บทที่ 27 จดทะเบียนสมรส 3
บทที่ 27 จดทะเบียนสมรส 3
ชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทว่าก็รู้สึกหดหู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาก็นับถือในความกล้าและความเสียสละของคุณตา
“เมื่อตระกูลเฉียวเจอวิกฤต ก็ส่งผลไปถึงพ่อของผมด้วย ตอนนั้นพ่อของผมยังเป็นทหาร แม้จะขยันออกไปทำภารกิจ แม้จะมีความเก่งกาจ ทว่ารายชื่อของพ่อก็ไม่ถูกพิจารณาให้เลื่อนขั้น เหตุเพราะเขามีภรรยาเป็นบุตรสาวของตระกูลเฉียว”
กล่าวแล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา แม่ของเขาถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม ไม่เคยต้องลำบาก ครั้นเจอความทุกข์ใจก็เริ่มรับไม่ไหว
“ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน ก็ทำให้แม่รู้สึกทุกข์ใจอยู่แล้ว ครั้นพอสืบข่าวของคุณตาและรู้ว่าคุณตาได้จากไปแล้ว หลังไปใช้แรงงานในชนบทได้ไม่ถึงปี ท่านมีร่างกายไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม จึงทนกับฤดูหนาวไม่ไหว แล้วก็จากไปในฤดูหนาวปีนั้น ในกระท่อมร้างเพียงผู้เดียว กว่าที่พ่อของผมจะสืบรู้เรื่องนี้ ก็เป็นหลายเดือนหลังจากนั้น พ่อจึงทำได้แค่แอบนำกระดูกของคุณตากลับมาที่เมืองลู่ชิงนี้”
ตอนนั้นเซี่ยอี้เฉินยังเด็กมาก เขาจำเหตุการณ์เหล่านี้แทบไม่ได้แล้ว ทั้งหมดที่พูดมาเขาก็ฟังจากที่ผู้ใหญ่เล่าอีกที
“หลังรู้ว่าคุณตาได้จากไปแล้ว ก็ทำให้แม่เสียใจมาก อีกทั้งก็ทุกข์ใจมาตลอดว่าตนเองเป็นเหตุให้สามีหมดอนาคต จากนั้นแม่ก็ล้มป่วยด้วยความตรอมใจ แล้วก็จากไปในปีนั้น”
เซี่ยอี้เฉินพอจะจำได้ว่าแม่ของเขาป่วยบ่อย แล้วแม่ก็จากเขาไป จากนั้นไม่นานพ่อก็แต่งงานใหม่ตามคำแนะนำของคุณปู่ เพราะคิดว่าเขายังเด็ก บ้านและเขาต้องมีคนดูแล เซี่ยเหว่ยกั๋วจึงได้ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับกู้อวิ๋นซวง
หลังแต่งงานเซี่ยเหว่ยกั๋วก็ลาออกจากการเป็นทหาร แล้วมาเดินสายการเมืองแทน เพราะเขาเป็นห่วงลูกชาย ไม่อยากให้ตัวเองต้องเป็นอะไรไปอีกคน และอยากจะมาอยู่กับลูกให้มากขึ้น
ซูเจียซินได้ยินเรื่องราวของตระกูลเฉียวก็พลอยให้รู้สึกหดหู่ไปด้วย แต่ละคนคงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ไม่ง่ายเลย ผู้อาวุโสก็ต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยว
“ตอนนี้ลุงของคุณสบายดีไหมคะ” ซูเจียซินถามถึงลุงของเขาที่ไปอยู่ต่างประเทศ
“สบายดีครับ หลังตระกูลเฉียวได้ล้างมลทิน ทางการให้ทุกคนกลับคืนถิ่นเดิม กลับสู่ตำแหน่งเดิม ทว่าตระกูลเฉียวกลับไม่เหลือใครแล้ว ส่วนสมบัติที่ถูกยึดไปได้คืนมาบางส่วน ลุงของผมจึงเดินทางกลับมาจัดการเรื่องสมบัติที่ได้คืนมา จากนั้นก็แบ่งให้กับพี่น้องไป ผมก็ได้สมบัติในส่วนของแม่มาด้วย ทว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของลุงอยู่ที่ต่างประเทศ พวกเขาจึงเลือกที่จะอยู่ที่นั่นต่อ”
ชายหนุ่มบอก ก่อนหน้านั้นเขาจำลุงของตัวเองไม่ได้แล้ว มาเจอกันอีกทีเขาก็โตเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกผูกพันจึงไม่ได้แนบแน่น การที่พวกเขาจะอยู่ต่างประเทศต่อ เซี่ยอี้เฉินก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
ตระกูลเฉียวถือเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง ตอนแต่งงานเฉียวอวี่ซินได้สินเดิมติดตัวมาไม่น้อย ตอนหลังเฉียวหย่งเจี้ยนยังได้แบ่งสมบัติของตระกูลที่ถูกยึดไปให้กับเซี่ยอี้เฉินอีก ตอนนี้ชายหนุ่มก็ถือว่ามีสมบัติของแม่ให้อยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต
“สินเดิมของแม่ พ่อบอกว่าจะยกให้ผมทั้งหมด” ชายหนุ่มบอก แล้วก็หันไปหาซูเจียซิน “ผมจะยกให้คุณ”
เซี่ยอี้เฉินบอกด้วยน้ำเสียงขึงขัง เพื่อให้หญิงสาวรู้ว่าเขาจริงจังและจริงใจกับเธอ
“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ซูเจียซินบอก เธอไม่อยากได้สมบัติของเขา ชีวิตของเธอเท่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ดีแล้ว และเธออยากสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง
“คุณเป็นภรรยาของผม มีอะไรไม่เหมาะสมกัน ผมไม่มีเวลามาดูแลของพวกนั้น จากนี้คงต้องฝากให้คุณช่วยดูแลแล้ว” ชายหนุ่มบอก
“ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปเถอะค่ะ”
ซูเจียซินว่า เธอไม่อยากให้เซี่ยอี้เฉินรีบยกทุกอย่างให้กับเธอ เพราะจะทำให้ผู้ใหญ่ของเขาไม่สบายใจได้
“ก็ได้ครับ”
เมื่อซูเจียซินไม่อยากรับไว้ตอนนี้ เซี่ยอี้เฉินก็คิดแผนการใหม่ เขาจะค่อย ๆ มอบให้เป็นของขวัญกับเธอทีละชิ้นแล้วกัน
ครั้นดูบ้านทั่วแล้ว เซี่ยอี้เฉินก็พาซูเจียซินกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเซี่ย ซึ่งทางนั้นก็เตรียมอาหารไว้รอพวกเขาแล้ว
มาถึงตระกูลเซี่ยก็เห็นกู้อวิ๋นซวงออกมาต้อนรับ ความสัมพันธ์ของเซี่ยอี้เฉินกับกู้อวิ๋นซวงไม่ได้แย่ ทว่าก็ไม่ได้สนิทสนมเหมือนแม่คนหนึ่ง เพราะตอนเด็กเซี่ยอี้เฉินอยู่กับคุณปู่คุณย่ามากกว่า ครั้นโตขึ้นเขาก็ไปเป็นทหาร จึงไม่ได้อยู่กับแม่เลี้ยงคนนี้
หลังจากเซี่ยเหว่ยกั๋วแต่งงานใหม่ได้ไม่ถึงปี กู้อวิ๋นซวงก็ตั้งครรภ์ เซี่ยอี้เฉินจึงถูกผู้เป็นปู่กับย่ารับไปดูแลแทน เพื่อให้กู้อวิ๋นซวงได้ดูแลตัวเองและลูกในครรภ์ ครั้นเธอคลอดลูกชายแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูลูกของตัวเองเป็นสำคัญ
แม้จะยังใส่ใจเซี่ยอี้เฉิน ทว่าเด็กน้อยในตอนนั้นก็มีปมในใจไปแล้ว เขามองดูพ่อกับแม่เลี้ยงเฝ้าถนอมลูกชายคนใหม่ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองถูกคนเป็นพ่อทอดทิ้งแล้ว เพราะคิดว่าพ่อให้ความสำคัญกับลูกชายคนใหม่มากกว่า เขาจึงถูกส่งให้ไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า
อาจเพราะตอนนั้นเซี่ยอี้หมิงยังเป็นทารก จึงได้รับการใส่ใจจากพ่อกับแม่เป็นพิเศษ ทั้งสองคนจึงได้ละเลยความรู้สึกของลูกชายคนโตไปบ้าง กว่าจะรู้ตัวก็เหมือนจะสายไปแล้ว
เซี่ยอี้เฉินที่ต้องมาอยู่กับผู้เป็นปู่และย่า ก็เริ่มตีตัวออกห่างจากครอบครัวใหม่ของพ่อ เซี่ยเหว่ยกั๋วที่เพิ่งย้ายสายงานใหม่ ทำให้เขาต้องทุ่มเทกับงานเป็นหลัก และฝากลูกชายคนโตไว้กับผู้เป็นแม่ ลูกชายคนเล็กก็ให้แม่ของเขาดูแล ผู้ใหญ่ในบ้านคิดแค่ว่าแบ่งกันช่วยเลี้ยงดูเด็กเล็ก ทว่าความจริงกลับเป็นการแยกเซี่ยอี้เฉินออกมาจากครอบครัวของเขา
กว่าทุกคนจะรู้ว่าเซี่ยอี้เฉินเปลี่ยนไปก็ตอนที่เขาเกิดเรื่องชกต่อยในโรงเรียน แล้วไม่บอกกับใครเลย เด็กน้อยถูกรังแกในโรงเรียนไม่มีใครรู้ เพราะเซี่ยอี้เฉินไม่รู้ว่าเขาจะต้องบอกเรื่องนี้กับใคร และคิดว่าตัวเองไม่มีใครต้องการแล้ว
ปมในใจของเซี่ยอี้เฉินใหญ่เกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ ความสัมพันธ์ของพ่อลูกกลับกลายเป็นเหมือนพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง ไม่ได้สนิทใจที่จะพูดคุยกันทุกเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เกลียดกัน
“มากันแล้วเหรอ น้าทำอาหารเสร็จพอดี รอพ่อกลับมาก็ตั้งโต๊ะได้เลย” กู้อวิ๋นซวงบอกกับหนุ่มสาว
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปพบคุณปู่ก่อนนะครับ” เซี่ยอี้เฉินบอก
“คุณปู่นั่งเล่นอยู่หลังบ้านจ้ะ”
“ครับ”
เซี่ยอี้เฉินตอบรับ แล้วก็พาซูเจียซินไปพบกับคุณปู่ของเขา ผู้อาวุโสนั่งอยู่บนรถเข็น เขาช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจเพราะทั้งชีวิตของเขาทุ่มเทให้กับการเป็นทหาร ร่างกายจึงถูกใช้งานอย่างหนัก ครั้นชราโรคภัยจึงรุมเร้า
“คุณปู่” เซี่ยอี้เฉินเดินไปหาคนที่นั่งอยู่บนรถเข็น และกำลังมองออกไปยังต้นไม้ใบหญ้าตรงหน้า
“กลับมาแล้วรึ” ผู้ชราถาม แล้วก็มองหญิงสาวที่เดินตามหลานชายมา
“คุณปู่” ซูเจียซินเอ่ยทักทายผู้อาวุโส
“มาถึงก็ดีแล้ว จะได้อยู่กินข้าวด้วยกัน” ผู้อาวุโสบอก ดวงตาฉายแววยินดีที่ลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้า
“ผมกับซินซินไปจดทะเบียนสมรสกันมาแล้วนะครับ” ชายหนุ่มบอก เพราะรู้ว่าปู่เป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของเขา
“ดี ดี” ผู้อาวุโสยิ้มกว้างเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะหันไปบอกกับซูเจียซิน “ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลเซี่ย”
“ขอบคุณค่ะ”
ฝากอีบุ๊กด้วยนะคะ มีทั้งหมด 39 บท + บทส่งท้าย (ประมาณ 117,800 คำ)

https://novel.dek-d.com/ebook/48908/
แวะไปดูนิยายลดราคาของจิณณ์ชญาได้นะคะ
