บทที่ 6 ซื้อร้านบะหมี่ 2
บทที่ 6 ซื้อร้านบะหมี่ 2
ราคาที่บอกมาทำให้ซูเจียซินหายใจสะดุดไปเหมือนกัน เพราะค่อนข้างแพงสำหรับเธอ แต่ร้านทำเลดีมาก ผู้คนเดินผ่านตลอด ตัวร้านค่อนข้างกว้างขวาง ด้านหลังเป็นห้องครัวให้เตรียมของ และลานด้านหลังร้านสร้างห้องพักเล็ก ๆ ไว้อีกสองห้อง สามารถใช้พักอาศัยได้ อีกทั้งก็ยังได้ของในร้านด้วย จึงไม่จำเป็นต้องซื้อของเพิ่มอีก
“ฉันขอกลับไปหายืมเงินจากญาติพี่น้องก่อนนะคะว่าจะได้ไหม ถ้าไม่ได้ยังไงฉันจะทำสัญญาผ่อนจ่ายกับเถ้าแก่เนี้ยค่ะ” ซูเจียซินบอก
ความจริงหญิงสาวไม่ได้คิดจะไปยืมเงินญาติพี่น้อง เธอจะเอาทองคำแท่งไปขาย แต่จู่ ๆ จะให้มีเงินขึ้นมาเลยก็คงเป็นที่สงสัย เธอจึงได้อ้างเรื่องยืมเงินไป
“ได้ แล้วพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาทำงานนะ ฉันจะหยุดขายแล้วล่ะ ของที่เหลืออยู่ฉันจะเอามาทำบะหมี่เลี้ยงอำลาคนรู้จักแถวนี้แหละ เธอก็ไปจัดการเรื่องของเธอให้เรียบร้อย ได้เรื่องยังไงก็มาบอกฉัน”
ต้วนเพ่ยฉินบอกกับซูเจียซิน ก่อนจะมอบเงินค่าแรงของเดือนนี้ให้กับหญิงสาวไปด้วย
“ได้ค่ะ” ซูเจียซินตอบรับ “ขอบคุณเถ้าแก่กับเถ้าแก่เนี้ยมากนะคะ ที่เอ็นดูฉันมาตลอด”
“เพราะเธอเป็นเด็กดีและขยัน พวกเราจึงอยากช่วยเหลือ” ถังเลี่ยงหวงว่า
“ขอบคุณค่ะ”
ซูเจียซินบอกขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นก็รีบกลับบ้านไปปรึกษาแม่ของเธอ
กลับมาถึงที่บ้านซูเจียซินก็นำเรื่องร้านบะหมี่มาปรึกษากับแม่ของเธอ เรื่องการทำบะหมี่เธอถือว่ามีความชำนาญ ชีวิตก่อนเธอทำงานที่ร้านนั้นอยู่สองปี ก่อนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
หลังถูกกลั่นแกล้งจนต้องออกจากงาน เธอก็มาเปิดร้านบะหมี่ของตัวเอง
“ลูกอยากทำร้านบะหมี่จริงหรือเปล่า และยังคิดจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่หรือไม่” ซูฟางเฟยถามกับลูกสาวให้แน่ใจอีกครั้ง
“ฉันอยากทำร้านบะหมี่ต่อจากเถ้าแก่ค่ะ โอกาสแบบนี้หาไม่ได้แล้ว ส่วนเรื่องเรียนต่อคงไม่แล้วล่ะค่ะ ถ้าฉันไปอยู่ที่อื่นก็คงไม่สบายใจที่จะให้แม่อยู่คนเดียว” ซูเจียซินตอบผู้เป็นแม่
“ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ทางนี้ก็ยังมีลุงของลูกอยู่”
ซูฟางเฟยไม่อยากให้ลูกสาวคิดแบบนั้น และเธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงของลูก เธออยากให้ลูกเลือกอนาคตของตัวเองก่อน
ซูเจียซินไม่อยากให้แม่ของเธอหวังพึ่งคนอื่น เพราะไม่สามารถพึ่งพาใครได้ตลอดไป หญิงสาวอยากจะพึ่งพาตัวเองก่อน
“เรียนก็ต้องใช้เงินค่ะ ตอนนี้ฉันอยากหาเงินมากกว่า และฉันก็อยากคว้าโอกาสนี้ไว้ด้วย”
ซูเจียซินบอก แล้วก็จับมือแม่ของเธอมากุมเอาไว้
“แม่ไม่แปลกใจเหรอคะ ที่จู่ ๆ เราก็ได้ทองคำแท่งมาประจวบเหมาะพอดี นี่ไม่ใช่สวรรค์เมตตาเราแล้วเหรอคะ หรือไม่สวรรค์ก็กำลังชี้ทางให้เราอยู่”
ซูฟางเฟยได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็ตาสว่างขึ้นมา บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ลูกสาวของเธอว่า ทุกอย่างประจวบเหมาะเกินไป
“แต่ฉันคงทำคนเดียวไม่ไหว แม่ไปช่วยฉันด้วยได้ไหมคะ” ซูเจียซินถาม
ซูฟางเฟยไม่อาจเห็นลูกเหนื่อยอยู่คนเดียวได้ ถ้าเธอช่วยได้ย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ซูฟางเฟยว่า
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าแม่เข้าไปในตำบลกับฉันดีไหมคะ ไปดูร้านด้วย” ซูเจียซินเอ่ยชวน “ถ้ามีใครถามเรื่องนี้ แม่ก็บอกว่าเถ้าแก่ให้ฉันค่อย ๆ ผ่อนจ่ายค่าร้านไปนะคะ”
“ได้”
ซูฟางเฟยบอกกับลูกสาวและเธอก็พลันรู้สึกมีความสุขไปด้วย หากว่าร้านขายดีเธอสองคนแม่ลูกก็จะมีรายได้ที่มั่นคงแล้ว
เช้าวันต่อมาสองแม่ลูกก็นั่งเกวียนไปที่ตำบล โดยพกทองคำแท่งติดตัวไปด้วยคนละแท่ง แล้วก็แยกกันไปขายทองคำที่ร้านทองก่อน ซูเจียซินนำทองไปขายแท่งหนึ่ง และให้แม่ของเธอไปขายอีกแท่งหนึ่ง ทั้งสองแยกกันไปขายคนละเวลาเพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกต และไม่ให้มีใครคิดว่าทั้งสองมีทองคำในครอบครองมากเกินไป
จากนั้นสองแม่ลูกก็มีเงินในมือคนละสองพันห้าร้อยหยวน ซูฟางเฟยได้ถือเงินมากขนาดนี้เป็นครั้งแรกก็ถึงกับมือสั่น ก่อนจะรีบเดินไปหาลูกสาว แล้วก็ยัดเงินไปให้กับซูเจียซิน
“แม่มือสั่นไปหมดแล้วไม่เคยจับเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน” ซูฟางเฟยว่า
ซูเจียซินได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมา จากนั้นก็แบ่งเงินออกมาสามพันห้าร้อยหยวน เพื่อจะเอาไปจ่ายค่าร้านค้า ที่เหลือก็เก็บไว้ซื้อของมาขาย จากนั้นสองแม่ลูกก็ไปที่ร้านบะหมี่ด้วยกัน
“นี่แม่ของเธอเหรอ” ต้วนเพ่ยฉินเอ่ยถามกับซูเจียซิน
“ใช่ค่ะ นี่แม่ของฉันเองค่ะ ซูฟางเฟย ต่อไปแม่จะมาช่วยฉันขายบะหมี่ที่ร้านค่ะ” ซูเจียซินบอก
“ดีแล้ว สองคนแม่ลูกช่วยกันทำมาหากิน รับรองว่ามีรายได้พอกินพอใช้อย่างแน่นอน” ต้วนเพ่ยฉินว่า
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยมากนะคะ ที่เอ็นดูและคอยช่วยเหลือลูกสาวของฉันมาตลอด”
ซูฟางเฟยรู้ว่าคนตรงหน้าเอ็นดูลูกสาวของเธอ แต่ซูฟางเฟยเพิ่งจะได้มาขอบคุณอีกฝ่าย
“เด็กคนนี้หัวไวและขยันมาก วันหน้าชีวิตต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน” ต้วนเพ่ยฉินเอ่ยชม
“ฉันพอรวบรวมเงินมาได้แล้วค่ะ จึงจะจ่ายกับเถ้าแก่เต็มจำนวนเลย” ซูเจียซินบอกกับถังเลี่ยงหวง “ถ้ามีใครถามช่วยบอกว่าฉันผ่อนจ่ายกับเถ้าแก่ได้ไหมคะ”
ถังเลี่ยงหวงพยักหน้าตอบรับ “ได้สิ”
เมื่อจ่ายเงินครบแล้ว ทั้งสองก็เดินทางไปที่สำนักงานจัดการที่ดิน เพื่อโอนย้ายโฉนดที่ดินมาเป็นชื่อของซูเจียซิน เมื่อเอกสารทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองก็กลับมาที่ร้านอีกครั้ง เพราะเที่ยงวันนี้ต้วนเพ่ยฉินตั้งใจจะทำบะหมี่เลี้ยงคนรู้จักแถวนั้น เพื่อเป็นการอำลา ซูฟางเฟยก็อยู่ช่วยงานที่ร้านด้วย
ในตอนเที่ยงทุกคนก็มาร่วมอำลาถังเลี่ยงหวงและต้วนเพ่ยฉิน และยังได้รู้ด้วยว่าจากนี้ร้านบะหมี่จะยังเปิดขายต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนเจ้าของร้านเป็นซูเจียซินแทน
ทุกคนรู้แบบนั้นก็คิดว่ายังโชคดีได้ทานบะหมี่อร่อย ๆ ต่อไป หลังแม่ลูกอยู่ร่วมอำลาเถ้าแก่ทั้งสองแล้ว ก็เดินทางกลับบ้านของตัวเองไป