บทที่ 8 คนตระกูลซ่งมาก่อความวุ่นวาย 2
บทที่ 8 คนตระกูลซ่งมาก่อความวุ่นวาย 2
ท่าทีนิ่งสงบของซูเจียซินทำให้หานฉิงอี้เริ่มกังวลใจ เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะแค่ขู่ หานฉิงอี้ก็เริ่มกลัวว่าซูเจียซินจะเอาเรื่องขึ้นมาจริง ๆ
พวกเธอแค่คิดจะมาโวยวายเอาเงินแล้วก็กลับไป คิดว่ายังไงซูฟางเฟยก็ต้องให้เงินมาเพราะไม่อยากเสียชื่อเสียงของร้าน ก่อนหน้านั้นซูฟางเฟยกับซูเจียซินก็เป็นแค่คนหัวอ่อน และยอมให้คนอื่นโขกสับมาตลอด ไม่คิดว่าสองแม่ลูกจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ และยังกล้าป่าวประกาศเรื่องของตระกูลซ่งต่อหน้าผู้อื่นอีก
สองแม่ลูกนั่นไม่หวาดกลัวแม่สามีอย่างหูฮุ่ยหรูอีกแล้ว คนอื่น ๆ ก็เริ่มมองเธอด้วยสายตารังเกียจ หานฉิงอี้ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก เธอแค่ต้องการมาเอาเงินไปจัดงานแต่งให้ลูกชาย แต่ดูเหมือนว่าเรื่องจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิดแล้ว
เพื่อลูกสาวและเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซูฟางเฟยก็จำต้องเปลี่ยนตัวเอง เธอจะอ่อนแอแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครปกป้องลูกสาวของเธอ เธอต้องสู้เพื่อลูกสาวของเธอ
“เธอโกหก”
หานฉิงอี้เถียงกลับไปเสียงสั่น เมื่อได้เห็นสายตารังเกียจจากคนอื่น ๆ เธอก็ไม่กล้าเสียงดังใส่ซูเจียซิน ครั้นจะหนีก็เหมือนมีคนไม่ยอมเปิดทางให้พวกเธอจากไป
“พี่ป้าน้าอา ลองดูเถิด ตระกูลซ่งแห่งหมู่บ้านเข่อซิง” ซูเจียซินตะโกนออกไปบ้าง “ลูกพี่ลูกน้องคนนั้น ลงมือผลักฉันตกน้ำ หวังให้ฉันตายเพราะความอิจฉา ฉันเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่คนพวกนี้กลับไม่มีใครสนใจชีวิตของฉัน ผู้ใหญ่ในบ้านก็ช่วยกันปกปิดเรื่องนี้ และไม่ยอมให้ฉันแจ้งความ”
ซูเจียซินเดินไปเผชิญหน้ากับหูฮุ่ยหรูอย่างไม่นึกกลัว วันที่ก้าวออกมาจากบ้านนั้นเธอไม่นึกกลัวพวกเขา วันนี้ก็ยิ่งไม่กลัว เพราะคนแบบนี้ถ้ากลัวก็จะถูกรังแกตลอดไป
“ช่วยกันปกปิดยังไม่พอ ยังสั่งให้ฉันยอมจำนนทนต่อความไม่เป็นธรรมนี้ พอเราแม่ลูกไม่ยินยอมก็ถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลซ่ง พ่อผู้ให้กำเนิดยังไม่คิดช่วยเหลือ ตรองดูเถิดว่าคนตระกูลซ่งจิตใจเป็นอย่างไร ใครที่คิดจะแต่งงานกับคนบ้านนี้ก็ต้องตระหนักให้ดี ระวังตัวให้มาก ขนาดฉันที่เคยเป็นลูกหลานของพวกเขา ยังจะถูกฆ่า แล้วคนอื่นเล่า ลูกหลานเป็นแบบนี้ คนที่เลี้ยงดูมาจะเป็นแบบไหน”
ซูเจียซินว่า พลางเหยียดยิ้มออกมา
“หุบปาก”
หูฮุ่ยหรูตะโกนด่าซูเจียซิน เพราะคำพูดที่ออกมาจากปากของอีกฝ่ายร้ายแรงนัก ต่อจากนี้ลูกหลานตระกูลซ่งจะแต่งงานกับใครได้ ผู้ใหญ่ในบ้านจะกล้ามองหน้าใครได้
“ฉันไม่ได้พูดอะไรผิด ไม่เชื่อพี่ป้าน้าอาก็สอบถามกับสหายตำรวจผู้นี้ได้เลย เพราะฉันไปลงบันทึกกับเขา และมีสหายทหารที่อยู่ในเหตุการณ์เจตนาฆ่าวันนั้น ลงชื่อเป็นพยานให้ด้วย”
เรื่องนี้เฉินอวี่ซวนแนะนำให้ซูเจียซินไปลงบันทึกไว้ที่สถานีตำรวจ ป้องกันคนตระกูลซ่งตามมาระรานเธอภายหลัง ซูเจียซินจึงได้ไปลงบันทึกไว้ และเฉินอวี่ซวนก็ลงชื่อเป็นพยานให้ หญิงสาวจึงกล้าที่จะเปิดร้านในตำบล เพราะรู้ว่าเธอสามารถจัดการกับคนตระกูลซ่งได้
“เรื่องนี้จริงหรือเปล่า”
ไม่ต้องรอให้ชาวบ้านถาม มู่จวิ้นเต๋อหัวหน้าสถานีตำรวจก็หันไปถามลูกน้องของเขา คนที่ซูเจียซินบอกว่าเธอได้ไปลงบันทึกกับเขาไว้ ในตอนนั้นหลายคนจึงได้เห็นว่าลูกค้าในร้านมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วย
ครั้นเห็นตำรวจ หูฮุ่ยหรูกับหานฉิงอี้ก็แข้งขาอ่อนแรง จวนจะเป็นลมล้มไปทุกที
“จริงครับ ผมเป็นคนลงบันทึกให้ครับ” สือเจียหาวตอบผู้บังคับบัญชา
“เรื่องแบบนี้ ทำไมถึงปล่อยไปง่าย ๆ ไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง”
มู่จวิ้นเต๋อถาม แต่ยังไม่ทันที่สือเจียหาวจะได้ตอบ หูฮุ่ยหรูก็พูดแทรกขึ้นมา
“ไม่มี ไม่เคยมีเรื่องแบบนั้น” หูฮุ่ยหรูรีบบอกก่อนที่เรื่องจะลุกลามบานปลาย “เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งนั้น”
หญิงชรากล่าวแล้วก็รีบหนีไป หานฉิงอี้เห็นแม่สามีหนีไปแล้ว ก็รีบลนลานตามไป ภายในใจก็เอาแต่คิดว่าเธอมาสร้างเรื่องเดือดร้อนให้กับลูกชายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นสามีของเธอต้องตีเธอแน่ แม่สามีไม่มีทางยอมรับผิดไว้ที่ตัวเอง ต้องโทษทั้งหมดมาที่เธอแน่
ท่าทีของผู้หญิงสองคนนั้นก็พอให้ผู้อื่นรู้ว่าซูเจียซินพูดจริง ผู้คนก็นึกสงสารหญิงสาวกับแม่ของเธอ
เมื่อสองคนนั้นจากไปแล้ว ผู้ที่มามุงดูเรื่องสนุกก็พากันแยกย้าย ในตอนนั้นซูฟางเฟยก็หันไปเห็นซ่งจื้อเผิง เธอคิดว่าเขาคงจะมาทำให้ลูกสาวของเธอเดือดร้อนเหมือนแม่ของเขา ซูฟางเฟยไม่อายผู้ใดอีก และไม่หวาดกลัวอะไรอีกแล้ว เธอจึงได้ตะโกนออกไป
“ซ่งจื้อเผิง แกก็คิดจะมารีดไถเงินจากลูกสาวของฉัน เหมือนที่แม่ของแกทำใช่ไหม”
ครั้นทุกคนได้ยินเสียงของซูฟางเฟย และเห็นสายตาเธอจ้องมองไปยังชายวัยกลางคนผู้หนึ่งอย่างโกรธแค้น ทุกคนก็รีบหลบฉากเพราะไม่อยากให้เรื่องร้ายตกมาอยู่ที่ตัวเอง ก่อนจะเหลือเพียงคนที่ถูกเรียกว่าซ่งจื้อเผิง ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างโดดเดี่ยว
“วันที่ลูกสาวของฉันเป็นตายเท่ากัน แกไม่สนใจไยดี ลูกสาวนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลแกไม่แม้แต่จะมาเยี่ยม ฉันไปกราบอ้อนวอนขอให้แกช่วยหาค่ารักษาพยาบาลมาให้ แกกลับเมินเฉยแล้วบอกว่าไม่มี บอกให้ฉันทำใจเพราะคนใกล้ตายแล้วจะรั้งไว้ทำไม”
คำพูดในตอนท้ายไม่ใช่ของซ่งจื้อเผิง แต่เป็นหูฮุ่ยหรูที่พูดออกมา ทว่าซ่งจื้อเผิงก็ไม่ได้คัดค้าน หรือโต้เถียงกับคำพูดไร้เยื่อใยนี้ เขาก็คงคิดเหมือนกับแม่ของเขา เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินคำพูดของซูฟางเฟย ต่างก็วิจารณ์ว่าไม่เคยเห็นพ่อคนไหนจะใจร้ายเท่านี้มาก่อน
“ฉันยอมถูกคนตระกูลซ่งโขกสับมาสิบกว่าปี ลูกของฉันปางตายก็ต้องกัดฟันไม่เอาเรื่อง เท่านี้แกยังไม่พอใจอีกเหรอ ครึ่งชีวิตของลูกสาวฉัน ความเป็นตายนั้น และเลือดที่เสียไป ถือว่าลูกสาวของฉันได้ชดใช้ให้กับแก และตระกูลซ่งของแกแล้ว เลือดของตระกูลซ่งก็ถือว่าได้คืนให้แกไปแล้ว ต่อไปอย่าเอาความเป็นพ่อมาอ้างอีก เพราะแกไม่เคยทำหน้าที่นั้น” ซูฟางเฟยตะโกนด่าออกไป
หลังจากที่ลูกสาวและภรรยาออกจากบ้านตระกูลซ่งไป ซ่งจื้อเผิงรู้สึกผิดมาตลอด ครั้นได้ยินซูฟางเฟยกล่าวเช่นนั้น เขาก็พูดอะไรไม่ออก
“แกเป็นพ่อใครไม่ได้หรอก จากนี้ฉันหวังว่าแกจะไม่มีลูกอีก จะได้ไม่ต้องไปทำร้ายใคร คนอย่างแกควรอยู่คนเดียว แม้แต่คนที่กราบไหว้หลุมศพก็ไม่มี เพราะแกมันเลว”
ซูฟางเฟยกล่าวด้วยความโมโห ซ่งจื้อเผิงกลัวจะไม่มีใครกราบไหว้หลุมศพของเขาหลังจากตายไปแล้ว จึงได้ทำดีกับหลานชาย ซูฟางเฟยจึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาขู่ ได้ยินแบบนั้นซ่งจื้อเผิงก็ถึงกับยืนอึ้งไป แล้วก็หันหลังจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ซุบซิบนินทาเพราะไม่เคยได้ยินเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้มาก่อน คนที่รู้จักซูฟางเฟยก็เข้ามาพูดปลอบเธอ ครั้นเรื่องวุ่นวายที่หน้าร้านจบไปแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไป
ซูเจียซินให้แม่ของเธอได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมา และเธอรู้ว่าแม่ไม่ต้องการให้เธอออกหน้าดุด่าคนเป็นพ่อ หญิงสาวจึงไม่ได้พูดอะไรอีก เมื่อเรื่องจบแล้วเธอก็หันไปบอกกับลูกค้าในร้าน
“วันนี้ทำให้ทุกคนต้องกินบะหมี่ไม่อร่อย เอาเป็นว่าฉันไม่คิดเงินแล้วกันนะคะ”
ซูเจียซินกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนในร้านเมื่อได้กินฟรี ก็พยักหน้าเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจอะไรอีก
แต่มู่จวิ้นเต๋อยังคงยืนยันที่จะจ่ายเงินค่าบะหมี่ เพราะเขาไม่ต้องการที่จะเอาเปรียบชาวบ้าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองคนจะกลับไป ซูเจียซินก็ได้เอ่ยขอบคุณสือเจียหาวที่ช่วยยืนยันคำพูดของเธอ เพราะมีเขาเรื่องจึงจบลงด้วยดี
“วันนี้ต้องรบกวนสหายตำรวจแล้ว ขอบคุณมากนะคะ” ซูเจียซินว่า
“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้ทำอะไรและก็พูดตามความจริง” สือเจียหาวว่า
จากนั้นตำรวจทั้งสองคนก็จากไป ร้านก็กลับมาขายตามปกติ
ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ ประมาณ 117,800 คำ ราคาโพรโมชัน 169 บาท จนถึงวันที่ 31/8/69 นี้ค่ะ
