LNCrawler

พนันหวยหยก

ซูหว่านหนิงพลิกชะตาชีวิตด้วยเนตรทองคำ — novel.dek d.com · All chapters

พนันหวยหยก

หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ซูหว่านหนิงกลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเธอให้เทพเจ้าแมวเหมียวช่วยใส่เฝือกกลับคืนเฉพาะบริเวณแขน ส่วนที่ขานั้นถอดออกเพราะจะได้สะดวกต่อการเดินทาง

           หรันฮวาเมื่อเจอหน้าหว่านหนิงก็รีบเข้ามาทักทาย “หว่านหนิงเธอหายดีแล้วหรือ”

           ซูหว่านหนิงส่งยิ้มให้ก่อนจะตอบไปว่า “ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้วล่ะ ขอบใจเธอมากนะ” 

           สองเพื่อนสาวเดินเข้าชั้นเรียนเมื่อพักเบรกวิชาเรียน ซูหว่านหนิงไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อเอาใบรับรองแพทย์และใบงานไปส่ง

           “ตาของเธอบอดหรือ” อาจารย์ที่ปรึกษาจ้องมองดวงตาข้างขวาของซูหว่านหนิง เพราะในใบรับรองแพทย์เขียนระบุอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด

           “ใช่ค่ะ” ซูหว่านหนิงตอบ 

           “อาจารย์เสียใจด้วยนะ แต่มองเห็นข้างเดียวก็ยังดีกว่ามองไม่เห็นเลยสักข้าง ต่อไปนี้ก็ระมัดระวังตัวเองให้มากสักหน่อย” อาจารย์ที่ปรึกษาได้แต่พูดปลอบใจ

           “ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ” ซูหว่านหนิงนั่งคุยกับอาจารย์เรื่องการเรียนอีกสักพักก่อนจะขอตัวกลับเข้าชั้นเรียน

           เพื่อนในชั้นเรียนเมื่อเห็นซูหว่านหนิงกลับมาเรียนได้ตามปกติ ก็เข้ามาแสดงความยินดีที่หายป่วยและได้กลับมาเรียนเหมือนเดิม หลังจากเลิกเรียนซูหว่านหนิงกลับไปถึงบ้านก่อนจะเริ่มทำอาหารเย็น

 

           ช่วงเวลาที่ยังไม่ไปเรียนท่านเทพได้มอบตำราอาหารให้เธอหนึ่งเล่ม ซูหว่านหนิงทดลองทำอาหารตามสูตรตอนนี้เธอทำอาหารได้หลากหลายชนิด ซึ่งท่านเทพติดใจรสมือทำอาหารของจนถึงขั้นไม่ยอมกินอาหารที่ซื้อจากด้านนอก 

           “มื้อเย็นทำอันใดให้ข้ากินหรือ” แมวสีขาวเดินออกจากห้อง ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะมองดูวัตถุดิบตรงหน้า

           “ซี่โครงหมูน้ำแดง ปลาราดซอสหมาล่า ผัดแปดเซียน” ซูหว่านหนิงตอบก่อนจะหยิบซี่โครงหมูมาล้างทำความสะอาด

           ส่วนปลาราดซอสหมาล่าใช้ปลากะพงตัวประมาณ 6 – 7 ขีด เอามาล้างทำความสะอาดและนำไปทอดจนเหลืองกรอบ ก่อนจะราดด้วยซอสหมาล่าที่เคี่ยวเอง

           หลังจากกินมื้อเย็นและเก็บกวาดทำความสะอาดห้องครัวเสร็จแล้ว ซูหว่านหนิงจะเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้า ซึ่งพรุ่งนี้จะเป็นเมนูขนมจีบกุ้งและน้ำเต้าหู้

           ทุกวันหยุดซูหว่านหนิงจะเดินทางไปดูช่างตกแต่งห้องชุด ที่ตอนนี้คืบหน้าประมาณ 30 % ซึ่งจะเสร็จทันก่อนที่สัญญาเช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้จะสิ้นสุดลง

 

           เมื่อครบกำหนดพบแพทย์ ซูหว่านหนิงให้ท่านเทพช่วยใส่เฝือกให้เธออีกครั้ง ส่วนดวงตาก็ทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ก่อนจะเรียกรถให้ไปส่งที่โรงพยาบาล 

           “ฟื้นตัวได้ดีมากเลยนะ หมอดีใจด้วย” คุณหมอจางตรวจอาการของซูหว่านหนิงก่อนจะสั่งให้พยาบาลทำการถอดเฝือกที่แขนและขาออก ในที่สุดซูหว่านหนิงก็เป็นอิสระอีกครั้ง

           “ขอบคุณคุณหมอมากค่ะที่ช่วยรักษาฉันจนหายดี” ซูหว่านหนิงกล่าวขอบคุณ

           “ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ หน้าที่ของผมคือการรักษา” คุณหมอจางยิ้มให้

           “ยังไงก็ต้องขอบคุณค่ะ และขอบคุณพี่พยาบาลทุกท่านที่ช่วยดูแลฉันด้วยค่ะ” ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ 

           เมื่อแขนและขาเป็นอิสระซูหว่านหนิงมองดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะพบว่ายังเหลือเวลาอีกครึ่งวัน เธอจึงเลือกที่จะไปเดินเล่นที่ถนนพานเจียหยวนอีกครั้ง อย่างน้อย ๆ หาเงินเข้ากระเป๋าสักหมื่นสองหมื่นหยวนก็ดีกว่าอยู่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า

           วันนี้ซูหว่านหนิงซื้อของจากร้านขายของเก่าเป็นจำนวนเงิน 100,000 หยวน และนำไปขายที่ร้านเถ้าแก่เว่ยได้กำไรเข้ากระเป๋า 300,000 หยวน เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่และยังมีเงินเหลือเก็บเข้ากระเป๋า

           วันต่อมาซูหว่านหนิงไปเรียนตามปกติวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายไม่มีเรียน เธอจึงเลือกที่จะไปตระเวนดูรถยนต์ที่โชว์รูมใกล้ กับมหาวิทยาลัย เมื่อได้รุ่นรถยนต์ที่ถูกใจสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือการเรียนขับรถยนต์ เมื่อได้ใบขับขี่มาซูหว่านหนิงจึงไปที่โชว์รูมอีกครั้งเพื่อซื้อรถ

           จากเดิมที่คิดว่าจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่อพาร์ทเม้นท์ที่เธอพักไม่มีสายชาร์จรถไฟฟ้า จะให้ไปต่อแถวชาร์จด้านนอกก็ไม่สะดวกนัก ซูหว่านหนิงจึงเลือกซื้อรถยนต์ระบบไฮบริดที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนราคารถยนต์นั้นอยู่ที่ 120,000 หยวน

           ปลายเดือนกรกฎาคมถึงเวลาสอบปลายภาคเรียน ซูหว่านหนิงกำลังคิดวางแผนที่จะหาเงินเข้ากระเป๋าในช่วงปิดเทอม ซึ่งจากคำแนะนำของเทพเสวี๋ยไป๋นั้นท่านแนะนำให้เธอไปที่ตลาดค้าหยกดิบเพื่อซื้อหวยหยก วิธีนี้จะทำให้ได้เงินเร็วกว่าการไปหาซื้อของเก่า

           ซูหว่านหนิงเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการพนันหวยหยก ที่จริงแล้วที่ตลาดพานเจียหยวนก็มีหวยดิบมาวางขาย แต่มันมีจำนวนไม่มากและซูหว่านหนิงก็ได้ตรวจสอบดูแล้ว หากผ่าก้อนหยกออกมาจะเสียมากกว่าได้

สถานที่ที่ซูหว่านหนิงจะไปนั่นก็คือ ตลาดวัฒนธรรมสือหลี่เหอ ตั้งอยู่บนถนนจั่วอัน เน้นขายหินดิบเจาะกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ชอบเสี่ยงโชค 

           “ท่านเทพท่านอยากไปเสี่ยงดวงกับฉันไหมคะ” ซูหว่านหนิงเอ่ยชวน

           “ข้าไม่อยากเดินทางเบียดเสียดกับผู้คน เจ้ารู้หรือไม่ว่าแมวมีสัมผัสกลิ่นที่ดีเยี่ยม ข้าทนไม่ไหวกับกลิ่นปลาเน่าปลาเค็มของผู้คนเหล่านั้น” เมื่อท่านเทพเสวี๋ยไป๋พูดจบซูหว่านหนิงถึงกับหัวเราะลั่น

           “เขาเรียกว่าลมหายใจมังกร” 

           แมวสีขาวที่นอนอยู่บนโต๊ะเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูก “หึ ลมหายใจมังกรบ้าบออันใดกัน นั่นมันรวมสารพัดกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า ช่างเหม็นเยี่ยงนัก” 

           “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ฉันขับรถพาไปได้นะคะ” 

 

           แมวสีเงยเงยหน้าขึ้นมามองอีกครั้ง “ข้าเองไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเจ้าด้วยหรอกนะ รอให้เจ้าฝึกปรือให้ชำนาญกว่านี้เสียก่อนข้าถึงจะยอมนั่งด้วย”

           ซูหว่านหนิงได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ แม้เธอจะเรียนขับรถมาแล้วก็จริงแต่ก็ยังเป็นมือใหม่อยู่มาก วันแรกที่เอารถออกจากโชว์รูมซูหว่านหนิงพาท่านเทพไปรับรถด้วยกัน กว่าจะขับรถจากโชว์รูมกลับมาอพาร์ทเม้นท์ซูหว่านหนิงเกร็งจนปวดแขน

           ในเมื่อท่านเทพปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางวันต่อมาซูหว่านหนิงจึงต้องเดินทางไปที่ถนนจั่วอันเพียงลำพัง เธอไม่ลืมแวะซื้อไฟฉายและแว่นขยายที่ใช้สำหรับดูหยกโดยเฉพาะ

           ที่ตลาดวัฒนธรรมสือหลี่เหอคราคร่ำไปด้วยผู้คน บนพื้นมีกองหินหยกวางและเขียนราคาบอกอย่างชัดเจน นักพนันหวยหยกต่างพากันเอาแว่นขยายและไฟฉายขึ้นมาส่องเพื่อหาหินที่มีหยกอยู่ด้านใน

           ซูหว่านหนิงกวาดตามองหินหยกที่วางเรียงรายอยู่บนพื้น เธอมองเห็นสีทองจาง ๆ ไม่ได้เป็นสีทองสว่างจ้าเหมือนกับหินหยกที่เทพเสวี๋ยไป๋ให้เธอดูเมื่อครั้งก่อน

           เสียงเครื่องตัดหยกดังกระหึ่มซูหว่านหนิงก้าวเดินไปตามเสียง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้เห็นการผ่าหยก 

           “เถ้าแก่เจียง คุณซื้อหินหยกก้อนนี้มาในราคาสูงมากนะ คุณคิดว่ามันจะมีหยกอยู่ด้านในจริงหรือ” ชายวัยกลางคนหันไปถาม เถ้าแก่เจียงเจ้าของหินหยกที่กำลังทำการผ่า

           “เดี๋ยวก็รู้ว่ามีหรือไม่มี” เถ้าแก่เจียงตอบ ก่อนจะมองไปทางหินหยกที่ช่างตัดหยกกำลังทำงาน

 

           ซูหว่านหนิงแทรกตัวฝ่าวงล้อมของผู้คนเดินไปหยุดหน้าเครื่องตัดหยก

           “พี่สาวคะ ฉันเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ขั้นตอนนี้เรียกว่าอะไรหรือคะ” ซูหว่านหนิงหันไปถามพี่สาวที่ยืนด้านข้าง

           “เขาเรียกว่าการเปิดหน้าหยก หยกก้อนนี้เป็นของเถ้าแก่เจียง น้องสาวคงไม่รู้จักเถ้าแก่เจียงใช่ไหม” พี่สาวคนนั้นหันมาถาม

           “ใช่ค่ะ ฉันไม่รู้จักเขา” ซูหว่านหนิงตอบ

           “เถ้าแก่เจียงเป็นเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่ระดับกลาง มีฝีมือในการเลือกหินหยก ไม่ว่าจะผ่าก้อนไหนก้อนนั้นก็จะมีหยก แล้วแต่ว่าเกรดดีหรือไม่ดี แต่ก็มีทุกก้อน” 

           “ขอบคุณมากค่ะพี่สาว” ซูหว่านหนิงเอ่ยขอบคุณ

           “ไม่เป็นไร พี่เองก็ชอบมาดูการตัดหยก ได้ลุ้นไปกับเขาด้วย” พี่สาวคนนั้นตอบ

           เมื่อช่างเปิดหน้าหยกก็พบหยกสีเขียวกระจ่างใส “หยกสีกรีนแอปเปิล เนื้อเทียน เถ้าแก่เจียงจะผ่าต่อไหม” ช่างหันไปถามเถ้าแก่เจียง

           “ผ่าเลย” เถ้าแก่เจียงตอบ

           ซูหว่านหนิงมองหินหยกที่กำลังผ่ามันมีสีทองเจือจาง เธอมั่นใจว่าหินก้อนนี้มีหยกอยู่จริง แต่ราคาขายของมันคงไม่สูงมาก

           เมื่อช่างผ่าหินหยกทั้งหมดด้านในมีหยกสีกรีนแอปเปิลเนื้อเทียนขาดความกว้างอยู่ที่ 10 เซนติเมตร ความยาว 35 เซนติเมตรและหนาประมาณ 6 เซนติเมตร หินก้อนนี้เถ้าแก่เจียงซื้อมาในราคา 100,000 หยวน เมื่อผ่าเสร็จแล้วมีคนขอซื้อต่อในราคา 500,000 หยวน

           ซูหว่านหนิงมองหยกสีเขียวตรงหน้า ก้อนหินที่เธอเห็นเป็นสีทองเจือจางกลับมีราคาขายสูงถึง 500,000 หยวน แล้วถ้าเธอเจอหินหยกที่ส่องประกายสีทองเจิดจ้าราคาของมันไม่สูงถึงหลักสิบล้านหยวนหรือไง

           หินหยกก้อนนี้เถ้าแก่เจียงไม่ได้ขายเพราะจะเอาไปทำเครื่องประดับให้กับลูกค้าที่สั่งจองเอาไว้ เมื่อการผ่าหยกเสร็จสิ้นลงซูหว่านหนิงจึงเริ่มต้นมองหาหินหยกที่เธอต้องการ