LNCrawler

ยังมีลมหายใจ #6

เกิดใหม่ชาตินี้ข้าจะเป็นนางเอก — novel.dek d.com · All chapters

ยังมีลมหายใจ #6

คราวนี้มู่หลิงตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง นางเตรียมใจรับโทษมาตลอดทาง ไม่คิดว่าคำแรกที่ได้ยินจากเจ้านายกลับเป็นคำสั่งให้ไปผลัดเสื้อผ้าเปียกชื้น

“เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบกลับมาเจ้าค่ะ” นางลุกขึ้นอย่างลนลาน ถอยออกไปจากหลังฉากกั้นหลายก้าวแล้วยังอดหันกลับมามองไม่ได้ ราวกับต้องการแน่ใจว่าคุณหนูใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นยังเป็นคนเดิมที่ตนรู้จัก

สาวใช้อีกสองคนเข้ามาช่วยผลัดอาภรณ์ให้เจ้านายแทน

น้ำร้อนในอ่างไม้ระเหยเป็นไอบาง ความอุ่นค่อย ๆ ไล่ความเย็นออกจากร่าง ไป๋อี่โม่หลับตาลง ปล่อยให้มือของสาวใช้เช็ดเส้นผมให้อย่างเบามือ

ความอุ่นนี้เป็นของจริง

นางเพิ่งกล้าเชื่อเช่นนั้นเมื่อความสั่นที่ปลายนิ้วสงบลง

หลังเช็ดตัว ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่แล้ว ไป๋อี่โม่ถูกประคองออกมานั่งบนตั่งเตี้ย เหลียนซื่อเข้ามาห่มผ้าให้นางด้วยตนเอง ลู่อวี้หนิงนั่งรออยู่ข้างหนึ่ง ส่วนไป๋ว่านว่านยืนอยู่ใกล้โต๊ะ ในมือประคองเตาพกที่ซู่เจวียน สาวใช้คนสนิทของนาง เพิ่งนำมาให้

“พี่ใหญ่ ใช้เตาพกของข้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ไป๋ว่านว่านวางเตาพกลงในมือพี่สาว ความอุ่นจากถ่านด้านในซึมผ่านปลอกผ้าเข้ามาถึงฝ่ามือ

เด็กสาวตรงหน้ามีอายุเพียงสิบสองปี ใบหน้าเล็กรูปไข่ยังมีความกลมมนแบบเด็กอยู่หลายส่วน ดวงตากลมใสแดงเรื่อจากความตกใจ อาภรณ์สีเหลืองอ่อนเปียกเพียงเล็กน้อยตรงชายกระโปรง คงเพราะนางคุกเข่าอยู่ริมสระนานเกินไป

“พี่ใหญ่ยังหนาวอยู่หรือไม่เจ้าคะ”

ไป๋อี่โม่ส่ายหน้า

ไป๋ว่านว่านจึงถอยกลับไปยืนที่เดิม สองมือประสานไว้เบื้องหน้า ท่าทางเรียบร้อยอย่างที่เหลียนซื่ออบรมมาตั้งแต่เล็ก

มู่หลิงกลับเข้ามาในอาภรณ์แห้ง ผมเปียกถูกรวบใหม่อย่างลวก ๆ ขอบตายังแดงอยู่ นางเข้าประจำที่ข้างตั่งโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงคอยดูแลถ้วยชาอุ่นของเจ้านายไม่ให้พร่อง

“ว่านว่านตกใจไม่น้อยไปกว่าเจ้า” เหลียนซื่อกล่าวขณะลูบเส้นผมที่ยังชื้นของลูกเลี้ยง “เมื่อครู่นางเอาแต่กล่าวว่าเป็นความผิดของตนเอง”

ไป๋ว่านว่านรีบคุกเข่าลง

“หากข้าไม่ยืนพูดกับพี่อวี้เฉิน พี่ใหญ่คงไม่เดินตามมาและพลาดตกน้ำเจ้าค่ะ”

ลู่อวี้หนิงลุกเข้าไปประคองนาง “อี่โม่ตกน้ำเพราะริมสระลื่น ไม่ใช่เพราะเจ้า เจ้าอย่าโทษตนเองเลย”

ไป๋ว่านว่านไม่ยอมลุก นางมองพี่สาวราวกับกำลังรอคำตัดสิน

ชาติก่อนเมื่อได้ฟังประโยคเดียวกัน ไป๋อี่โม่โกรธจนตบหน้าน้องสาวต่อหน้าทุกคน นางกล่าวหาว่าไป๋ว่านว่านจงใจเข้าหาลู่อวี้เฉิน และไม่ยอมฟังคำอธิบายของผู้ใด เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในห้องนี้เอง แม้แต่ตำแหน่งที่แต่ละคนยืนก็แทบไม่ต่างจากเวลานี้

ความจริงแล้วไป๋ว่านว่านไม่ได้ทำอันใดเลย เป็นนางเองทั้งสิ้น

“ลุกขึ้นเถิด” ไป๋อี่โม่กล่าว “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

ไป๋ว่านว่านเงยหน้าขึ้น มองพี่สาวด้วยความประหลาดใจ

เหลียนซื่อกลับยิ้มออกมา นางดึงไป๋ว่านว่านให้ลุกขึ้น ก่อนจะหันมากุมมือของไป๋อี่โม่

“แม่รู้ว่าโม่เอ๋อของแม่เป็นเด็กมีเหตุผล” คำชมทำให้ไป๋อี่โม่รู้สึกแปลกอยู่ในใจ นางเพียงไม่ลงโทษคนที่ไม่ได้ทำผิด เหตุใดจึงกลายเป็นเรื่องน่าชื่นชมถึงเพียงนี้ หรือคุณหนูใหญ่แห่งจวนไป๋ในสายตาผู้อื่น เป็นคนไร้เหตุผลถึงเพียงนั้น

ความคิดนั้นอยู่ในใจไม่นาน อาการเจ็บแปลบในลำคอก็ทำให้นางไอออกมา

เหลียนซื่อรีบลูบหลังให้ “ไม่ต้องพูดแล้ว รอหมอมาตรวจอาการก่อน”

ลู่อวี้หนิงขยับเข้ามานั่งใกล้ “เจ้าไม่ต้องพูด ฟังข้าพูดคนเดียวก็พอ” ว่าแล้วนางก็เล่าเรื่อยไปตั้งแต่ขนมร้านใหม่หน้าตลาดจนถึงอาภรณ์ที่ตัดค้างไว้ ไม่รอให้คนฟังได้พูดขัด

ชาติก่อนไป๋อี่โม่ชอบฟังนางพูดมากที่สุด

เวลานี้เสียงใสของสหายยังดังอยู่ข้างหู ไป๋อี่โม่ฟังพลางกวาดตามองไปรอบห้อง ฉากกั้นปักรูปนกกระเรียนตั้งอยู่มุมเดิม คันฉ่องบนโต๊ะยังสุกใส เงาสะท้อนในนั้นคือใบหน้าเยาว์วัยที่นางไม่ได้เห็นมานานหลายปี

ไป๋อี่โม่ดึงผ้าห่มขึ้นสูงอีกนิด ปลายนิ้วยังเย็นอยู่

เสียงพูดคุยของลู่อวี้เฉินดังแว่วมาจากลานด้านนอก เขากำลังพูดคุยกับเสี่ยวจู๋ บ่าวคนสนิทของตน แม้จะนั่งรออยู่ไกลออกไป น้ำเสียงนั้นก็ยังทำให้ไป๋อี่โม่จำทุกอย่างได้ชัดเจน

ลู่อวี้เฉินอ่านตำราเก่ง วางตัวสุภาพ และไม่เคยขึ้นเสียงกับนาง ลู่อวี้หนิงก็เป็นสหายที่อยู่ข้างกายนางเสมอ เมื่อชื่นชอบเครื่องประดับหรือผ้าแพรชิ้นใด อีกฝ่ายเพียงเอ่ยชมไม่กี่คำ นางก็เต็มใจซื้อให้โดยไม่เคยอิดออด

นางได้รับเงินใช้จ่ายและเครื่องประดับมากกว่าคุณหนูทั่วไป การมอบของให้พี่ชายที่นางผูกพันกับสหายสนิทจึงไม่เคยเป็นเรื่องใหญ่

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังผ่านระเบียง หมอประจำจวนถูกพาเข้ามานั่งรอในห้องโถงด้านนอก โดยมีเหลียนซื่อกับสาวใช้อยู่ด้วย ไป๋อี่โม่ยื่นข้อมือออกไปนอกม่านบาง ให้หมอจับชีพจรผ่านผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง

หลังตรวจอยู่ครู่หนึ่ง หมอก็กล่าวว่านางเพียงสำลักน้ำและได้รับความเย็น ให้กินยาขับความเย็นแล้วพักผ่อนสองสามวันก็ไม่มีอันตราย