ยังมีลมหายใจ #5
ยังมีลมหายใจ #5
ตอนที่ 2 ยังมีลมหายใจ
แต่เวลานี้ ไป๋อี่โม่เพียงมองเขานิ่ง ก่อนจะเบือนหน้าออก นางปล่อยให้สาวใช้ช่วยกันประคองกลับเรือน โดยไม่มองอีกฝ่ายอีก
ลู่อวี้เฉินมองตามแผ่นหลังเล็กในอาภรณ์เปียกชุ่ม คิ้วของเขายังไม่คลายออก
ไป๋อี่โม่พยายามก้าวเดินด้วยขาทั้งสองข้างที่ยังไร้เรี่ยวแรง ทุกย่างก้าวยืนยันว่าร่างนี้ยังมีเลือดเนื้อและนางยังมีลมหายใจ ส่วนเหตุใดตนจึงกลับมาอยู่ที่จวนตระกูลไป๋ อีกไม่นานนางคงได้รู้
จากสระบัวถึงเรือนทิศตะวันออกใช้เวลาเดินเพียงไม่นาน ทว่าไป๋อี่โม่ที่เพิ่งสำลักน้ำกลับรู้สึกว่าทางเดินทอดยาวกว่าทุกครั้ง
อาภรณ์เปียกชุ่มแนบติดร่าง ลมปลายวสันต์พัดผ่านระเบียงเข้ามาจนตัวนางสั่น มู่หลิงกับสาวใช้อีกคนช่วยกันประคองอยู่คนละด้าน ไม่มีผู้ใดกล้าผ่อนฝีเท้า
ทางเดินริมสวนยังเป็นทางเดิมที่นางเดินมาตั้งแต่เด็ก ต้นไห่ถังต้นเดิมยืนอยู่ริมลาน เพียงลำต้นเล็กกว่าในความทรงจำ กิ่งที่เคยสูงพ้นหลังคาเวลานี้เพิ่งพาดถึงชายคา
ไป๋อี่โม่มองมันนานจนฝีเท้าช้าลง มู่หลิงเข้าใจว่าเจ้านายหมดแรง จึงรับน้ำหนักไว้มากกว่าเดิม
เหลียนซื่อเดินอยู่ข้างหน้า คอยหันกลับมามองเป็นระยะ ส่วนไป๋ว่านว่านกับลู่อวี้หนิงติดตามอยู่ด้านหลัง
ระหว่างทาง บ่าวที่เดินสวนมาต่างหลีกไปยืนชิดขอบทางแล้วก้มหน้าลง มีเพียงเสียงเหลียนซื่อสั่งงานเป็นระยะ ให้คนไปเตรียมน้ำขิง ให้คนไปเฝ้าประตูรอหมอ น้ำเสียงเรียบราวกับจัดการเรื่องเช่นนี้มาแล้วนับร้อยครั้ง
ไป๋อี่โม่ฟังอยู่เงียบ ๆ
เรือนทิศตะวันออกปรากฏอยู่เบื้องหน้า ประตูวงเดือนบานเดิม กอไผ่ริมทางที่ปลูกไว้แต่ครั้งมารดายังอยู่ก็ยังเขียวครึ้มดังเดิม
นางเคยคิดว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว
เมื่อล่วงเข้าสู่ลานหน้าเรือน ลู่อวี้เฉินก็หยุดฝีเท้าลง
กลางลานมีโต๊ะม้าหินตั้งอยู่ใต้ต้นไห่ถัง เขาเดินไปนั่งรอตรงนั้นตามมารยาท แม้ตระกูลลู่กับตระกูลไป๋จะคบหากันมานาน เขาก็ยังเป็นบุรุษ ไม่ควรก้าวตามเข้าไปถึงห้องพักด้านใน
สาวใช้รีบนำน้ำชากับเบาะรองนั่งออกมารับรอง เหลียนซื่อหันกลับมากล่าวกับเขา “วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายลู่ หากไม่ได้เชือกเส้นนั้น เกรงว่าโม่เอ๋อคงได้รับอันตรายมากกว่านี้”
ลู่อวี้เฉินลุกขึ้นประสานมือคารวะ ชายแขนเสื้อด้านหนึ่งยังเปียกน้ำจากตอนช่วยดึงเชือก
“ฮูหยินอย่าได้เกรงใจ ข้าอยู่ตรงนั้นพอดี ย่อมต้องช่วยเหลือ”
ไป๋อี่โม่หันไปมองตามเสียง ชายหนุ่มวัยสิบเก้ายืนอยู่ข้างโต๊ะม้าหิน ใบหน้าหล่อเหลายังไม่มีความเคร่งขรึมของขุนนางกรมอาญา ท่วงท่าของเขาในเวลานี้มีเพียงความสุภาพของบุตรชายจากตระกูลบัณฑิต
หากไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้ยืนอยู่นอกห้องขัง นางคงไม่มีวันเชื่อว่าเขาสามารถใช้เสียงอ่อนโยนเช่นนี้หลอกคนผู้หนึ่งให้เดินไปสู่ความตายได้
“โม่เอ๋อ” ลู่อวี้เฉินเรียกนางเมื่อเห็นว่านางหยุดมอง
ไป๋อี่โม่กำมือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม ความแค้นที่เพิ่งสงบลงริมสระบัวแล่นขึ้นมาอีกครั้ง นางยังจำคำพูดทุกคำในคุกกรมอาญาได้ จำได้แม้กระทั่งแววตาของเขาขณะวางกาสุราไว้บนโต๊ะ
ทว่าบุรุษตรงหน้าไม่ใช่รองเจ้ากรมอาญาในอาภรณ์สีแดง เขายังเป็นเพียงลู่อวี้เฉินวัยสิบเก้า ส่วนร่างของนางเองก็เล็กลง หัวไหล่ยังบอบบาง แม้แต่ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมก็เล็กกว่าที่นางจำได้
สิ่งรอบตัวล้วนผิดไปจากวาระสุดท้ายของนาง ไป๋อี่โม่ไม่ตอบ นางเบือนหน้าแล้วปล่อยให้สาวใช้ประคองนางเข้าไปด้านใน
ลู่อวี้หนิงเห็นดังนั้นก็หันไปบอกพี่ชาย “อี่โม่เพิ่งสำลักน้ำ คงยังตกใจอยู่ ข้าจะเข้าไปดูนางก่อน”
ลู่อวี้เฉินพยักหน้า ลู่อวี้หนิงจึงพาไป๋ว่านว่านตามเหลียนซื่อเข้าเรือน ทิ้งให้เขารออยู่ในลานกับบ่าวชายของตระกูลลู่
ด้านในมีสาวใช้เตรียมน้ำร้อนกับอาภรณ์สะอาดไว้แล้ว มู่หลิงประคองเจ้านายเข้าไปหลังฉากกั้น ก่อนจะคุกเข่าลงช่วยแก้สายคาดเอวเปียกชุ่ม
มือของสาวใช้สั่นจนแก้ปมผ้าอยู่หลายครั้งก็ยังไม่ออก
ไป๋อี่โม่ก้มมองนาง เส้นผมของมู่หลิงเปียกแนบอยู่ข้างแก้ม อาภรณ์สีเขียวอ่อนชุ่มน้ำตั้งแต่หัวไหล่ลงไปถึงชายกระโปรง ข้อมือทั้งสองมีรอยแดงจากการช่วยดึงเชือก แต่เจ้าตัวกลับไม่กล้าใส่ใจบาดแผลของตน
“บ่าวผิดเองเจ้าค่ะ” มู่หลิงเอ่ยเสียงเบา ศีรษะก้มต่ำ “บ่าวควรห้ามคุณหนูให้ได้”
น้ำจากชายผมของนางหยดลงบนพื้นไม้เป็นวงเล็ก ๆ
ชาติก่อนหลังถูกช่วยขึ้นจากสระ นางลงโทษมู่หลิงเพราะสาวใช้ไม่ห้ามตนตอนเดินตามลู่อวี้เฉินไป ทั้งที่คนก่อเรื่องและพลาดตกน้ำล้วนเป็นนางเอง
มู่หลิงแก้ปมผ้าออกได้ในที่สุด นางรีบก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม คล้ายกำลังรอรับคำตำหนิ
“ออกไปเปลี่ยนอาภรณ์” ไป๋อี่โม่สั่ง มู่หลิงเงยหน้าขึ้นอย่างเหลอหลา นิ้วมือที่จับสายคาดเอวของเจ้านายยังค้างอยู่ที่เดิม ราวกับไม่แน่ใจว่าคำสั่งเมื่อครู่กล่าวกับตน เมื่อสบเข้ากับแววตาจริงจังของไป๋อี่โม่ นางก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก ได้แต่คุกเข่าอยู่เช่นนั้นโดยไม่กล้าขยับ
“ข้าบอกให้เจ้าไปเปลี่ยนอาภรณ์”