LNCrawler

บุญคุณที่เปลี่ยนมือ #12

เกิดใหม่ชาตินี้ข้าจะเป็นนางเอก — novel.dek d.com · All chapters

บุญคุณที่เปลี่ยนมือ #12

ความทรงจำส่วนนั้นแทบไม่มีอยู่เลย มีแค่ช่วงรับธนู

ไป๋อี่โม่ก้มมองวันที่บนเทียบ ลายหมึกอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่อาจเชื่อความทรงจำของตนเพียงอย่างเดียว

มู่หลิงรับเทียบไปเก็บ เสียงปิดหีบดังขึ้นเบา ๆ จากห้องข้าง ไป๋อี่โม่หยิบพู่กันขึ้นอีกครั้ง แต่ปลายพู่กันกลับค้างอยู่เหนือกระดาษอยู่นานโดยไม่จรดลงไป

ครั้นหมอประจำจวนอนุญาตให้นางออกจากเรือนได้ ไป๋อี่โม่จึงแต่งกายไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ที่เรือนโซ่วอันตามธรรมเนียม

ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ามีเหลียนซื่อคอยประคอง ไป๋ว่านว่านนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กด้านล่าง ส่วนไป๋จื่อหลานยืนก้มหน้าอยู่กลางห้องด้วยอาภรณ์สำหรับไปสำนักศึกษา

บิดาของนางออกจากจวนไปกรมพิธีการตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ที่นั่งด้านซ้ายของตั่งจึงว่างอยู่

ไป๋อี่โม่เข้าไปคำนับผู้เป็นย่า

ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกนางเข้าไปหา หลังจับมือพลางตรวจดูสีหน้าจนกระทั่งเห็นว่านางไม่ได้เป็นอันใด ก็ปล่อยให้นางกลับมานั่ง

หมัวมัวข้างตั่งนำเบาะมารองเก้าอี้ให้นางเพิ่มอีกชั้น ไป๋อี่โม่นั่งลงข้างไป๋ว่านว่าน

ฮูหยินผู้เฒ่าหันกลับไปมองหลานชาย “เมื่อครู่ท่องถึงที่ใดแล้ว”

จื่อหลานกำชายแขนเสื้อ ก้มหน้าตอบเสียงเบา “หลานจำไม่ได้ขอรับ”

ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยิน ก็เอ่ยตำหนิ “บทเรียนเมื่อวานก็จำไม่ได้ เบี้ยรายเดือนกลับใช้หมดก่อนสิ้นเดือน เจ้าจะเป็นเช่นนี้ไปถึงเมื่อใด”

เหลียนซื่อรีบออกหน้า “จื่อหลานยังเด็ก สองสามวันมานี้เพราะเป็นห่วงพี่สาว ถึงได้เลอะเลือนไปบ้างเจ้าค่ะ”

จื่อหลานเหลือบมองไป๋อี่โม่ แววตาไม่มีร่องรอยความเลอะเลือนเลยแม้แต่น้อย

ท่านผู้เฒ่าถอนใจ สีหน้าเหนื่อยล้า “บุตรชายสกุลไป๋มีเพียงเขาคนเดียว เจ้ายิ่งตามใจ วันหน้าผู้ใดจะรับภาระของตระกูล”

สาวใช้ยกถ้วยยาบำรุงเข้ามาพอดี เหลียนซื่อจึงรับมาแล้วค่อยกล่าว “เป็นความผิดของลูกเองเจ้าค่ะ ต่อไปจะเข้มงวดกับเขาให้มากขึ้น”

“หากเรือนหลักมีบุตรชายเพิ่มอีกคน ข้าคงไม่ต้องกังวลถึงเพียงนี้ หลายปีแล้ว เจ้าก็ควรใส่ใจเรื่องของตนบ้าง”

นิ้วของเหลียนซื่อกดอยู่ตรงขอบถ้วยครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งน้ำแกงให้ฮูหยินผู้เฒ่าด้วยท่าทางเรียบร้อยเช่นเดิม

ไป๋ว่านว่านหลุบตาลง ส่วนจื่อหลานยังคงยืนก้มหน้าอยู่กลางห้อง

ไป๋อี่โม่มองเหลียนซื่อ ชาติก่อนนางไม่เคยใส่ใจว่าทุกครั้งที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถึงทายาท เหลียนซื่อจะเงียบลงเช่นไร นางรู้เพียงว่าเหลียนซื่อปกป้องจื่อหลานจากการลงโทษ และเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายรักพวกนางสองพี่น้องเสมือนบุตรแท้ ๆ

เวลานี้นางยังไม่รู้ว่าตนคิดมากเกินไปหรือไม่ จึงเพียงรับชาจากไป๋ว่านว่านและนั่งฟังท่านย่ากำชับเรื่องในเรือนต่อไป

หลังคารวะยามเช้าเสร็จ เหลียนซื่อพาจื่อหลานไปส่งที่ประตูชั้นใน ไป๋ว่านว่านตามไปช่วยจัดห่อหนังสือให้เขา ส่วนไป๋อี่โม่กลับเรือนทิศตะวันออกพร้อมมู่หลิง

เมื่อกลับถึงเรือน นางให้มู่หลิงนำเทียบงานชมดอกโบตั๋นที่วางอยู่ในห้องหนังสือมาให้

วันที่บนเทียบห่างออกไปเพียงสี่วัน

ชาติก่อนนางไม่ได้สนใจงานชมดอกไม้ นางติดตามลู่อวี้เฉินไปเพราะได้ยินว่าเขาจะพบสหายอยู่บริเวณนั้น จึงบังเอิญเห็นเว่ยอู่หยาถูกลอบทำร้าย

คราวนี้นางไม่ต้องตามผู้ใด

ไป๋อี่โม่ขออนุญาตเหลียนซื่อออกไปชมดอกโบตั๋น โดยบอกว่าต้องการออกมาเดินเล่นหลังพักอยู่ในเรือนหลายวัน เหลียนซื่อเห็นว่างานจัดในสวนที่มีตระกูลขุนนางมามากมาย จึงยอมให้ไป แต่กำชับให้หลิวหมัวมัว องครักษ์ และสาวใช้ติดตามไปด้วย

ระหว่างรอถึงวันงาน ไป๋อี่โม่ไม่ได้อยู่ว่าง นางเรียกมู่หลิงมาสอบถามเส้นทางออกจากสวน จุดจอดรถม้า และรายชื่อผู้ดูแลประตูทีละอย่าง

มู่หลิงไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้านายต้องถามละเอียดถึงเพียงนี้ นางตอบผิดเพียงครั้งเดียวก็รีบคุกเข่าขออภัย เพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษ

ไป๋อี่โม่กลับเพียงให้ไปถามใหม่

เมื่อสาวใช้กลับมาพร้อมคำตอบครบถ้วน นางจึงให้รางวัลเป็นเงินหนึ่งพวง

มู่หลิงรับเงินด้วยความงุนงง ความหวาดกลัวยังคงมีอยู่ แต่ยามถูกเรียกเข้าห้องครั้งถัดไป ฝีเท้าของนางไม่ชะงักอยู่หน้าประตูนานเท่าเดิมอีก

ดอกโบตั๋นในแจกันข้างหน้าต่างยังหุบอยู่ ไป๋อี่โม่กลับให้มู่หลิงนำแผนผังสวนมาคลี่บนโต๊ะทุกเช้า นางทำเครื่องหมายประตู ทางเลียบกำแพง และแปลงดอกไม้ซึ่งจำได้ว่าลูกธนูจะพุ่งผ่าน

ทุกครั้งที่ปลายพู่กันหยุดตรงศาลาริมสวน ภาพบุรุษบนเก้าอี้เข็นก็ย้อนกลับมา นางจำได้แม้กระทั่งสีหน้าของเขายามโลหิตไหลจากมุมปาก ทั้งที่เวลานั้นยังไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นผู้ใด

นางไม่รู้ว่าเมื่อพบกันอีกครั้ง เว่ยอู่หยาจะมองตนด้วยสายตาเช่นไร ขอเพียงครานี้นางไปถึงก่อนลูกธนู เรื่องอื่นล้วนรอให้ผ่านวันนั้นไปแล้วค่อยคิด

ในที่สุดวันงานชมดอกโบตั๋นก็มาถึง

ไป๋อี่โม่ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ใช้ชีวิตมาสองชาติ วันนี้น่าจะเป็นวันที่นางตื่นเต้นที่สุดในชีวิต