แท่นฝนหมึกของมารดา #18
แท่นฝนหมึกของมารดา #18
“บ่าวเฝ้าประตูบอกว่าคุณชายน้อยไม่ได้ขึ้นรถม้าของจวน ทั้งยังไม่ยอมให้อาฝูติดตามเจ้าค่ะ”
ไป๋อี่โม่วางถ้วยชาลง
เมื่อคืนจื่อหลานไม่ได้กลับมาขอเงินอีก ด้วยนิสัยของเขา ต่อให้โกรธนางเพียงใดก็ไม่มีทางยอมถูกสหายร่วมสำนักตามทวงหนี้ต่อหน้าผู้อื่น
“เขานำสิ่งใดออกไปบ้าง”
มู่หลิงส่ายหน้า “เรื่องนี้บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“ไปถามคนในเรือนของเขา อย่าให้รู้ว่าข้าเป็นผู้ถาม”
มู่หลิงรับคำแล้วถอยออกไป คราวนี้นางไม่ได้ถามว่าเจ้านายต้องการรู้ไปเพื่ออะไร เพียงจดจำคำสั่งทุกคำไว้ในใจ ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา นางก็กลับเข้ามาอีกครั้ง
“สาวใช้ในเรือนคุณชายน้อยบอกว่า กล่องไม้บนโต๊ะหายไปหนึ่งใบเจ้าค่ะ นางไม่รู้ว่าด้านในมีสิ่งใด แต่เคยเห็นคุณชายน้อยเปิดดูอยู่หลายครั้ง”
ไป๋อี่โม่ลุกขึ้นทันที “เตรียมรถม้า!”
มู่หลิงรับคำแล้วรีบออกไปจัดการ เมื่อไป๋อี่โม่เปลี่ยนอาภรณ์และก้าวพ้นเรือน รถม้าก็มารออยู่ตรงประตูข้างแล้ว
ไป๋อี่โม่ไม่ได้ตรงไปยังสำนักศึกษา นางให้คนบังคับรถม้าไปที่ร้านเป่าชุ่ยก่อน
ร้านขายหยกเพิ่งเปิดประตู เถ้าแก่กำลังสั่งให้เด็กในร้านเช็ดตู้ไม้ เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ก้าวเข้ามาก็รีบออกมาต้อนรับ
ไป๋อี่โม่วางเศษหยกชิ้นเล็กที่เก็บมาจากห้องโถงเมื่อวานลงบนโต๊ะ
“ตรวจดูให้ข้า”
เถ้าแก่หยิบเศษหยกขึ้นส่องกับแสง พลิกดูรอยแกะกับเนื้อด้านในอย่างละเอียด ก่อนจะวางลงตามเดิม
“เป็นหยกจากเหมืองทางใต้ เนื้อหยกขุ่นและมีรอยร้าวเดิม หากเป็นหยกห้อยเอวขนาดทั่วไป ราคาคงอยู่ที่หกถึงแปดตำลึงขอรับ”
“ถ้ามีคนบอกว่าราคาห้าสิบตำลึงเล่า” ไป๋อี่โม่ถามเสียงเคร่งขรึม
เถ้าแก่หัวเราะออกมาราวกับฟังเรื่องขบขันเสียเต็มประดา ก่อนจะนึกได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ลูกค้าธรรมดา จึงรีบเก็บสีหน้าแล้วอธิบาย “เว้นแต่สายห้อยทำจากไหมทอง หรือมีฝีมือของช่างแกะสลักผู้มีชื่อเสียง ไม่เช่นนั้นย่อมไม่มีทางถึงห้าสิบตำลึงขอรับ”
ไป๋อี่โม่พยักหน้า “เขียนสิ่งที่เจ้าพูดลงบนกระดาษ ประทับตราร้านให้ข้าด้วย”
เถ้าแก่ไม่กล้าถามว่านางจะนำไปทำอะไร เขารีบเรียกเสมียนมาจัดการตามคำสั่ง ไป๋อี่โม่ให้ผู้ดูแลร้านวัยกลางคนถือหนังสือรับรองราคาและติดตามไปด้วย หากต้องเจรจากับบุรุษหรือคนของสำนักศึกษา อย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่เป็นพยานอยู่ข้างกาย
จากร้านเป่าชุ่ยถึงสำนักศึกษาประจำเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
สำนักศึกษาแห่งนี้รับบุตรหลานจากตระกูลขุนนางในเมืองหลวง ศิษย์ส่วนใหญ่อายุยังน้อย แต่ชื่อสกุลที่อยู่เบื้องหลังพวกเขากลับทำให้เรื่องทะเลาะกันเพียงเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องระหว่างสองตระกูลได้
รถม้าของจวนตระกูลไป๋หยุดอยู่ตรงหัวถนน ไม่ได้เคลื่อนเข้าไปถึงหน้าประตู
ไป๋อี่โม่ลงจากรถแล้วให้คนบังคับรถม้านำรถไปจอดรอในตรอก ผู้ดูแลร้านเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนมู่หลิงตามอยู่ห่างออกไปสองก้าว นางมองบ่าวชายของสำนักศึกษาที่เดินเข้าออกตรงประตู แล้วขยับเข้ามาใกล้เจ้านายอีกก้าว
“คุณหนู พวกเราเข้าไปด้านในไม่ได้เจ้าค่ะ”
ที่นี่เป็นสถานที่เล่าเรียนของบุรุษ คุณหนูเช่นนางย่อมไม่ควรเดินเข้าไปโดยไม่มีผู้อาวุโสนำทาง
ไป๋อี่โม่จึงไม่ได้มาที่นี่เพื่อตามหาจื่อหลานในสำนัก นางมองไปยังโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม
ชาติก่อนนางเคยมารับน้องชายหลายครั้ง ทุกครั้งที่จื่อหลานก่อเรื่อง บุตรชายสกุลหานกับสหายอีกสองสามคนมักไปรอเรียกเงินที่ห้องส่วนตัวชั้นสองของโรงน้ำชาแห่งนั้น
ไป๋อี่โม่เดินเข้าไปในโรงน้ำชา แล้วเลือกนั่งในห้องที่อยู่ติดกับบันได ผู้ดูแลร้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านนอก ส่วนมู่หลิงเข้าไปรับใช้ข้างใน
เสียงพูดคุยจากห้องด้านในดังลอดฉากกั้นออกมาไม่ชัดนัก นางนั่งรออยู่ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ขึ้นมาจากชั้นล่าง
จื่อหลานเดินนำขึ้นมาก่อน ในมือของเขาถือกล่องไม้ขนาดเล็ก สีหน้ายังคงบึ้งตึงเหมือนเมื่อคืน
เด็กชายอีกสามคนตามมาด้านหลัง คนที่สวมอาภรณ์สีเขียวคือหานจิ้ง บุตรชายคนรองของผู้ช่วยเจ้ากรมโยธา อายุไล่เลี่ยกับจื่อหลาน ส่วนเด็กหนุ่มร่างสูงที่เดินอยู่ข้างกายเขาคือหานซง ลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุมากกว่าหลายปี
คนทั้งกลุ่มเข้าไปในห้องด้านใน ประตูปิดลงไม่นาน เสียงของหานจิ้งก็ดังขึ้น
“เจ้านำเงินมาหรือไม่”
“ข้ามีของชิ้นหนึ่ง” จื่อหลานตอบ “ราคามากกว่าห้าสิบตำลึง เจ้ารับไปแล้วก็ถือว่าเรื่องหยกจบกัน”
“ผู้ใดจะรู้ว่าสิ่งที่เจ้านำมาเป็นของจริงหรือไม่”
เสียงกล่องไม้ถูกกระชากออกจากมือ ตามด้วยเสียงเปิดฝากล่อง
หานซงหัวเราะ “ที่แท้เป็นแท่นฝนหมึก เจ้านำของเก่าจากเรือนมาหลอกพวกข้าหรือ”
“นี่เป็นแท่นฝนหมึกตวนสือ พวกเจ้าไม่รู้จักหรือ”
ไป๋อี่โม่ที่นั่งอยู่หลังฉากกั้นลุกขึ้น นางจำกล่องใบนั้นได้ แท่นฝนหมึกตวนสือเป็นของที่มารดาซื้อไว้ตั้งแต่จื่อหลานยังไม่เกิด ด้านหลังสลักอักษรชื่อของเขาเอาไว้ ตั้งใจมอบให้ในวันที่เริ่มเข้าศึกษา แต่หลังมารดาสิ้นลม ของหลายชิ้นถูกเก็บแยกไว้ในคลัง จื่อหลานคงเพิ่งได้รับมันเมื่อไม่นานมานี้