LNCrawler

แท่นฝนหมึกของมารดา #17

เกิดใหม่ชาตินี้ข้าจะเป็นนางเอก — novel.dek d.com · All chapters

แท่นฝนหมึกของมารดา #17

ตอนที่ 8 แท่นฝนหมึกของมารดา

เสียงเอะอะดังมาจากนอกห้องโถง ขัดจังหวะความคิดของไป๋อี่โม่

อาฝู บ่าวคนสนิทของไป๋จื่อหลาน วิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางร้อนรน “ฮูหยิน คุณชายน้อยกลับมาแล้วขอรับ”

เหลียนซื่อขมวดคิ้ว “กลับมาแล้วก็ดี แล้วเหตุใดต้องทำเสียงดังเช่นนั้นด้วย ไร้การอบรมสิ้นดี!”

อาฝูยังไม่ทันตอบ เด็กชายในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก็เดินผ่านประตูเข้ามา ชายเสื้อด้านหนึ่งเปื้อนโคลน เส้นผมที่ควรรวบไว้เรียบร้อยหลุดลงมาปรกหน้าผาก มือขวากำถุงผ้าใบหนึ่งแน่น

ไป๋อี่โม่มองไปยังสภาพของน้องชายนึกไปถึงความห่างเหินระหว่างพี่น้องในชาติก่อน

หลังมารดาสิ้นลม สองพี่น้องถูกแยกเรือนไปเลี้ยงดู ไป๋อี่โม่อยู่กับเหลียนซื่อ ส่วนจื่อหลานมีแม่นมกับอาฝูคอยดูแล แม้พบหน้ากันอยู่บ่อยครั้ง ความสัมพันธ์กลับไม่สนิทสนมเท่าที่ควร

จื่อหลานมองเห็นพี่สาวนั่งอยู่ข้างเหลียนซื่อ ฝีเท้าหยุดลงตรงธรณีประตู ก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทาง

“ท่านแม่”

เหลียนซื่อรีบลุกเข้าไปหา นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดรอยเปื้อนบนใบหน้าของเขาท่าทางเป็นห่วงกังวล

“ไปมีเรื่องกับผู้ใดมาอีกแล้ว”

จื่อหลานไม่ตอบ เขาโยนถุงผ้าในมือลงบนโต๊ะ

เสียงของแข็งกระทบกันดังขึ้นจากด้านใน เหลียนซื่อเปิดถุงออก เศษหยกสีเขียวหลายชิ้นร่วงลงบนโต๊ะ เดิมคงเป็นหยกห้อยเอวชิ้นหนึ่ง ทว่าเวลานี้แตกจนไม่เหลือรูปเดิม

“เป็นของผู้ใด” เหลียนซื่อเอ่ยถาม

“ของบุตรชายสกุลหานขอรับ”

“แล้วเหตุใดจึงมาอยู่กับเจ้า”

“เขาด่าว่าข้าไม่มีมารดาสั่งสอน ข้าก็เลยผลักเขา จนหยกของเขากระแทกกับขอบโต๊ะแตก”

จื่อหลานกล่าวจบก็หันไปมองไป๋อี่โม่ คล้ายรู้ว่านางนั่งอยู่ตรงนั้นมาตลอด และกำลังรอให้นางหัวเราะเยาะ

แต่ไป๋อี่โม่ไม่ได้กล่าวอันใด เด็กชายจึงยิ่งมีสีหน้าบึ้งตึงกว่าเดิม

เหลียนซื่อลูบหลังเขาเป็นการปลอบ “เขาพูดจาไม่ดีก่อน เจ้าจะโกรธก็ไม่แปลก หยกแตกแล้วก็ชดใช้เงินให้เขาเสีย เรื่องจะได้จบ”

“ข้าไม่มีเงิน”

“แล้วเบี้ยรายเดือนของเจ้าเล่า”

จื่อหลานหลบสายตา “ใช้หมดแล้ว”

เหลียนซื่อไม่ได้ถามว่าใช้ไปกับสิ่งใด นางหันมาทางไป๋อี่โม่อย่างเป็นธรรมชาติ “โม่เอ๋อ เจ้ามีเงินติดตัวหรือไม่ ช่วยน้องชายไปก่อนสักครั้งเถิด”

ชาติก่อน เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

จื่อหลานมีเรื่องกับคนในสำนักศึกษา ทำข้าวของเสียหาย หรือใช้เบี้ยรายเดือนหมดก่อนกำหนด ผู้ที่ต้องจ่ายเงินแก้ปัญหาให้เขามักเป็นนาง

เหลียนซื่อบอกว่าสองพี่น้องร่วมมารดาเหลือกันอยู่เพียงเท่านี้ นางเป็นพี่สาว ย่อมต้องดูแลน้องชายให้มาก

ไป๋อี่โม่จึงมอบเงินให้ทุกครั้ง ไม่เคยถามว่าเขานำเงินไปทำสิ่งใด ไม่เคยบอกให้เขารับผิดชอบความผิดของตนเอง และไม่เคยคิดว่าการช่วยเหลือเช่นนี้กำลังทำให้น้องชายเสียคน

“ราคาเท่าใด” นางถาม

ไป๋จื่อหลานคงคิดว่านางยอมจ่ายเช่นเคย ตอบกลับมาโดยไม่ลังเล “ห้าสิบตำลึง”

“หยกชิ้นนี้ราคาไม่ถึงสิบตำลึง”

จื่อหลานหันขวับมามองพี่สาว “ท่านจะไปรู้ได้อย่างไร”

ไป๋อี่โม่หยิบเศษหยกชิ้นหนึ่งขึ้นมาดู เนื้อหยกมีสีเขียวขุ่น รอยแกะสลักหยาบ มิหนำซ้ำยังมีตำหนิตรงขอบ

มารดาของนางเคยทำการค้าสมุนไพรและหยก ไป๋อี่โม่เติบโตมากับของเหล่านี้ ต่อให้ชาติที่แล้วไม่เอาใจใส่กิจการ นางก็ยังแยกของดีออกจากของธรรมดาได้อยู่ดี

“พรุ่งนี้นำหยกไปให้ร้านเป่าชุ่ยตรวจราคา หากเป็นความผิดของเจ้า ข้าจะชดใช้ให้ตามราคาจริง”

จื่อหลานจ้องนางเขม็ง “เหตุใดต้องยุ่งยาก เงินเพียงห้าสิบตำลึงสำหรับท่านไม่ใช่เรื่องใหญ่เสียหน่อย!”

“เงินของข้าไม่เกี่ยวกับราคาของหยก” ไป๋อี่โม่ชี้แจงอย่างใจเย็น

“ท่านเพียงไม่อยากช่วยข้า” สีหน้าของจื่อหลานเปลี่ยนไป เขาปัดมือของเหลียนซื่อออก ก่อนจะคว้าถุงใส่เศษหยกกลับไป

“ข้าไม่เอาก็ได้!”

เขาหันหลังเดินออกจากห้องโถง เหลียนซื่อเรียกไว้สองครั้งก็ไม่ยอมหยุด

ไป๋ว่านว่านมองตามด้วยความเป็นห่วง “พี่ใหญ่ จื่อหลานยังเด็ก ทั้งกำลังโกรธ หากปล่อยให้ออกไปเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ”

ไป๋อี่โม่วางเศษหยกชิ้นสุดท้ายกลับลงบนโต๊ะ “เขาไม่ได้โกรธเพราะไม่มีคนช่วย”

นางมองถุงผ้าที่จื่อหลานถือออกไป “เขาโกรธเพราะครั้งนี้ต้องบอกความจริงว่าเงินห้าสิบตำลึงจะนำไปใช้ที่ใดต่างหาก”

เหลียนซื่อไม่ยินยอม พยายามเกลี้ยกล่อมให้ไป๋อี่โม่ช่วยน้องชาย แต่ไป๋อี่โม่ตัดบทและขอตัวกลับเรือน

ตอนนี้นางเหมือนจะรู้สาเหตุแล้ว ว่าไฉนน้องชายวัยสิบขวบของนางถึงได้ทำอันใดไม่เป็นเรื่องเป็นราวสักอย่าง ที่แท้ก็ถูกตามใจจนเสียคน นางเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

คืนนั้น ไป๋อี่โม่ข่มตาอย่างไรก็ไม่หลับ ภาพเจียงเหมิ่งถิงใช้ร่างรับลูกธนูแทนเว่ยอู่หยาซ้อนทับกับภาพตนเองในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางทีสวรรค์อาจไม่ได้ส่งนางกลับมาเพื่อเริ่มต้นกับเขาใหม่ หากให้กลับมาชดใช้สิ่งที่ติดค้างเท่านั้น

เช้าวันต่อมา ไป๋อี่โม่เพิ่งรับมื้อเช้าเสร็จ มู่หลิงก็เข้ามารายงานว่าคุณชายน้อยออกจากจวนไปตั้งแต่ยามเหม่า

“ไปสำนักศึกษาหรือ”