ของที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน #19
ของที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน #19
ตอนที่ 9 ของที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
“ของชิ้นนี้จะขายได้เท่าใด ใครจะรู้” หานจิ้งกล่าว “ข้าต้องการเงินห้าสิบตำลึง หากวันนี้เจ้าไม่มี พรุ่งนี้ข้าจะนำเรื่องไปบอกอาจารย์”
“หยกของเจ้าไม่ได้มีราคาถึงห้าสิบตำลึง” ไป๋จื่อหลานเถียงกลับไป
“เจ้าทำของข้าแตกแล้วยังคิดจะต่อราคาอีกหรือ!”
เสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นใครลุกออกจากที่นั่ง
ไป๋อี่โม่เปิดประตูห้องของตนแล้วเรียกผู้ดูแลร้านเข้ามา นางสั่งให้เขาไปเคาะประตูห้องด้านใน ก่อนจะเดินตามออกไปพร้อมมู่หลิง
ผู้ดูแลร้านยืนอยู่หน้าประตู เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านในจึงผลักประตูเปิด และก้าวเข้าไปเป็นคนแรก เด็กชายทั้งสี่คนหันมามองพร้อมกัน
จื่อหลานเห็นพี่สาว สีหน้าก็เปลี่ยนไป “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
ไป๋อี่โม่ไม่ได้ตอบ นางมองแท่นฝนหมึกที่อยู่ในมือของหานซง แล้วเอ่ยสั่ง “วางลง”
หานซงมองไป๋อี่โม่ แม้จำได้ว่านางเป็นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ แต่เขามีอายุมากกว่าและเป็นบุรุษ จึงไม่คิดว่านางจะกล้าทำสิ่งใดต่อหน้าผู้คน
“คุณหนูไป๋ น้องชายของท่านทำหยกของผู้อื่นแตก พวกเรากำลังตกลงเรื่องชดใช้กัน ท่านไม่ควรเข้ามายุ่ง”
“ของที่อยู่ในมือเจ้าเป็นสินเดิมของมารดาข้า เจ้าคิดว่าตนมีสิทธิถือไว้หรือ”
น้ำเสียงของไป๋อี่โม่นั้นราบเรียบ แต่สามารถทำให้คนในห้องเงียบลงได้ บางทีอาจเป็นเพราะลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนไปของนาง
หานซงก้มมองแท่นฝนหมึกก่อนจะวางกลับลงในกล่อง
จื่อหลานรีบคว้ากล่องกลับมา เขากอดไว้แนบอกแล้วมองพี่สาวด้วยความไม่พอใจ
“เรื่องของข้า ข้าจัดการเองได้!”
ไป๋อี่โม่หันไปถามอย่างใจเย็น “การนำของที่มารดาทิ้งไว้ให้มอบแก่ผู้อื่น เรียกว่าจัดการได้หรือ”
ใบหน้าของเด็กชายแดงขึ้น “ถ้าท่านยอมให้เงินข้าตั้งแต่แรก ข้าคงไม่ต้องทำเช่นนี้”
“ข้าไม่ให้เงินเจ้า เพราะหยกของเขาไม่มีราคาถึงห้าสิบตำลึง” ไป๋อี่โม่หยิบหนังสือรับรองราคาจากร้านเป่าชุ่ยออกมาวางบนโต๊ะ
หานจิ้งรีบคว้าไปอ่าน สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่เขายังไม่ยินยอม “นี่เป็นเพียงเศษหยก ร้านเป่าชุ่ยไม่ได้เห็นของทั้งชิ้น จะตัดสินราคาได้อย่างไร”
“เช่นนั้นก็นำเศษหยกทั้งหมดไปตรวจพร้อมกัน” ไป๋อี่โม่มองเขา “หากร้านเป่าชุ่ยประเมินว่ามีราคาห้าสิบตำลึง ข้าจะจ่ายให้โดยไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว แต่หากราคาไม่ถึง เจ้าต้องเขียนหนังสือยอมรับว่าเรียกเงินเกินจริงและขอโทษน้องชายข้าต่อหน้าอาจารย์”
หานจิ้งกำกระดาษในมือแน่น เขาย่อมรู้ว่าหยกของตนมีราคาเท่าใด
หานซงกลับก้าวออกมาข้างหน้า
“คุณหนูไป๋กำลังพูดจากดดันผู้อื่นหรือ ต่อให้หยกมีราคาเพียงแปดตำลึง ความอับอายที่น้องชายท่านทำให้ญาติผู้น้องของข้าต้องได้รับเล่า จะชดใช้อย่างไร”
“เขาทำให้คุณชายหานอับอายอย่างไร”
“เขาผลักคนต่อหน้าสหายร่วมสำนัก”
“แล้วเหตุใดเขาถึงได้ผลักเล่า” ไม่มีผู้ใดตอบ ไป๋อี่โม่หันไปมองจื่อหลาน “เจ้าพูด”
จื่อหลานเม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบโดยไม่มองหน้านาง
“เขากล่าวว่าข้าเป็นเด็กไม่มีมารดา ต่อให้สวมอาภรณ์ดีเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดสั่งสอน”
หานจิ้งรีบแย้ง “ข้าเพียงพูดเล่น ผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะลงมือจริงกันเล่า”
“เขาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เจ้าเรียกเงินค่าหยกได้ตามราคาจริง ส่วนคำพูดของเจ้า ข้าจะให้บิดาไปถามผู้ช่วยเจ้ากรมหานด้วยตนเองว่า ตระกูลหานสั่งสอนบุตรหลานให้ล้อเลียนมารดาผู้ล่วงลับของผู้อื่นเช่นนี้หรือไม่”
หานจิ้งนิ่งอึ้ง
เรื่องของเด็กในสำนัก หากจบลงด้วยการชดใช้เงินย่อมไม่มีผู้ใหญ่สนใจ แต่หากไป๋อี่โม่นำคำพูดนั้นกลับไปบอกบิดา เรื่องจะไม่ใช่การทะเลาะกันของเด็กอีกต่อไป
หานซงยังคิดกล่าวแก้ตัว แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน
เถ้าแก่โรงน้ำชายืนอยู่ด้านนอก ด้านหลังมีบ่าวจากสำนักศึกษาสองคนติดตามมาด้วย
เมื่อครู่มู่หลิงเห็นคนเริ่มโต้เถียงกัน นางกลัวว่าเจ้านายจะเสียเปรียบ จึงแอบส่งเด็กในร้านไปตามคนมา
“คุณชายทั้งหลาย อาจารย์ผู้ดูแลกฎของสำนักเชิญพวกท่านกลับไปขอรับ” บ่าวผู้หนึ่งกล่าว “เรื่องใดที่ยังตกลงกันไม่จบ ให้ไปชี้แจงต่อหน้าอาจารย์”
สีหน้าของหานจิ้งยิ่งไม่น่ามอง จื่อหลานกลับหันไปทางพี่สาว “ท่านตามคนมาเพื่อให้ข้าถูกลงโทษหรือ!”
ไป๋อี่โม่มองเขา “เจ้าลงมือผลักคน ย่อมต้องรับโทษในส่วนของเจ้า”
จื่อหลานกำกล่องไม้แน่นขึ้น ตั้งท่าจะโต้เถียง แต่ถูกไป๋อี่โม่เอ่ยขัด “แต่เขาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาพูด และไม่มีสิทธิ์เรียกเงินจากเจ้าเกินจริง”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองนาง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเขาก่อเรื่อง เหลียนซื่อมักปลอบว่าไม่ใช่ความผิดของเขา ก่อนจะส่งเงินไปปิดปากอีกฝ่าย เรื่องจบลงอย่างรวดเร็วทุกครั้ง แต่หลังจากนั้นสหายในสำนักกลับยิ่งมองว่าเขาเป็นคนโง่ที่ใช้เงินแก้ปัญหา
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าเขาทำผิด และในเวลาเดียวกันก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นเอาเปรียบเขา
ไป๋อี่โม่หยิบถุงเงินออกมาวางบนโต๊ะ
“ในนี้มีแปดตำลึง นำหยกไปตรวจราคา หากราคาเท่านี้ก็ให้คุณชายหานรับไป หากมากกว่าข้าจะให้คนส่งส่วนที่เหลือตามไป”