้อดีและมีราคาแพง เธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม่นานก็มีพนักงานหญิงนำน้ำดื่มและขนมมาเสิร์ฟ
“คุณผู้หญิงเชิญดื่มน้ำและกินขนมรองท้องไปก่อน ผมจะไปตามเถ้าแก่เว่ยให้ครับ” พนักงานชายที่พามาพูดจบก็ก้มหัวลงก่อนจะก้าวเดินออกจากห้อง
ซูหว่านหนิงมองสำรวจรอบห้องรับรอง บนเพดานมุมขวาสุดด้านบนของห้องมีกล้องวงจรปิดติดเอาไว้ ซูหว่านหนิงปลดหน้ากากอนามัยออกจากใบหน้า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดแอปบันทึกเสียง
ไม่เกินห้านาทีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนที่คนด้านนอกจะเดินเข้ามา ซูหว่านหนิงรีบลุกขึ้นยืน
“ตามสบายครับ” เถ้าแก่เว่ยเดินเข้ามาในห้อง
“สวัสดีค่ะ” ซูหว่านหนิงทักทาย
“คุณดูยังอายุน้อยอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจเรื่องของเก่าด้วย” เถ้าแก่เว่ยนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับที่ซูหว่านหนิงนั่งอยู่
“ฉันเพิ่งจะศึกษาไม่นานนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม
“ไม่ทราบว่าคุณมีของอะไรมาให้ผมพิจารณาหรือครับ” เถ้าแก่เว่ยถาม
ซูหว่านหนิงเปิดกระเป๋าสะพายก่อนจะหยิบม้วนภาพวาดออกมาวางไว้บนโต๊ะ เถ้าแก่เว่ยมองม้วนภาพวาดบนโต๊ะก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา
เมื่อคลี่ม้วนภาพวาดออกภาพตรงหน้าทำให้ดวงตาของเถ้าแก่เว่ยเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด
“นี่มัน ภาพวาดสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ คุณบอกผมได้ไหมว่าเอาภาพนี้มาจากที่ไหน” มือที่จับภาพวาดของเถ้าแก่เว่ยสั่นระริก แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมาก็สั่นเช่นเดียวกัน
“ฉันได้มาโดยบังเอิญค่ะ ตอนที่ซื้อมามันมีภาพซ้อนทับอยู่ด้านบน ฉันเลยตัดสินใจเอาภาพด้านบนออกจนเจอภาพนี้ที่ซ่อนอยู่อีกชั้น” ซูหว่านหนิงตอบ
เถ้าแก่เว่ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะโทรออกไปหาผู้ดูแลร้านให้รีบเชิญที่ปรึกษาด้านภาพวาดเข้ามาพบเพื่อประเมินราคาขาย
“คุณนั่งรอก่อนนะ ไม่เกินสิบนาทีพวกเขาคงจะมาถึง”
“ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบ
“นอกจากภาพวาดนี้คุณยังมีของที่จะนำมาขายอีกไหมครับ” เถ้าแก่เว่ยชวนคุยเพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศในห้องเงียบสงบเกินไป
“มีชามเก่าอยู่ใบนึงค่ะ” ซูหว่านหนิงพูดจบก็ล้วงหยิบชามที่ซื้อพร้อมกับภาพวาดออกมา
เถ้าแก่เว่ยมองชามตรงหน้าก่อนจะหยิบขึ้นมาแล้วใช้แว่นขยายตรวจสอบผลงาน ถ้ามองดูภายนอกอาจจะเหมือนชามเก่าที่ไม่มีราคา แต่เมื่อเอามือถูดูก้นขอบจะพบตัวหนังสือที่สลักชื่อเจ้าของผลงาน
เถ้าแก่เว่ยวางแว่นขยายลง ก่อนจะถามซูหว่านหนิงว่า “ชามใบนี้เป็นของจิตรกรช่วงปลายราชวงศ์ชิง ราคารับซื้ออยู่ที่ใบละ 30,000 หยวน คุณต้องการขายไหมครับ”
“ขายค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบทันที อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ได้เงินค่าของทั้งสองชิ้นกลับคืนมาแล้ว เหลือแค่ราคาภาพวาดที่ไม่รู้ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่
“ผมต้องแจ้งรายละเอียดของการรับซื้อจากทางร้านก่อน ราคาที่ผมรับซื้อต่อจากคุณไม่ใช่ราคาที่ผมจะขายออกไป ถ้าวันหน้าคุณรู้ว่าราคาที่ผมรับซื้อจากคุณถูกกว่าราคาที่ผมขายออกนั้นได้โปรดเข้าใจผมด้วย เพราะผมต้องมีค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน”
“ฉันเข้าใจดีค่ะ ราคานี้ฉันรับได้ ส่วนเถ้าแก่จะไปขายต่อเท่าไหร่นั้นฉันไม่สนใจแล้วค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ
เถ้าแก่เว่ยพยักหน้าชื่นชมกับความคิดของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนที่จะขอเลขบัญชีเพื่อโอนเงิน เสียงข้อความในโทรศัพท์ของซูหว่านหนิงดังขึ้นก่อนที่จะมีเงินเพิ่มขึ้นมา 30,000 หยวน
ซูหว่านหนิงมองตัวเลขที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ในที่สุดเธอก็หาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อคนบ้านซูอีกต่อไป
ไม่ถึงสิบนาทีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เมื่อประตูเปิดออกมีชายสูงวัยเดินเข้ามา ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบแว่นขยายขึ้นมาก่อนจะสำรวจภาพวาดที่วางอยู่บนโต๊ะ
ซูหว่านหนิงมองการทำงานของผู้ที่ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวาด มือของท่านสั่นเบา ๆ สังเกตได้จากแว่นขยายที่กำลังสั่นระริก ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองเถ้าแก่เว่ยจากนั้นหันมามองซูหว่านหนิง
“คุณหนูท่านนี้บอกผมได้ไหมว่าคุณได้ภาพนี้มาจากที่ไหน”
“ฉันได้มันมาจากถนนพานเจียหยวนพร้อมกับชามใบนี้ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบตามความจริง
“คุณหนูทราบไหมครับว่าภาพนี้เป็นภาพโบราณที่หาได้ยากยิ่ง” ชายท่านนั้นถามต่อ
“ฉันเองก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอกค่ะ หลังจากได้ภาพวาดกลับไปแล้ว ฉันหยิบภาพวาดนี้มาดูพบว่ามันมีภาพซ้อนอยู่ จึงตัดสินใจเอาภาพด้านบนออกจนเจอกับภาพนี้” ซูหว่านหนิงพูดความจริงออกไป เพราะเธอเชื่อว่าเถ้าแก่เว่ยและผู้เชี่ยวชาญท่านนี้อาจจะสงสัยถึงที่มาที่ไปของภาพวาดอันล้ำค่านี้ ไม่สู้พูดความจริงไปเลยจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง
“ฉันยังเอาภาพด้านบนมาด้วยค่ะ” พูดจบก็ล้วงหยิบแผ่นภาพออกมา
เมื่อวางลงบนโต๊ะผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวาดที่รู้ภายหลังว่าแซ่เหลียง หยิบภาพวาดนั้นขึ้นมาตรวจสอบและเมื่อนำไปทาบกับภาพวาดเดิมทั้งสองภาพมีขนาดที่ตรงกัน
“คุณโชคดีมากที่เก็บของล้ำค่ากลับมาได้” คุณเหลียงเอ่ยชม
“ถือว่าฉันดวงดี ดีกว่าค่ะ” ซูหว่านหนิงยิ้มรับ
“เอาล่ะ เรามาพูดถึงราคาขายภาพวาดนี้กันเถอะ ราคาตลาดที่ขายภาพในราชวงศ์ชิงจะเริ่มต้นอยู่ที่ภาพละ 15 ล้านหยวน แต่ภาพของคุณเป็นภาพที่มาจากจิตรกรชื่อดังในยุคเฉียนหลงฮ่องเต้ ราคาขายจึงสูงขึ้นมาหน่อย” เมื่อคุณเหลียงพูดจบคราวนี้กลับเป็นซูหว่านหนิงที่ตัวสั่นเมื่อได้รู้ราคาขายที่แท้จริง
คุณเหลียงหันไปกระซิบกับเถ้าแก่เว่ย ก่อนที่เถ้าแก่เว่ยจะพยักหน้าและบอกราคากับซูหว่านหนิง
“ผมให้ราคาขายภาพนี้กับคุณอยู่ที่ 25 ล้านหยวน แต่ผมขอพูดก่อนนะว่าถ้าผมเอาภาพนี้ไปขายต่อราคามันอาจจะสูงถึง 40 ล้านหยวน คุณยังยินดีที่จะขายภาพวาดนี้กับผมไหมครับ”
“ขายค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบแบบไม่คิดให้ปวดสมอง เงินจำนวน 25 ล้านหยวนนี้ต่อให้หาทั้งชาติก็คงจะหาไม่ได้แล้ว
ซูหว่านหนิงไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกจากร้านเถ้าแก่เว่ยได้ยังไงและกลับถึงบ้านตอนไหน ใจของเธอล่องลอยไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าก่อนจะกลับเถ้าแก่เว่ยได้บอกกับเธอว่า
“ถ้ามีของดีอย่าลืมมาขายที่ร้านของผมอีกนะ”