เพราะอยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ #78
เพราะอยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ #78
“ขอบคุณ แต่ข้าขอตัวก่อนดีกว่า” เขาปฏิเสธอย่างสุภาพ
“เช่นนั้นข้าจะให้คนยกไปส่งที่เรือนนะเจ้าคะ” นางยังไม่ยอมแพ้
“ไม่รบกวน เชิญคุณหนูเจียงตามสบายเถิด” เขาปฏิเสธอีกครั้งอย่างชัดเจน แต่ยังคงไว้ซึ่งมารยาท ทำให้เจียงเหมิ่งถิงไม่อาจคะยั้นคะยอต่อหน้าผู้ใหญ่ได้อีก
ไป๋อี่โม่ที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ เผลอมีรอยยิ้มบางเบา แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวก็รีบกลบเกลื่อนมันลงไป ความพึงพอใจเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นมาทำให้นางรู้สึกละอายใจ ข้าไม่ควรยินดีกับเรื่องเช่นนี้
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้หลานชายกลับไปเปลี่ยนอาภรณ์ ส่วนกลุ่มสตรีเดินต่อไปยังศาลากลางสวน ไป๋อี่โม่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาจนลับสายตา เขายังคงวางตัวสงบนิ่งเหมือนผืนน้ำเรียบ จนไม่มีผู้ใดดูออกว่าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาเมื่อไม่นานนี้
หลังมื้อกลางวัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเชิญฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ไปพักผ่อนที่เรือนด้านใน เหลียนซื่อยังคงอยู่สนทนากับบรรดาสะใภ้สกุลเว่ย ไป๋ว่านว่านติดตามเข้าไปคอยปรนนิบัติท่านย่า
ส่วนไป๋อี่โม่ขอตัวออกไปล้างมือ
นางเดินมาถึงทางเดินข้างสวน ยังไม่ทันจะเลี้ยวไปทางเรือนชำระ อาเหิงก็มายืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาหยุดยืนห่างนางไปราวเจ็ดก้าวพลางค้อมกายลง “คุณหนูใหญ่ไป๋ คุณชายของข้าน้อยขอเชิญที่ศาลาด้านหน้าขอรับ ใต้เท้าไป๋อนุญาตแล้ว”
ศาลาหลังนั้นตั้งเยื้องอยู่ท้ายสวน มีแนวไม้พุ่มคั่นสายตาจากทางเดินใหญ่ ใกล้พอที่คนภายนอกจะมองเห็นได้รำไร แต่ไกลเกินกว่าจะได้ยินถ้อยคำสนทนา อีกทั้งไป๋เฉิงอี้ก็นั่งดื่มชาอยู่กับสหายขุนนางอีกสองคนห่างออกไปหลายสิบก้าว นับว่าไม่ผิดธรรมเนียมและไม่เป็นที่ครหา
ไป๋อี่โม่เดินตามอาเหิงมาถึงศาลา เว่ยอู่หยายืนรออยู่ข้างโต๊ะหินในอาภรณ์ตัวใหม่สีน้ำเงินเข้ม นางยอบกายคำนับบิดาและผู้อาวุโสที่อยู่ไม่ไกลตามมารยาทก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามเขา หลิวหมัวมัวกับมู่หลิงตามไปยืนอยู่เบื้องหลังในระยะที่เหมาะสม
เว่ยอู่หยาวางใบรับสมุนไพรของร้านทงจี้ไว้บนโต๊ะหินอ่อน “ท่านหมอเยี่ยบอกว่า ของชุดนี้มาถึงเร็วเพราะคุณหนูส่งคนไปดักขบวนพ่อค้าใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ไป๋อี่โม่ตอบราวกับเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอันใด
“ผู้ดูแลร้านเคยแบ่งของไว้สองทาง ข้าเพียงให้คนไปนำมา ไม่ใช่เรื่องหนักหนา”
เว่ยอู่หยากลับไม่คิดเช่นนั้น สายตาของเขามองนางไม่วางตา “ถ้าเป็นผู้อื่นขอ เขาจะนำของที่ยังไม่ลงคลังออกมาให้หรือ”
ไป๋อี่โม่มองใบรับของตรงหน้า “หากเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีท่านหมอเยี่ยรับรอง ผู้ดูแลย่อมพิจารณาตามสมควรเจ้าค่ะ”
“คุณหนูยังไม่ได้ตอบคำถามข้า”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเลี่ยงไป “ของอยู่ในร้าน ย่อมควรนำไปช่วยคน ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่าอยู่ในคลัง”
เขาเลื่อนใบรับของกลับมาทางนาง แผ่นกระดาษนั้นดูบอบบางเมื่อเทียบกับมือของเขา “ของในร้านก็เป็นสินเดิมของคุณหนู การเปิดคลังกลางดึกแล้วให้คนควบม้านำของออกนอกเมือง ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของร้านทุกคนจะยอมทำ”
“ข้าไม่ได้ทำเพื่อให้ท่านติดค้างบุญคุณ”
“เช่นนั้นทำเพราะเหตุใด”
คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้นางชะงัก ไป๋อี่โม่หลบสายตาคมกริบคู่นั้น นางเตรียมคำตอบแนบเนียนไว้หลายอย่าง ทว่าครั้นถูกเขาจ้องมองและถามออกมาตรง ๆ เช่นนี้ กลับไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบได้
เว่ยอู่หยาไม่เร่งเร้า เขาเพียงนั่งรออยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ปล่อยให้เสียงลมที่พัดผ่านใบเสาเย่าด้านนอกดังแทรกเข้ามาท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด
อีกฟากหนึ่งของแนวพุ่มไม้หนาทึบ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาหยุดลง เจียงเหมิ่งถิงที่เพิ่งเดินออกมาจากศาลากลางสวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ปี้เถาหยุดรออยู่ตรงทางแยก นางก้าวเข้ามาเพียงลำพัง โดยที่คนในศาลาไม่มีผู้ใดรู้ตัว
ไป๋อี่โม่เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง ความทรงจำในคืนหิมะตกหนัก ทำให้นางไม่อาจใช้ถ้อยคำอื่นมาหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป
“ข้าแค่อยากให้ท่านมีชีวิตอยู่”
เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าชัดเจนในความเงียบนั้น เพียงแค่ให้ท่านมีชีวิตอยู่ เพียงเท่านั้นที่นางต้องการ
ทันทีที่พูดจบ นางก็ตกใจกับคำพูดของตนเอง ความร้อนผ่าวแล่นจากลำคอขึ้นมาทั่วใบหน้า ไป๋อี่โม่รีบก้มลงมองปลายนิ้วที่วางอยู่บนตัก อยากถอนคำพูดกลับคืนมา ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว
เว่ยอู่หยานิ่งไปครู่หนึ่ง ยิ่งเขาไม่เอ่ยสิ่งใด ไป๋อี่โม่ก็ยิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน “ข้าจะจำความช่วยเหลือครั้งนี้ไว้” เขากล่าวพลางเก็บใบรับของลงในแขนเสื้อ
คำพูดนั้นกลับจุดประกายความไม่พอใจขึ้นในใจของไป๋อี่โม่ นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววดื้อรั้น น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด “ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องการให้ท่านตอบแทนเจ้าค่ะ”
“เรื่องที่คุณหนูไม่ต้องการ กับเรื่องที่ข้าควรจดจำเป็นคนละเรื่องกัน”