บทที่ 8 คนตระกูลซ่งมาก่อความวุ่นวาย 1
บทที่ 8 คนตระกูลซ่งมาก่อความวุ่นวาย 1
เมื่อร้านขายดีก็เป็นที่รู้จัก และร้านก็อยู่แค่ในตำบล ซึ่งไม่ได้ห่างไกลจากหมู่บ้านเข่อซิงมากนัก ย่อมทำให้คนตระกูลซ่งรู้ว่าสองแม่ลูกได้มาเปิดร้านบะหมี่อยู่ในตำบลเยว่จวน เดิมพวกเขาไม่แน่ใจว่าจะเป็นร้านของสองแม่ลูกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นร้านบะหมี่นี้เป็นของเถ้าแก่ถัง
ครั้นสืบจนแน่ใจแล้วว่าสองแม่ลูกซื้อร้านบะหมี่ต่อจากถังเลี่ยงหวง หูฮุ่ยหรูก็เห็นหนทางที่จะหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ชดเชยที่ก่อนหน้านั้นซูเจียซินรีดเงินไปจากเธอหนึ่งร้อยหยวน
“แกเป็นพ่อทำไมจะไปที่ร้านของลูกสาวไม่ได้”
หูฮุ่ยหรูบอกกับซ่งจื้อเผิง เธอมาบอกให้ลูกชายไปแสดงตัวที่ร้าน ยังไงเขาก็เป็นพ่อของซูเจียซิน มีสิทธิ์ในร้านนั้นเหมือนกัน ทว่าซ่งจื้อเผิงไม่อยากไป เพราะตั้งแต่ที่เสียภรรยากับลูกสาวไป เขาก็ตระหนักได้แล้วว่าตนเองทำผิดต่อลูกและภรรยา เขาละอายเกินกว่าจะไปเจอหน้าซูฟางเฟย
ตระกูลซ่งที่ไม่มีซูฟางเฟยกับซูเจียซินมาทำงานบ้านให้ ที่นั่นก็แทบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้อีก ลานบ้านสกปรกไม่มีใครเก็บกวาด งานบ้านก็ไม่มีใครอยากทำ เสื้อผ้ากองพะเนิน จานชามไม่ได้ล้าง เขาแทบทนมองความเลอะเทอะพวกนั้นไม่ไหว ทว่าถึงจะเห็นแบบนั้นซ่งจื้อเผิงก็ไม่เคยช่วยทำงานบ้านเลย
เขาแค่รู้สึกไม่พอใจที่บ้านไม่เหมือนเดิมอีก ทุกวันมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เพราะทุกคนเกี่ยงกันทำงาน ตอนนี้เขาจึงได้รู้แล้วว่าลูกสาวกับภรรยาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านตระกูลซ่งอย่างไร ลำบากแค่ไหน
ที่ผ่านมาเขาเคยบอกให้ซูฟางเฟยอดทน และคิดว่าเธอน่ารำคาญ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำงานในแปลงนามาเหนื่อย ๆ แล้วยังต้องมาทำงานบ้านรับใช้ทุกคนอีก ภรรยาของเขาเหนื่อยยากสาหัสเพียงใด ซ่งจื้อเผิงจึงรู้สึกละอายใจกับสองแม่ลูก
“ผมไม่ไปหรอก แม่ก็รู้ว่าพวกเราตัดขาดกันแล้ว” ซ่งจื้อเผิงบอกกับคนเป็นแม่
“จะมาตัดขาดอะไร แกเป็นพ่อ ยังไงยัยเด็กนั่นก็ยังมีเลือดของแกไหลเวียนอยู่ในตัว”
หูฮุ่ยหรูว่า ก่อนจะสั่งกับลูกชายอย่างเด็ดขาด
“แกต้องไปที่ร้านบะหมี่ ไปเอาเงินกับสองแม่ลูกนั่นมา แกไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้พวกเราอยู่กันยังไง แกต้องไปเอาเงินมาให้ได้ และหลานชายของแกกำลังจะแต่งงาน ยังไงก็ต้องมีสินสอด”
หูฮุ่ยหรูยังดุด่าลูกชายที่ไม่ได้เรื่องไปอีกหลายคำ ก่อนจะบังคับให้เขาไปเอาเงินกับซูเจียซินมา ซ่งจื้อเผิงก็เริ่มคิดว่าหลานชายจะแต่งงาน ทำไมภาระถึงมาตกที่เขา ทำไมอีกฝ่ายไม่ไปขอเงินกับพ่อแม่ของตัวเอง แต่ต้องมาให้เขาไปขอเงินกับซูเจียซินแทน ทั้งที่ตอนนี้เขายิ่งไม่กล้าสู้หน้าซูฟางเฟยอยู่ด้วย
ซ่งจื้อเผิงแอบไปดูที่ร้านบะหมี่ของซูเจียซินก่อน เขาเห็นแม่กับลูกช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น ลูกค้าเข้าร้านตลอด และภรรยาของเขาก็ดูสดใสมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วย ดูเหมือนว่าออกจากตระกูลซ่งไปแล้ว สองแม่ลูกจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
ขณะที่ซ่งจื้อเผิงยังลังเลว่าจะเข้าไปหาซูฟางเฟยกับลูกสาวดีหรือไม่ หูฮุ่ยหรูกับลูกสะใภ้ก็เร่งรีบตามมาช่วยซ่งจื้อเผิงที่ร้านบะหมี่ ทว่าพอมาถึงกลับไม่เจอลูกชายของเธอ หูฮุ่ยหรูก็ได้แต่ก่นด่าซ่งจื้อเผิงอยู่ในใจ
“มีร้านใหญ่โตขนาดนี้ ไม่คิดจะบอกย่าของเธอบ้างเลยหรือไง ตอนนี้สบายแล้วก็ไม่ต้องนึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านแล้วสินะ ช่างเป็นเด็กอกตัญญูจริง ๆ”
ครั้นลูกชายไม่ได้ดั่งใจ หูฮุ่ยหรูก็ต้องจัดการเอง เธอมายืนต่อว่าซูเจียซินที่หน้าร้าน เมื่อมีหญิงชรามาโวยวายที่หน้าร้าน ลูกค้าและคนที่เดินผ่านไปมาก็หยุดดูเหตุการณ์และเรื่องสนุก
“ใครอกตัญญู แก่แล้วก็อย่ามาพูดจาเลอะเลือนที่นี่” ซูฟางเฟยเถียงกลับไป เธอด่าอีกฝ่ายได้แต่จะไม่ให้ลูกสาวต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะคนพวกนี้
“นังเด็กนั่นน่ะสิอกตัญญู ได้ดีแล้วก็ลืมปู่ลืมย่า”
หญิงชราว่าแล้วก็หันไปตะโกนบอกผู้คนที่อยู่ตรงนั้น หวังจะใช้เรื่องกตัญญูมากดดันซูเจียซิน
“ทุกคนมาดูเด็กสาวคนนี้เร็ว ได้ดีแล้วก็ลืมพ่อลืมปู่ลืมย่า ไม่สนใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านจะลำบากเพียงใด เธอออกมาเสวยสุขอยู่คนเดียว”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนั้น ทว่าหลายคนก็รู้จักซูเจียซินดี และรู้ว่าหญิงสาวกับแม่เป็นคนที่ขยันมาก วัน ๆ ไม่เคยนินทาว่าร้ายให้ใคร ตั้งหน้าตั้งตาทำงานขายบะหมี่อย่างเดียว
“คงลืมไปแล้วสินะว่าหลานสาวคนโปรดของผู้เฒ่าคิดจะฆ่าฉัน ผลักฉันตกน้ำ ทำให้ฉันนอนจมกองเลือดเกือบตาย ยังดีที่มีคนพาฉันไปส่งโรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นฉันก็คงตายไปแล้ว ทว่าคนตระกูลซ่งเมื่อรู้ว่าฉันถูกทำร้ายโดยหลานสาวคนโปรดของพวกเขา กลับไม่เอาเรื่อง และก็ไม่เคยไปดูดำดูดีฉันที่โรงพยาบาล ค่ารักษาก็ไม่ยินยอมที่จะจ่าย แม่ของฉันจึงต้องบากหน้าไปขอยืมเงินพี่สะใภ้มาจ่ายค่ารักษา”
ซูเจียซินพูดขึ้นมา ก่อนจะจ้องมองผู้ชราและลูกสะใภ้ของเธอ ก่อนหน้านั้นซูเจียซินก็คิดว่าจะต่างคนต่างอยู่ แต่คนพวกนี้ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไว้หน้ากันอีก
“ครั้นฉันจะแจ้งความ ผู้เฒ่าก็ไล่ฉันกับแม่ออกจากตระกูลซ่ง เขียนหนังสือตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก เรื่องราวพวกนี้ไม่บอกคนอื่นไปด้วยล่ะ” ซูเจียซินว่า
เมื่อได้ยินเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้น ก็ทำให้หลายคนต้องมองหญิงชราใหม่ และก็มีสายตารังเกียจคนที่เห็นแก่ตัวแบบนี้ ขับไล่แม่ลูกออกจากบ้าน หนังสือตัดขาดก็มีแล้ว แต่ยังมากล่าวหาเรื่องความไม่กตัญญูอีก บางคนก็เริ่มคิดว่าซูเจียซินจำเป็นต้องกตัญญูกับคนพวกนี้หรือไม่ เธอเกือบตายแต่คนพวกนี้กลับไม่ปกป้องเธอ
“แกพูดเรื่องอะไร เคยมีเรื่องแบบนั้นที่ไหนกัน อย่ามาหาทางปัดความผิดให้พ้นตัว แกก็แค่ไม่อยากเลี้ยงดูผู้ชราในบ้านเท่านั้น” หูฮุ่ยหรูเถียงกลับไป
หญิงชราคิดว่าเรื่องพวกนั้นผ่านไปนานแล้ว คงรื้อฟื้นอะไรไม่ได้อีก และที่มาวันนี้เธอก็แค่จะมาขู่เอาเงินแล้วก็จะกลับไป คิดว่าหากสองแม่ลูกไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายและเสียชื่อเสียงของร้าน ก็แค่เอาเงินมา
“ฉันลงบันทึกไว้ที่สถานีตำรวจ มีพยานหลักฐานแน่นหนา คราวก่อนที่ฉันยอมไม่เอาเรื่อง เพราะเห็นแก่หน้าแก่ ๆ ของคนตระกูลซ่ง ทว่าวันนี้กลับมีคนมาสร้างความเดือดร้อนให้ฉัน เห็นทีว่าเรื่องนี้คงปล่อยให้จบไปง่าย ๆ ไม่ได้แล้ว”
ซูเจียซินพูดขึ้นมาก่อนจะมองไปยังผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าของเธอ และก็มองเลยไปยังคนที่เธอเคยเรียกว่าพ่อที่หลบดูเรื่องราวอยู่หลังผู้อื่น ซ่งจื้อเผิงก็เป็นแบบนี้ ครั้นอีกฝ่ายเห็นลูกสาวมองมาที่ตนก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ
ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ ประมาณ 117,800 คำ ราคาโพรโมชัน 169 บาท จนถึงวันที่ 31/8/69 นี้ค่ะ
