บุญคุณที่เปลี่ยนมือ #11
บุญคุณที่เปลี่ยนมือ #11
ตอนที่ 5 บุญคุณที่เปลี่ยนมือ
มู่หลิงรับคำ ครั้นเดินไปถึงประตูก็หันกลับมาอีกครั้ง แววตายังมีความสงสัย คุณหนูของนางแปลกไปจริง ๆ
คืนนั้นไป๋อี่โม่คัดกฎเรือนด้วยตนเอง แผ่นแรกเสียไปเพราะนางเผลอกดพู่กันแรงเกินไป แผ่นที่สองมีรอยหมึกหยดลงกลางบรรทัด เพราะนางเหม่อลอย
นางพิศมองรอยหมึกอยู่นานแล้ววางแผ่นนั้นแยกไว้ ไม่ได้ขอให้มู่หลิงนำกระดาษใหม่มาเปลี่ยน
ครั้นอาการไอลดลงจนเหลือเพียงเสียงเบา หมอประจำจวนก็มาตรวจชีพจรตั้งแต่เช้า เขากำชับให้นางพักในเรือนอีกหนึ่งวัน ก่อนจะเก็บหีบยากลับ
หมอเพิ่งกลับ สาวใช้สองคนที่ได้รับยาและเงินรางวัลก็มาคุกเข่าอยู่หน้าระเบียง คนหนึ่งมีรอยเชือกบาดตรงฝ่ามือ อีกคนยังไอเพราะต้องลมเย็น
ครั้นเห็นบาดแผลของพวกนาง ไป๋อี่โม่ก็รู้สึกหนักอึ้งอยู่ในอก ร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะทุกคนพยายามช่วยชีวิตนาง แต่ชาติก่อนนางกลับไม่เคยถามด้วยซ้ำว่ามีผู้ใดเจ็บตัวบ้าง
“ลุกขึ้นเถิด”
สาวใช้ทั้งสองไม่กล้าขยับ จนมู่หลิงต้องเข้าไปประคองพวกนางขึ้นมา
“ยากับเงินเป็นสิ่งที่พวกเจ้าควรได้รับ กลับไปพักให้หายแล้วค่อยทำงาน”
หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อ แล้วรีบขอบคุณ เมื่อถอยออกจากลานไปแล้ว ทั้งสองยังอดหันกลับมาไม่ได้
เมื่อสาวใช้ทั้งสองจากไป ไป๋อี่โม่จึงให้มู่หลิงนำรายชื่อบ่าวชายที่ช่วยดึงเชือกมา แล้วตรวจว่าทุกคนได้รับยาและเงินครบหรือไม่ด้วยตนเอง
ยังไม่ทันถึงเวลามื้อเช้า ไป๋จื่อหลานก็มาปรากฏตัวตรงประตู เขาสวมอาภรณ์สำหรับไปสำนักศึกษา ห่อหนังสืออยู่ในมือ แต่กลับยืนชะเง้ออยู่ด้านนอก ไม่ยอมก้าวเข้ามา
ไป๋อี่โม่เห็นเงาของน้องชายทอดอยู่บนพื้นก็เอ่ยเรียก “ยืนอยู่ตรงนั้นทำไม”
จื่อหลานขยับเข้ามาเพียงก้าวเดียว สายตายังคงสำรวจพี่สาวอย่างเปิดเผย “ข้าได้ยินว่าพี่ใหญ่ให้รางวัลบ่าวที่ช่วยดึงเชือก”
“อืม”
“แล้วก็ไม่ได้ลงโทษมู่หลิง ทั้งยังไม่โกรธพี่รอง”
ไป๋อี่โม่วางพู่กันลง “เจ้าจะมาดูว่าข้าเป็นคนเดิมหรือไม่อย่างนั้นหรือ?”
จื่อหลานลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบตามตรง “ข้ามาดูว่าพี่ใหญ่เจ็บศีรษะหรือไม่”
เจ้าเด็กนี่คงคิดว่านางเสียสติกระมัง
ชาติก่อนนางแทบไม่เคยถามว่าเขากินข้าวหรือไปเรียนแล้วหรือยัง กระทั่งความสัมพันธ์ห่างเหินไปทุกวัน นางก็ยังเอาแต่นึกโทษว่าคนในครอบครัวไม่รักตน
“ข้าไม่ได้เจ็บศีรษะ” นางตอบ “เจ้ากินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”
จื่อหลานตาค้าง อึดใจหนึ่งถึงพยักหน้า
เสียงแม่นมเรียกจากนอกลานทำให้เขาต้องรีบไปสำนักศึกษา เดินไปแล้วสองก้าวก็หันกลับมาบอก “ท่านย่าให้คนครัวตุ๋นน้ำแกงปลา พี่ใหญ่อย่าลืมกิน”
พูดจบเขาก็กอดห่อหนังสือวิ่งออกไป
เมื่อถึงยามสาย ไป๋ว่านว่านมาเยี่ยมอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ได้นำกระดาษคัดกฎเรือนมาด้วย เพียงนั่งเย็บถุงหอมอยู่ข้างหน้าต่าง ขณะที่ไป๋อี่โม่คัดกฎเรือนแผ่นสุดท้าย
พี่น้องอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ไป๋ว่านว่านจะกล่าวสิ่งใดมักหยุดคิดก่อนเสมอ ราวกับเกรงว่าคำพูดเพียงคำเดียวจะทำให้อารมณ์ของพี่สาวเปลี่ยนไป
บ่าวจากลานหน้ามาหยุดอยู่นอกประตูและส่งข่าวผ่านมู่หลิงว่า คนของตระกูลลู่นำยาแก้ไอกับขนมมาฝาก ลู่อวี้หนิงกำชับให้ไป๋อี่โม่พักผ่อน ส่วนลู่อวี้เฉินฝากถามว่ายังมีไข้หรือไม่
มู่หลิงรายงานจบแล้วรอคำสั่ง ไป๋ว่านว่านเองก็หยุดเข็มไว้เหนือผืนผ้า ทั้งสองคงคุ้นเคยกับการเห็นนางรีบร้อนทุกครั้งที่ได้รับข่าวของลู่อวี้เฉิน
“รับของไว้ หลังส่งของตอบแทนตามธรรมเนียม แล้วบอกว่าข้าดีขึ้นมาก”
“เท่านี้หรือเจ้าคะ” มู่หลิงเผลอถาม
“เท่านี้” อี่โม่ตอบกลับเสียงเรียบ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง
สาวใช้รับคำออกไปจัดการ ไป๋ว่านว่านจึงก้มลงเย็บถุงหอมต่อ ทว่าเข็มกลับปักผิดตำแหน่งจนต้องเลาะด้ายออกใหม่
ไป๋อี่โม่เห็นทุกอย่างแล้วปลายนิ้วที่วางบนตักค่อย ๆ กำแน่น ไป๋ว่านว่านในเวลานี้ยังเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาผู้หนึ่ง ทว่าชาติก่อนนางกลับระบายความเกรี้ยวกราดใส่อีกฝ่าย ไม่เคยถามว่าจิตใจของเด็กคนหนึ่งต้องบอบช้ำเพียงใด ความผิดนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งหนักอึ้งอยู่กลางอก
ช่วงบ่าย มู่หลิงนำเทียบเชิญที่ค้างอยู่ในห้องหนังสือมาคัดแยก เทียบสีแดงฉบับหนึ่งประทับลายดอกโบตั๋นถูกวางลงบนโต๊ะ
ปลายนิ้วของไป๋อี่โม่หยุดอยู่เหนือรอยประทับ
ภาพกลีบโบตั๋นสีขาวเปื้อนเลือดผุดขึ้นในความทรงจำ บุรุษในอาภรณ์สีดำนั่งอยู่บนเก้าอี้เข็น ปลายศรพุ่งออกมาจากหลังพุ่มไม้ ขณะที่นางวิ่งเข้าไปขวางโดยไม่ทันคิดถึงชีวิตตนเอง
ครั้งนั้นนางช่วยเขาเพียงเพราะความนึกสนุก แต่เว่ยอู่หยากลับจดจำบุญคุณนั้นไปชั่วชีวิต แม้ถูกนางทำร้ายจนเหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย เขาก็ยังไม่ยอมเรียกองครักษ์เข้ามาจับนาง
ยิ่งคิดถึงสิ่งที่เขาตอบแทน ความผิดของนางก็ยิ่งหนักจนแทบประคองเทียบในมือไม่อยู่
“ฉบับนี้มาถึงเมื่อใด”
“ก่อนคุณหนูตกน้ำหนึ่งวันเจ้าค่ะ ตอนนั้นคุณหนูวางไว้แล้วบอกว่าจะถามคุณหนูลู่ว่านางไปหรือไม่”