LNCrawler

สมุนไพรจากร้านทงจี้ #13

เกิดใหม่ชาตินี้ข้าจะเป็นนางเอก — novel.dek d.com · All chapters

สมุนไพรจากร้านทงจี้ #13

ตอนที่ 6 สมุนไพรจากร้านทงจี้

นางนอนลืมตามองม่านเตียง กระทั่งแสงยามเช้าลอดเข้ามาถึงได้ลุกขึ้นเปิดบานหน้าต่างด้วยตนเอง แสงแดดส่องลงบนต้นไห่ถังกลางลาน ลมต้นคิมหันต์พัดกลิ่นดินและใบไม้เข้ามาภายในห้อง

ชาติก่อน เว่ยอู่หยาถูกลอบสังหารในสวนโบตั๋นนอกเมือง ลูกธนูดอกนั้นเล็งตรงไปยังกลางอกของเขา หากนางไม่บังเอิญอยู่ใกล้และพุ่งเข้าไปรับไว้แทน เขาคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันที่ขอพระราชทานสมรสกับนาง

“มู่หลิง” เสียงเคลื่อนไหวภายในห้องทำให้มู่หลิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบเข้ามา

เมื่อเห็นบานหน้าต่างเปิดกว้าง ทั้งเจ้านายยังยืนอยู่ตรงนั้นโดยสวมเพียงอาภรณ์ตัวใน ฝีเท้าของนางก็ชะงักลง สีหน้าปรากฏความร้อนใจ แต่ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปปิดหน้าต่างโดยพลการ

“คุณหนู”

ไป๋อี่โม่ไม่ได้หันกลับมา “มีอะไร”

คำตอบเรียบเฉยทำให้มู่หลิงตัวสั่น รีบเหลือบมองบานหน้าต่าง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือน

“ยามเช้ายังมีลมเย็น บ่าวเกรงว่าอาการไอของคุณหนูจะกำเริบเจ้าค่ะ”

ไป๋อี่โม่เพิ่งจะตระหนัก ถอยออกจากหน้าต่าง หมุนตัวเดินเข้าไปหลังฉาก

มู่หลิงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปปิดบานหน้าต่าง แล้วเทน้ำอุ่นตามเข้าไป

หลังจากล้างหน้าบ้วนปากแต่งตัวจนเสร็จ ไป๋อี่โม่ก็หันไปสั่ง “ให้คนไปเตรียมรถม้า ข้าจะไปสวนโบตั๋น”

มู่หลิงมีสีหน้างุนงง เพราะเวลานี้ยังเช้าเกินไป แต่เพียงอึดใจนางก็เอ่ยรายงาน “หลิวหมัวมัวกับองครักษ์รออยู่ที่ประตูชั้นในแล้ว คุณหนูจะรับมื้อเช้าก่อนหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ต้อง ให้คนนำอาหารใส่กล่องไปกินกลางทางก็พอ”

“เจ้าค่ะ”

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม รถม้าของจวนตระกูลไป๋ก็เคลื่อนออกจากประตูข้าง

สวนโบตั๋นตั้งอยู่เชิงเขาทางตะวันตกของเมือง ยามเข้าสู่ต้นคิมหันต์ ดอกโบตั๋นหลากสีภายในสวนจะผลิบานพร้อมกัน เหล่าคุณหนูและคุณชายจากตระกูลขุนนางจึงพากันออกมาชมบุปผาตั้งแต่เช้า

ไป๋อี่โม่ลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปด้านในโดยมีหลิวหมัวมัวกับมู่หลิงตามหลัง ส่วนองครักษ์รออยู่ด้านนอกตามธรรมเนียม

ทางเดินปูด้วยหินยังมีรอยชื้นจากน้ำค้าง นางเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนสาวใช้ต้องรวบชายกระโปรงตามแทบไม่ทัน หลิวหมัวมัวอายุมากกว่า เดินผ่านทางแยกสองแห่งก็ถูกทิ้งห่างออกไปหลายก้าว

ไป๋อี่โม่จำศาลาหกเหลี่ยมข้างหน้าได้ จำโขดหินที่ตั้งอยู่ตรงมุมทางเดิน และจำพุ่มไม้ทางด้านซ้ายได้อย่างแม่นยำ

ภาพทุกอย่างตรงกับความทรงจำ นางหยุดอยู่หลังต้นสนใหญ่ สายตามองผ่านกิ่งไม้ไปยังทางเดินอีกด้านหนึ่ง

ไม่นานนัก เก้าอี้เข็นคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้น

บุรุษในอาภรณ์สีดำสนิทนั่งอยู่บนนั้น เส้นผมรวบสูงด้วยกวานสีเงิน ใบหน้าคมคายยังอ่อนเยาว์กว่าบุรุษที่นางเคยร่วมชายคาอยู่สามปี ทว่าคิ้วเข้มและดวงตาเย็นชาคู่นั้นกลับไม่ต่างจากในความทรงจำ

บ่าวชายเข็นเก้าอี้เข็นมาตามทาง ก่อนจะหยุดอยู่ข้างแปลงโบตั๋นสีขาว

เพียงได้เห็นเขายังมีชีวิตอยู่ หัวใจของไป๋อี่โม่ก็เจ็บเสียดขึ้นมาจนต้องกำชายแขนเสื้อไว้แน่น

เว่ยอู่หยาในเวลานี้ยังหนุ่มแน่น มุมปากไร้คราบเลือด ดวงตาเย็นชาคมกริบ ไม่ใช่บุรุษที่มองนางอย่างอ่อนแรงในวาระสุดท้าย ก่อนฝ่ามือจะเลื่อนหลุดจากข้อมือนางไปช้า ๆ

สำหรับเขาในเวลานี้ นางยังเป็นเพียงคนแปลกหน้า

ไป๋อี่โม่ข่มความเจ็บปวด ละสายตาไปยังพุ่มไม้ด้านซ้าย นางจะร้องไห้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้

นางต้องช่วยเขาให้รอดก่อน

บ่าวข้างกายเว่ยอู่หยาก้มลงกระซิบกับเจ้านาย ครู่หนึ่งจึงถอยห่างออกไปหลายก้าว ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังข้างแปลงโบตั๋น

ไป๋อี่โม่ขยับเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งของนางรวบชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ขณะสายตายังคงจับจ้องพุ่มไม้ต้นนั้นไม่วางตา

กิ่งไม้สั่นไหว เงาร่างสีดำปรากฏขึ้นหลังพุ่มไม้ คันธนูในมือถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลายศรเล็งตรงไปยังบุรุษบนเก้าอี้เข็น

“ระวัง!” ไป๋อี่โม่ร้องเตือนพร้อมวิ่งออกจากหลังต้นสน ระยะห่างระหว่างนางกับเว่ยอู่หยาเหลือเพียงไม่กี่ก้าว นางตั้งใจผลักเก้าอี้เข็นให้พ้นแนวลูกธนู ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม

เสียงสายธนูดังแหวกอากาศ ไป๋อี่โม่ทิ้งน้ำหนักตัวพุ่งไปข้างหน้า ทว่านางยังช้าไปเพียงก้าวเดียว

ร่างหนึ่งในอาภรณ์สีชมพูอ่อนวิ่งออกมาจากอีกด้านของทางเดิน นางโถมเข้าหาเว่ยอู่หยา พลางหมุนกายใช้แผ่นหลังรับลูกธนูแทน

ลูกธนูปักลึกเข้าที่ไหล่ของนาง เลือดสีแดงไหลซึมผ่านอาภรณ์สีชมพู หยดลงบนกลีบโบตั๋นสีขาวที่ร่วงอยู่ข้างทาง

ไป๋อี่โม่หยุดอยู่ห่างออกไปเพียงก้าวเดียว มือที่เหยียดออกไปยังค้างอยู่กลางอากาศ

คุณหนูในอาภรณ์สีชมพูสะดุ้งจากความเจ็บ แต่แขนทั้งสองยังโอบรอบตัวเว่ยอู่หยาไว้แน่น นางฝืนเงยหน้ามองเขา ริมฝีปากซีดลงอย่างรวดเร็ว

“ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

สิ้นเสียง ร่างของนางก็อ่อนยวบลงในอ้อมแขนของเว่ยอู่หยา เขารีบรับร่างนางไว้โดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นลูกธนูปักอยู่ที่ไหล่และโลหิตยังไหลไม่หยุด สีหน้าสงบนิ่งก็เปลี่ยนไปทันที