บทที่ 24 ความรักครั้งใหม่ 1
บทที่ 24 ความรักครั้งใหม่ 1
เมื่อร้านที่เมืองอวิ๋นเฉิงอยู่ตัวแล้ว ซูเจียซินก็มีความคิดอยากจะไปเปิดร้านที่เมืองเซียงหยาง เพราะทางนั้นการค้าขายคึกคักยิ่งกว่าเมืองอวิ๋นเฉิงอีก ในตอนนี้ยังถือว่ามีโอกาสแย่งชิงตลาดมาได้ก่อน
เมื่อถึงเวลานัดซูเจียซินก็ไปเอาเฝือกออก จากนั้นก็กลับมาขายเสื้อผ้าตามปกติ
วันนี้ซูเจียซินกลับบ้านเร็ว หลังไปฝากเงินที่ธนาคารแล้วเธอก็กลับมาที่บ้าน ซูฟางเฟยไม่ได้ทำงานหนักเหมือนเดิมแล้ว ตอนบ่ายถ้าลูกค้าซาลงเธอก็จะเอาเงินไปฝากที่ธนาคาร แล้วก็จะกลับมาพักผ่อนที่บ้าน และมาเตรียมอาหารไว้รอคนในบ้านด้วย ทางร้านก็จะให้เถาซูเม่ยช่วยดูแลแทน
ซูเจียซินรีบกลับบ้านเพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับแม่ของเธอ ขณะที่สองแม่ลูกกำลังช่วยกันทำอาหารเย็นอยู่นั้น ซูเจียซินก็พูดขึ้นมา
“ฉันอยากจะไปเปิดร้านเสื้อผ้าที่เมืองเซียงหยางค่ะ ทางนั้นตลาดก็คึกคักไม่ต่างจากที่นี่ อาจจะคึกคักมากกว่าด้วยซ้ำ”
ซูเจียซินบอกกับแม่ของเธอ
“จะทำไหวเหรอ นั่งรถไฟไปกลับก็เป็นวันแล้วนะ”
“ไหวค่ะ ฉันอยากหาเงินให้ได้มาก ๆ เมื่อทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว ฉันก็จะหยุดพักอยู่ที่บ้านเฉย ๆ ตอนนี้เราต้องรีบกอบโกย ใครเริ่มก่อนก็สามารถคว้าเงินมาได้ก่อน หากช้าผู้อื่นก็จะทำตัดหน้าเรา ฉันไม่อยากพลาดโอกาสนี้ค่ะ”
ซูเจียซินกล่าวด้วยความมุ่งมั่น เธอตั้งใจจะเปิดร้านเพิ่มที่เมืองเซียงหยางอยู่แล้ว เพียงแต่รอหาเงินให้ได้ก่อน
“ตามใจเถอะ”
ซูฟางเฟยไม่อยากไปขัดขวางความต้องการของลูกสาว ส่วนเธอมีร้านบะหมี่ของตัวเองแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่อยากดิ้นรนอีกแล้ว ปล่อยให้คนหนุ่มสาวเดินตามความฝันของตัวเองไป
ในตอนนั้นมู่จวิ้นเต๋อก็แวะมาที่บ้าน เขามาแจ้งข่าวของซ่งเจียหนิงให้ซูเจียซินกับซูฟางเฟยรับรู้
“ผมมารบกวนพวกคุณหรือเปล่า” มู่จวิ้นเต๋อถาม ก่อนจะมองไปยังซูฟางเฟย
“ไม่รบกวนค่ะ” ซูฟางเฟยบอก แล้วก็ถามอีกฝ่ายกลับไป “มีอะไรหรือเปล่าคะถึงได้แวะมาตอนนี้”
“มีเรื่องของซ่งเจียหนิงจะมาบอกครับ” มู่จวิ้นเต๋อว่า
ซูเจียซินเห็นท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับแม่ของเธอ ก็รู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย เธอรู้สึกว่าแม่ของเธอพูดคุยกับมู่จวิ้นเต๋อได้อย่างไม่เคอะเขิน ราวกับสนิทสนมกัน หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อนว่าแม่สนิทกับเจ้าหน้าที่คนนี้ ทว่าเรื่องนี้ไม่อาจถามกันตรงนี้ได้ เธอจะไปพูดคุยกับแม่ภายหลัง
“ได้เรื่องยังไงบ้างคะ” ซูฟางเฟยถาม เพราะอยากรู้ว่าคนที่ทำร้ายลูกสาวของเธอได้รับโทษอย่างไรบ้าง
“โทษประหารชีวิตครับ เพราะพวกเขาลักพาเด็กไปขายด้วย และไม่ได้เพิ่งทำงานนี้ พวกเขาทำแบบนี้มานานแล้ว”
มู่จวิ้นเต๋อบอก คนพวกนี้ทำกันเป็นขบวนการและทำมานานหลายปีแล้ว
ซูฟางเฟยได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมา ทั้งดีใจและก็ปลงตก และไม่คิดว่าซ่งเจียหนิงจะมีจิตใจบิดเบี้ยวแบบนั้น
“แม่อย่าคิดมากเลยค่ะ ชีวิตใครก็ชีวิตเขา เราโชคดีแล้วที่ออกมาจากที่นั่นได้”
ซูเจียซินบอกกับแม่หลังเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่ดีนัก ใครทำอย่างไรก็ต้องได้รับผลแบบนั้น
“แม่เคยรู้สึกว่าซ่งเจียหนิงมีจิตใจที่แย่มาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเลวร้ายถึงขั้นนี้”
ซูฟางเฟยบอกกับลูกสาว ซ่งเจียหนิงมีอายุเท่ากับซูเจียซิน แต่มีจิตใจที่บิดเบี้ยวขนาดนี้แล้ว การได้รับโทษประหารอาจจะถือว่าเป็นการช่วยกำจัดคนร้าย คนดี ๆ จะได้ไม่ต้องมาถูกคนพวกนี้ทำร้ายอีก
“เธอก็ได้รับผลจากการกระทำของเธอแล้วล่ะค่ะ” ซูเจียซินบอกกับคนเป็นแม่
“จ้ะ”
ซูฟางเฟยพยักหน้าตอบรับ แต่ก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ที่เด็กสาวอายุแค่นั้น กลับต้องมารับโทษประหารชีวิต ไม่รู้ว่าความผิดนี้แท้จริงควรโทษที่เด็กสาว หรือครอบครัวของเธอดี
“สหายตำรวจอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะคะ วันนี้แม่ทำหมูตุ๋นกับซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน แม่ของฉันทำอาหารอร่อยมากเลยค่ะ”
ซูเจียซินเอ่ยชวนมู่จวิ้นเต๋อให้อยู่กินข้าวด้วยกัน เพราะอยากจะรู้ว่าเธอพลาดอะไรไปบ้าง ที่สำคัญอยากรู้ด้วยว่ามู่จวิ้นเต๋อจริงใจกับแม่ของเธอหรือเปล่า
“นั่นสิคะ ถือเป็นการขอบคุณด้วยที่มาบอกเรื่องของซ่งเจียหนิง และช่วยเร่งรัดคดีให้”
ซูฟางเฟยบอก โดยไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกลูกสาวจับผิดแต่อย่างใด
“นั่นเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้วครับ ส่วนที่มาบอกพวกคุณก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรมาก” มู่จวิ้นเต๋อว่าออกไป แล้วก็หันมาบอกกับซูเจียซิน “ฉันแวะไปกินบะหมี่ที่ร้านบ่อย ๆ พอจะถือว่าเป็นคนรู้จักกันได้ ต่อไปก็เรียกว่าลุงจวิ้นเต๋อเถอะ ไม่ต้องเรียกสหายตำรวจแล้ว”
“ได้ค่ะ ลุงจวิ้นเต๋อ”
ซูเจียซินตอบรับ พร้อมกับคอยมองสีหน้าของแม่ไปด้วย และในตอนนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่าสองคนนี้คงจะเจอกันบ่อยอย่างที่มู่จวิ้นเต๋อว่า แม่ของเธอถึงดูสนิทใจกับเขา ไม่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะเป็นอย่างไร ซูเจียซินก็ไม่คิดจะไปก้าวก่าย หากแม่ของเธอจะมีรักครั้งใหม่เธอก็ไม่ว่า ขอแค่แม่มีความสุขก็พอ
มู่จวิ้นเต๋ออยู่กินข้าวกับสองแม่ลูกด้วย หลังกินข้าวอิ่มแล้วเขาก็ขอตัวกลับไป เพราะรู้ว่าแม่ลูกน่าจะมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ซูฟางเฟยจึงเดินไปส่งเขาที่หน้าบ้าน
“เจียซินคงไม่คัดค้านเรื่องของเราหรอกครับ”
มู่จวิ้นเต๋อบอกกับซูฟางเฟย เขาเห็นสายตาของซูเจียซินแล้ว ดูเหมือนเธอจะเริ่มสงสัยถึงความสัมพันธ์ของเขากับซูฟางเฟยแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจ เด็กคนนี้ถูกเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตบังคับให้โตเร็วกว่าคนอื่น ความคิดของเธอจึงไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน
มู่จวิ้นเต๋อได้เจอกับซูฟางเฟยบ่อยครั้ง เพราะเขามักจะแวะไปกินบะหมี่ที่ร้านของเธอแทบทุกวัน เมื่อก่อนเขาแค่มากินบะหมี่ แต่ตอนหลังเขาเริ่มมองซูฟางเฟยเปลี่ยนไป เธอเป็นคนจิตใจดี ใส่ใจคนรอบข้าง และขยันขันแข็งมาก
ตอนที่ซูฟางเฟยเลือกจะปกป้องลูกสาวจากคนเป็นพ่อ เขาได้เห็นว่าผู้หญิงจิตใจดีและดูเหมือนไม่สู้คน แต่ในยามจำเป็นก็เข้มแข็งและยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เขาจึงประทับใจในตัวเธอ
ทั้งสองอายุปูนนี้แล้ว ต่างก็เคยผ่านการหย่าร้างมา มู่จวิ้นเต๋อมีลูกชายคนหนึ่ง และลูกชายก็โตมีครอบครัวแล้ว ด้วยหน้าที่การงานของทั้งสอง ทำให้ไม่ได้เจอกันบ่อยนัก ต่างก็ต้องทำงานของตัวเอง
ส่วนซูฟางเฟยนั้นมู่จวิ้นเต๋อรู้สึกดีกับเธอมาก ในวันหนึ่งเขาก็ได้บอกความในใจนี้กับเธอไปตามตรง และหวังถึงขั้นจะแต่งงานกัน
ซูฟางเฟยไม่ได้รังเกียจมู่จวิ้นเต๋อ เขาเป็นคนดี มีน้ำใจและใส่ใจเธอ แต่เธอรู้สึกว่าเรื่องของทั้งสองคนอาจจะยังเร็วเกินไป และกังวลว่าซูเจียซินจะไม่เข้าใจ อีกทั้งเธอก็เขินอายที่จะมาเริ่มต้นชีวิตคู่อีกครั้งตอนอายุปูนนี้ จึงยังไม่ได้บอกเรื่องของตัวเองกับมู่จวิ้นเต๋อให้ลูกสาวรับรู้
“คุณกลับเข้าบ้านก็คุยกับลูกดี ๆ ผมว่าเธอเข้าใจ” มู่จวิ้นเต๋อบอกกับซูฟางเฟย
“ขอเวลาฉันสักหน่อยนะคะ” ซูฟางเฟยว่า
“ได้ครับ เราก็คบหากันแบบนี้ไปก่อน รอคุณพร้อมเมื่อไหร่ค่อยไปจดทะเบียนสมรสกัน” มู่จวิ้นเต๋อบอก
ซูฟางเฟยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเขินอาย เธอยังไม่ตอบรับเรื่องที่จะไปจดทะเบียนสมรสกับเขา
“กลับไปได้แล้วค่ะ ขับรถระวังด้วยนะคะ” ซูฟางเฟยว่า
“พรุ่งนี้ผมจะแวะไปกินบะหมี่ที่ร้านนะ” มู่จวิ้นเต๋อบอก
“ไม่เบื่อเหรอคะ กินบะหมี่ทุกวัน”
“ไม่เบื่อครับ บะหมี่อร่อย กินไปมองหน้าคุณไปยิ่งอร่อย”
มู่จวิ้นเต๋อตอบกลับ ก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อถูกคนตรงหน้ามองค้อน เขาจึงไม่หยอกเธออีก แล้วก็ขอตัวกลับไป
ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ มีทั้งหมด 39 บท + บทส่งท้าย (ประมาณ 117,800 คำ)

https://novel.dek-d.com/ebook/48908/