บทที่ 5-2 : เจ้าสาวที่ไม่รัก (100%)
บทที่ 5-2 : เจ้าสาวที่ไม่รัก (100%)

บทที่ 5
เจ้าสาวที่ไม่รัก
ผกามาศพาลูกสาวกลับบ้านที่ปากช่องทันทีที่ตกลงกับอรวีและไรวินทร์เรื่องการแต่งงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพราะท่านเป็นห่วงว่าถ้าวราลีอยู่ที่รีสอร์ตเดอะมูนวัลลีย์ต่อจะถูกนินทาจนสุขภาพจิตย่ำแย่ เหนือสิ่งอื่นใดท่านกลัวว่าเธอจะถูกว่าที่เจ้าบ่าวกดดันจนต้องยกเลิกงานแต่งงานอีกครั้ง
ท่านจะไม่ยอมให้ลูกสาวต้องเปลี่ยนเจ้าบ่าวเป็นครั้งที่สองแน่!
“แกไม่คิดจะขอโทษแม่สักคำเลยหรือไง”
ผกามาศถามขณะวราลีกำลังจะปลีกตัวขึ้นห้องส่วนตัวไปโดยไม่พูดไม่จา ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับมาเกือบชั่วโมงครึ่งหญิงสาวเอาแต่นั่งเงียบและแสดงสีหน้าไม่พอใจราวกับไม่รู้สึกผิด
ที่ผ่านมาวราลีเป็นเด็กดีมาตลอด เชื่อฟังคำพูดของท่าน และไม่เคยทำอะไรให้ท่านหนักใจ จนกระทั่งท่านต้องการให้เธอแต่งงานกับสรัล...
หลังจากนั้นเธอก็ต่อต้านท่านมาตลอดทั้งๆ ที่ท่านทำทุกอย่างเพราะรักลูก เป็นห่วงลูก และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเพื่อให้ลูกมีอนาคตที่สุขสบายและอยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
“ขอโทษค่ะ”
วราลีพูดหน้าตาเฉย แววตาไม่มีความรู้สึกผิดปรากฏอยู่เลย นั่นยิ่งทำให้ผกามาศกรุ่นโกรธเป็นการใหญ่ เพราะรับรู้ว่าลูกสาวกำลังต่อต้านและทำตัวเป็น ‘เด็กดื้อเงียบ’ ประท้วงท่านอยู่กลายๆ
“แกหนีออกจากบ้านทั้งๆ ที่คุณแสนกับตาสรัลจะมาคุยเรื่องแต่งงาน ไปทำตัวไร้ยางอายกอดกับผู้ชายอยู่หน้าบ้านให้คนเห็นกันทั้งรีสอร์ตจนแม่เกือบจะหาทางออกให้แกไม่ได้ แกไม่รู้สำนึกบ้างเลยเหรอ!”
“วุ้นต้องขอบคุณแม่ด้วยเหรอคะที่อุตส่าห์หาสามีให้วุ้น”
วราลีเหยียดยิ้มด้วยความขมขื่นและโกรธจนอยากจะร้องไห้ การที่เธอไม่พูดอะไรเพราะเธอยังเห็นแก่หน้าแม่ แต่ในเมื่อแม่ยังกดดันและอยากจะให้เธอพูดความรู้สึกออกมา วันนี้เธอก็จะพูดมันให้หมด
ไหนๆ ผกามาศก็เห็นว่าเธอเป็นเด็กไม่ดีแล้ว แค่บวกเรื่องเถียงแม่เข้าไปอีกสักเรื่อง มันคงไม่ได้ทำให้เธอดูเลวร้ายขึ้นสักเท่าไหร่หรอก เพราะตอนนี้คนที่มองเธอเลวร้ายที่สุดก็คือผกามาศนั่นเอง
“วุ้นบอกแม่หลายครั้งแล้วนะคะว่าวุ้นไม่อยากแต่งงานกับพี่สรัลและจะไม่มีวันแต่งงานกับเขา แต่แม่ก็ไม่เคยฟังวุ้นเลย เอาแต่บอกฝ่ายนั้นอยู่ได้ว่าวุ้นเต็มใจ วุ้นเลยต้องหนีออกจากบ้านไปไงคะ”
อยู่ดีๆ วราลีจะอยากหนีออกจากบ้านซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่เธอเติบโตมาด้วยความรักและความอบอุ่นจากพ่อกับแม่ไปทำไม เพราะเธอนับวันที่จะเรียนจบมหาวิทยาลัยกลับมาอยู่ที่บ้านเสมอ...
วราลีเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อกับแม่รักและทุ่มเททุกอย่างให้กับเธออย่างดีที่สุด ชีวิตของเธอเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ จนกระทั่ง ‘วิทิต’ ผู้เป็นพ่อเสียชีวิตตอนที่เธอกำลังจะขึ้นเรียนมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่ง
ถึงแม้จะเสียใจกับการจากไปของพ่อมากแค่ไหน แต่หญิงสาวก็พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างดี อีกทั้งยังเป็นห่วงผกามาศที่เสียวิทิตไปแล้วยังต้องอยู่บ้านคนเดียวและทำงานหนักเหมือนเดิม
ทั้งสองแม่ลูกติดต่อและไปมาหาสู่กันเสมอ เวลาผ่านไปสองปีผกามาศก็บอกกับวราลีว่ากำลังคบหากับวรงค์ซึ่งอายุน้อยกว่าท่านสี่ปี เขาเป็นเจ้าของอู่รถขนาดใหญ่ในเมืองปากช่อง ทั้งสองรู้จักกันตอนที่ท่านเอารถไปซ่อม
วราลีเห็นว่าคนรักใหม่ของแม่เข้ามาทำให้ท่านมีชีวิตชีวามากขึ้น อีกทั้งยังมีหน้าที่การงานมั่นคง ที่สำคัญนี่คือความสุขของแม่ เธอจึงยินดีกับความรักครั้งใหม่ และไม่เคยทำตัวมีปัญหากับวรงค์
หลังจากเรียนจบวราลีก็กลับมาอยู่ที่บ้าน วรงค์เองก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเปรมสกุลด้วย ทั้งสองไม่ได้สนิทกัน แต่ไม่ได้เป็นศัตรูหรือรู้สึกแย่ต่อกัน เธอยังคิดเลยว่าอยู่กันไปก็คงจะคุ้นเคยกันไปเอง
วราลีอยากกลับมาดูแลร้านอาหารที่พ่อเคยสร้างไว้ก่อนเสียชีวิต แม้มันจะเงียบเหงาไปมากในช่วงที่แม่บริหารต่อเพราะท่านไม่ค่อยมีเวลา แต่เธอก็พยายามฟื้นฟูร้านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ชีวิตของหญิงสาวกำลังเข้าที่เข้าทาง แต่จู่ๆ ผกามาศก็เริ่มพูดถึงเรื่องสรัลให้เธอฟังบ่อยขึ้น แรกๆ วราลีไม่ได้สงสัยอะไรเพราะชายหนุ่มเป็นลูกชายของ ‘แสนภพ’ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของวิทิต
เธอกับสรัลอาจจะไม่ได้สนิทสนมกันมาก แต่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เมื่อครั้งยังเป็นเด็กก็เคยเล่นด้วยกันมาก่อน
ทว่า...อยู่มาวันหนึ่งผกามาศก็พูดว่าสรัลแอบรักวราลีมานานแล้ว เขาต้องการแต่งงานกับเธอ และท่านเห็นสมควร เพราะสรัลรักเธออย่างมั่นคง
ฐานะครอบครัวเขาก็ดี มีทั้งร้านทองขนาดใหญ่ เป็นเจ้าของที่ดินมีราคาหลายแห่ง รวมๆ แล้วเป็นร้อยไร่ ถ้าเธอแต่งงานกับเขาจะมีแต่ความสุขและความสบาย
‘พ่อกับคุณแสนเคยคุยกันไว้ วุ้นจำไม่ได้เหรอ’
ผกามาศยกคำพูดของคนที่วราลีรักสุดหัวใจขึ้นมาพูด เพื่อให้เธอยอมโอนอ่อน ใช่! เธอจำได้ แต่นั่นเป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่พูดกันเล่นๆ สมัยที่เธอยังเป็นเด็กประถม จะเอามาเป็นจริงเป็นจังได้อย่างไร
‘วุ้นไม่ได้รักพี่สรัลค่ะ’
‘อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง แม่กับพ่อไม่ได้แต่งงานด้วยความรัก แต่พออยู่ด้วยกันเราก็รักกันได้’
หลังจากนั้นผกามาศก็พร่ำพูดถึงความดีของสรัลให้วราลีฟัง ชวนเขามาทานอาหารเย็นที่บ้าน พยายามจับคู่เธอกับเขาให้ได้มีโอกาสไปไหนมาไหนด้วยกันตามลำพังจนเธออึดอัด
วราลีนั้นไม่ได้รักใคร่ชอบพอสรัลเลย ยิ่งได้ฟังแม่สรรเสริญเขาและพยายามจับคู่ให้เธอกับเขา เธอก็ยิ่งต่อต้าน
ยิ่งกว่านั้นหญิงสาวก็รับรู้มาตลอดว่าสรัลเป็นคนยังไง...
ด้วยความที่มีรูปเป็นทรัพย์ อีกทั้งยังเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และสรัลเองก็เต็มใจที่จะคุณสมบัติที่มีอยู่ในการหาผลประโยชน์กับเพศตรงข้าม
เขาเจ้าชู้และคบกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา เธอเองก็เคยเห็นกับตาว่าเขาควงผู้หญิงหลายคน แต่ตอนนั้นเธอคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนก็เลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
‘ผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งรวยจะมีผู้หญิงเข้าหาก็เป็นเรื่องธรรมดานี่ลูก สรัลพูดเองว่าถ้าวุ้นยอมแต่งงาน เขาจะเลิกกับผู้หญิงทุกคนและมั่นคงกับวุ้นคนเดียว วุ้นอย่าเอาอดีตไปตัดสินพี่เขาสิ’
ผกามาศยังคงแก้ต่างให้ลูกเขยในดวงใจทั้งๆ ที่ ‘อดีต’ ที่ท่านว่าคือภาพตำตาของวราลีเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
และเหตุการณ์ที่ทำให้วราลีตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่ายังไงก็จะไม่มีวันลงเอยกับสรัลคือ...ก่อนที่เธอจะหนีออกจากบ้านประมาณหนึ่งสัปดาห์ ‘แพรวา’ เพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายมาหาเธอถึงที่ร้าน
อีกฝ่ายไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเด็กหญิงวัยสามขวบที่หน้าตาน่ารักน่าชังมาด้วย
และเด็กคนนั้นคือลูกสาวของแพรวากับสรัลนั่นเอง
‘ซาหวัดดีค่าน้าวุ้น’
เด็กหญิงผิวขาวเจ้าของดวงตากลมโต ริมฝีปากจิ้มลิ้ม และแก้มกลมเป็นซาลาเปาน่าหยิกยกมือกระพุ่มไหว้วราลีอย่างน่ารักจนหญิงสาวอดยิ้มไม่ได้และยิ่งสะท้อนใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ออกจากปากของเพื่อน
เมื่อสี่ปีก่อนสรัลได้ทำความรู้จักกับแพรวาในงานออกร้านแสดงสินค้าของจังหวัดนครราชสีมา
ความจริงทั้งสองคนเคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน สรัลก็รู้ว่าแพรวาเป็นเพื่อนของวราลี แต่ด้วยความที่วราลียังเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ สรัลก็เลยตามจีบแพรวาจนได้คบหากัน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน และมีลูกด้วยกัน
ตอนที่รู้ว่าแพรวาตั้งท้องสรัลก็รีบปัดความรับผิดชอบ ยื่นคำขาดว่าให้แพรวาไปเอาเด็กออก แต่แพรวาไม่ยอม สุดท้ายสรัลจึงจำต้องส่งเสียเงินเลี้ยงดูแต่ไม่ยอมรับว่าหนูน้อยคนนี้เป็นลูก
เหตุผลเพียงเพราะแพรวาเป็นแค่ลูกแม่ค้า ไม่ได้มีฐานะทัดเทียมกัน แต่แพรวาก็ยอมรับว่าลึกๆ หล่อนยังหวังว่าสรัลจะมีสำนึกและกลับมารับผิดชอบหล่อนกับลูก
เมื่อรู้ข่าวว่าสรัลกำลังจะแต่งงาน หล่อนจึงมาบอกเรื่องนี้กับวราลี
วราลีขอบคุณแพรวาที่มาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย หญิงสาวยืนยันว่าเธอไม่ได้รักสรัล และพยายามปฏิเสธการแต่งงานอยู่แล้ว ยิ่งมารู้อย่างนี้แล้วเธอยิ่งจะไม่มีวันแต่งงานกับเขา
วราลีเชื่อว่าแพรวาไม่ได้โกหก เพราะอีกฝ่ายนิสัยดี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาโกหกเธอเลย ที่สำคัญหน้าตาของเด็กหญิงตัวน้อยก็เหมือนแพรวากับสรัลรวมกันออกขนาดนี้
วราลีสงสารเพื่อน สงสารหลาน และโกรธสรัลที่ไร้ความรับผิดชอบ เขารู้ทั้งรู้ว่าแพรวาเป็นเพื่อนกับเธอ แล้วยังจะอยากแต่งงานกับเธอทำไม ไม่คิดบ้างหรือว่าจะทำให้เธอกับเพื่อนมองหน้ากัน
ความจริงนี้ยิ่งทำให้วราลีรังเกียจสรัล แต่พอเธอเล่าเรื่องนี้ให้ผกามาศฟัง ท่านก็ยังไม่สนใจอยู่ดี โดยอ้างว่ามันเป็นเรื่องราวในอดีตไปแล้ว
หญิงสาวแทบจะทนฟังแม่หว่านล้อม บีบบังคับ และพูดคำว่าแต่งงานไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปก่อนวันที่แสนภพกับสรัลจะมาคุยเรื่องแต่งงาน
“นี่แกไม่คิดว่าตัวเองผิดเลยใช่มั้ย!” ผกามาศถามเสียงดังขึ้น “แกทำให้แม่ต้องขายหน้า ต้องรับหน้ากับคุณแสนกับตาสรัลคนเดียว แล้วไหนจะเรื่องที่แกไปทำตัวหน้าไม่อายอยู่ที่วังน้ำเขียวนั่นอีก ยังดีนะที่แม่กับน้ารงค์ช่วยกันพูดจนฝ่ายนั้นยอมแต่งงานกับแก ไม่งั้นแกก็คงไม่แคล้วถูกนินทาจนดังไปทั้งจังหวัด ตาสรัลก็จะไม่แต่งงานกับแก แล้วแกก็จะกลายเป็นผู้หญิงใจแตกที่ถูกผู้ชายฟันแล้วทิ้ง ผู้ชายดีๆ ที่ไหนจะมาเอาแก!”
“ไม่เอาก็ไม่เอาสิคะ วุ้นอยู่คนเดียวได้ ไม่ตายหรอก ยังดีกว่าแม่เอาวุ้นไปแร่ขายเหมือนสินค้าราคาถูก ยัดเหยียดให้ผู้ชายคนนั้นคนนี้จนเขาคิดว่าวุ้นอยากจับเขาและรังเกียจวุ้นไปแล้ว”
“ท่าทางผู้ชายคนนั้นก็ชอบพอแกอยู่ ถ้าเขารังเกียจแก เขาจะกอดแกกลมขนาดนั้นเหรอ แต่งงานกันไปก็รักกันไปเองแหละ แกทำเรื่องงามหน้าไว้เอง ทนเอาหน่อย ดีกว่าถูกคนเขานินทา”
“แล้วแม่รู้มั้ยคะว่าคนเขาจะนินทาวุ้นก็เพราะแม่นั่นแหละ!”
วราลีแค่นยิ้มด้วยความโกรธและความเจ็บปวดระคนกัน หญิงสาวไม่รู้ว่าผกามาศหวังดีกับเธอยังไงถึงได้พูดถึงเธอเสียๆ หายๆ จนเธอเองยังแทบจินตนาการไม่ออกว่าแม่จะคิดมันขึ้นมาได้
ทุกคำพูดของผกามาศยังดังก้องอยู่ในหัวของเธอและเสียดแทงหัวใจเธอให้เป็นแผลยิ่งกว่าคำนินทาของใครในโลก
คนในรีสอร์ตเดอะมูนวัลลีย์อาจจะยังไม่คิดอะไรร้ายแรง แต่พอได้ยินถ้อยคำที่ผกามาศด่าทอวราลี พวกเขาก็คงคิดกันไปไม่ต่างจากท่าน เพราะคนเป็นแม่ยังว่าร้ายลูกสาวได้ขนาดนี้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นๆ
ยิ่งนัชชากับนวดีด้วย...ป่านนี้คงด่าเธอลับหลังอย่างเผ็ดร้อนยิ่งกว่าเผาพริกเผาเกลือ
“ยายวุ้น!”
ผกามาศโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ ไม่คิดเลยว่าไม่กี่วันที่หนีออกจากบ้านไป ลูกสาวจะลุกขึ้นมากล้าหือกับท่าน
“เอาน่าคุณ อย่าไปว่าหนูวุ้นเลย ยังไงหนูวุ้นก็ยอมแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นแล้ว ให้เรื่องมันจบๆ ไปเถอะ”
วรงค์ห้ามทัพขึ้นมาเพราะกลัวว่าสองแม่ลูกจะทะเลาะกันจนเรื่องราวบานปลาย เขาเหนื่อยจะฟังแล้ว หนุ่มใหญ่หันไปพูดกับลูกเลี้ยงต่ออีกว่า
“หนูวุ้นขึ้นห้องไปเถอะ เดี๋ยวทางนี้น้าเคลียร์ให้เอง”
วราลีมองผกามาศด้วยสายตาเจ็บปวดก่อนจะเดินขึ้นห้อง ในใจยังหวนนึกถึงสายตาของไรวินทร์ที่มองเธออย่างชิงชังได้เหมือนภาพติดตา เขาคงรังเกียจเธอกับครอบครัวเหมือนกิ้งกือไส้เดือนไปแล้ว
ใจจริงวราลีอยากจะยืนเคียงข้างชายหนุ่มและปฏิเสธการแต่งงานให้หนักแน่นกว่านี้ แต่เธอรู้ดีว่าถ้าไม่แต่งงานกับเขา ผกามาศก็จะรีบจับเธอใส่ตะกร้าล้างน้ำด้วยการให้แต่งงานกับสรัลอย่างสายฟ้าแลบ
วราลีไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สามระหว่างสรัลกับแพรวา ไม่อยากแย่งพ่อของหลานตัวน้อยที่กำลังน่ารัก และไม่ได้อยากแต่งงานกับสรัล เธอจึงจำเป็นต้องเลือกที่จะแต่งงานกับไรวินทร์แทน ถึงแม้เขาจะรังเกียจเธอแล้ว แต่ถึงอย่างไรเธอก็เชื่อแน่ว่าเขาจะไม่มีวันเลวร้ายเท่ากับสรัล
เธอภาวนาขอให้เป็นเช่นนั้น...
ตอนนี้มาเฉลยเรื่องราวทางฝั่งของหนูวุ้นบ้างค่ะ
จัดให้ยาวๆ เลยค่ะ ขอเม้นท์ให้ไรท์บ้างได้มุ้ยยย
ตอนหน้าเตรียมปากกาไปจดทะเบียนสมรสกัน!
นิยายซีรี่ส์ในจักรวาลบ้านไร่ฯ มีดังนี้นะคะ
อ่านแยกเล่มได้ ไม่งงแน่นอน แต่ถ้าอ่านทุกเรื่องก็จะอินและผูกพันกับเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น เหมือนได้ติดตามชีวิตของพวกเขาแบบเรียลไลฟ์ค่ะ กดซื้อได้ที่ลิ้งก์นี้เลย >> https://www.mebmarket.com/index.php?store=publisher&action=book_list&publisher_id=1219967

ฝากผลงานเรื่องล่าสุดด้วยนะคะ ใครชอบพระเอกภายนอกดุดันอันตราย แต่ความจริงคลั่งรัก สายเปย์ เยดุ ห้ามพลาดน้าาา กดเลย! >> https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTIxOTk2NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM5NTQ2NDt9
