บทที่ 4 หางานทำได้แล้ว 2
บทที่ 4 หางานทำได้แล้ว 2
เมื่อเห็นว่าแม่มีความสามารถด้านการเย็บผ้า ซูเจียซินก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ว่าจะช่วยแม่ของเธอหาเงินยังไง
“ถ้าฉันทำที่มัดผมมาวางขายตรงหน้าร้าน หลังจากร้านปิดไปแล้วจะได้ไหมคะ” ซูเจียซินถามกับเถ้าแก่เนี้ย
“ทำมาเถอะ เอามาวางขายที่หน้าร้านนี่แหละ จะได้ช่วยกันขายด้วย” ต้วนเพ่ยฉินบอก
ต้วนเพ่ยฉินเห็นว่าซูเจียซินเป็นคนขยันและอดทน เธอจึงนึกเอ็นดูหญิงสาว ครั้นได้รู้ว่าเธอกับแม่ตัดขาดจากตระกูลฝั่งพ่อ เพราะถูกคนที่ตระกูลนั้นทำร้ายจนเกือบตาย ต้วนเพ่ยฉินที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันก็นึกเวทนาชะตาชีวิตของสองแม่ลูก จึงอยากจะช่วยเหลือ
“ขอบคุณค่ะ” ซูเจียซินบอกด้วยความดีใจ
ตอนเย็นหลังจากเธอทำงานที่ร้านบะหมี่เสร็จแล้ว ก็ไปที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าต่อ เพื่อจะไปขอซื้อเศษผ้ามาทำที่มัดผม
“เอาไปเถอะ เศษผ้าพวกนั้นไม่ได้ใช้อยู่แล้ว” เจ้าของร้านตัดเย็บเสื้อผ้าก็ใจดี ให้เศษผ้ากับซูเจียซินมา เพราะถ้าหญิงสาวไม่เอาไปเธอก็จะทิ้งอยู่แล้ว
“ขอบคุณค่ะ” ซูเจียซินบอก ก่อนจะเก็บเอาเศษผ้ามาใส่ถุง จากนั้นก็ช่วยทำความสะอาดร้านให้กับเถ้าแก่เนี้ยด้วย
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายมีน้ำใจ หม่าเหยาซีก็เดินไปหยิบเศษผ้าอีกกล่องออกมา ในนั้นผ้าจะมีขนาดใหญ่กว่า เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาไปทำอะไรดี แต่ก็คิดไม่ออก จึงยกให้กับซูเจียซินไปด้วย
“เศษผ้าในกล่องนี้มีขนาดใหญ่กว่า เธอก็เอาไปด้วยเลย” หม่าเหยาซีว่า
“ขอบคุณค่ะ” ซูเจียซินตอบรับด้วยความดีใจ ก่อนจะทำความสะอาดร้านอย่างขะมักเขม้น เสร็จแล้วเธอก็เอ่ยลากับเจ้าของร้าน “ฉันกลับก่อนนะคะ”
“เดินทางดี ๆ ล่ะ” อีกฝ่ายตอบกลับมา
“ค่ะ”
ออกมาจากร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ซูเจียซินก็ไปที่ร้านขายผ้าต่อ แล้วก็เลือกซื้อของอีกเล็กน้อย ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกับเศษผ้ากล่องใหญ่ ครึ่งชั่วโมงต่อมาหญิงสาวก็กลับมาถึงบ้าน
“แม่คะ ฉันกลับมาแล้วค่ะ”
“ทำไมวันนี้กลับเย็นจัง” ซูฟางเฟยถามกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะวันนี้ซูเจียซินกลับบ้านช้ากว่าเมื่อวาน
“ฉันไปช่วยทำความสะอาดที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามาค่ะ ทางร้านให้เศษผ้ามาด้วย” ซูเจียซินบอก แล้วก็เอากล่องเศษผ้าเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็ให้แม่ของเธอดู “แม่พอจะทำที่มัดผมได้ไหมคะ ฉันซื้ออุปกรณ์มาแล้ว ทางร้านบะหมี่บอกให้ฉันเอาไปวางขายที่หน้าร้านได้ค่ะ”
ซูเจียซินเล่าเรื่องดี ๆ ให้แม่ของเธอฟัง
“แม่ไม่เคยทำมาก่อน” ซูฟางเฟยบอก
“ฉันทำให้แม่ดูก่อน แล้วแม่ก็ลองดูว่าสามารถทำได้หรือเปล่า” ซูเจียซินบอก เธอลองทำที่มัดผมที่ตัวเองเคยซื้อมาใช้ในชีวิตก่อน ให้แม่ของเธอดู
“ถ้าแบบนี้ก็พอทำได้อยู่” ซูฟางเฟยบอก สิ่งที่ซูเจียซินทำไม่ได้ยาก เธอน่าจะทำได้ “กินข้าวกันก่อนเถอะ แล้วค่อยมาช่วยกันทำ”
“ค่ะ”
จากนั้นสองแม่ลูกก็ไปกินข้าวกันก่อน เมื่ออิ่มแล้วก็มานั่งทำที่มัดผมด้วยกัน แม้ซูเจียซินจะเป็นคนเสนอความคิด แต่แม่ของเธอกลับทำออกมาได้สวยกว่าเธอ
“แม่ทำสวยกว่าฉันมากเลยค่ะ” ซูเจียซินว่าแล้วก็หัวเราะออกมา ฝีมือเธอเทียบกับแม่ไม่ได้เลย
ซูฟางเฟยไม่ได้ว่าอะไรอีก เพราะเรื่องพวกนี้เธอหัดทำกับผู้เป็นแม่มาตั้งแต่เด็ก ทว่าซูเจียซินไม่เหมือนกัน ชีวิตของลูกสาวลำบากกว่า ต้องทำงานหนักตั้งแต่เด็กจะมีเวลาที่ไหนมาฝึกงานละเอียดแบบนี้ เธอแค่สอนให้ลูกปะชุนเสื้อผ้าเป็นเท่านั้น ซึ่งซูเจียซินก็แค่พอทำได้แต่ไม่เรียบร้อยนัก
“ผ้าผืนใหญ่พวกนี้ เราเอามาเย็บเป็นกระเป๋าสะพายข้างดีไหมคะ”
ซูเจียซินถามกับแม่ของเธอ กระเป๋าก็เลือกทำแบบง่าย ๆ ชิ้นเล็ก ๆ ก็พอ ซูฟางเฟยคิดตามที่ลูกสาวว่า เธอก็เริ่มมีแบบกระเป๋าขึ้นมาในใจแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะลองทำดูก่อน” ซูฟางเฟยบอกกับลูกสาว
“ไม่ต้องรีบค่ะ ถ้าแม่มีเวลาว่างก็ค่อย ๆ ทำไป” ซูเจียซินบอกกับแม่ของเธอ
หญิงสาวหางานให้แม่ของเธอทำแก้เบื่อ ไม่ได้ให้ทำแบบหลังขดหลังแข็ง ตอนนี้ไม่มีใครมาบังคับ สิ่งที่เป็นอยู่ก็ถือว่าสามารถประคับประคองชีวิตของทั้งสองคนไปได้
ซูฟางเฟยเห็นว่าตนเองพอจะมีอะไรให้ทำแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา จากนั้นสองแม่ลูกก็ทำที่มัดผมกันต่อ เก็บไว้ได้มากพอแล้วค่อยเอาไปขาย
“พอเท่านี้ก่อนเถอะค่ะ ค่ำแล้วฝืนทำไปจะไม่ดีต่อสายตา” ซูเจียซินบอกกับแม่ของเธอ
ซูฟางเฟยก็พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาว จากนั้นทั้งสองคนก็วางมือ และเปลี่ยนมานั่งพูดคุยกันแทน
“ครอบครัวของเราต้องเหนื่อยลูกแล้ว” ซูฟางเฟยบอกกับลูกสาว ทุกอย่างเป็นลูกสาวของเธอคิดหาทาง เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้
“แม่ไม่รู้สึกเหรอคะว่าตอนนี้เราทำงานน้อยลง เหนื่อยน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก เราไม่เคยมีเวลาว่างมานั่งพูดคุยกันแบบนี้ด้วยซ้ำ”
ซูเจียซินว่าก่อนจะหันไปมองแม่ของเธอ ตอนอยู่ตระกูลซ่งเธอสองคนแม่ลูกทำงานกันหัวหมุนแทบไม่ได้พัก แต่ก็ยังถูกดุด่า เสื้อผ้าดี ๆ ไม่เคยได้มีใส่ ทว่าตอนนี้แม้จะยังต้องทำงาน แต่ก็มีเวลาได้พัก เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ทำงานต่อ ที่สำคัญภายในใจรู้สึกมีความสุขมากขึ้น
“ชีวิตตอนนี้ดีมาก ๆ แล้วล่ะค่ะ ฉันรู้สึกมีความสุขมาก ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลยค่ะ”
ซูฟางเฟยได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นเธอก็ยิ้มออกมา ใช่แล้วมีใครบ้างที่ไม่ต้องทำงาน ที่ผ่านมาเธอต้องทำงานหนักแต่ไม่เคยได้กินอิ่มนอนอุ่น ทว่าตอนนี้แม้จะมีกันสองคนแม่ลูก แต่เธอกลับยิ้มได้มากขึ้น ชีวิตหลังก้าวออกมาจากตระกูลซ่ง ไม่ได้แย่อย่างที่เธอเคยนึกกลัวเลย