ริษยาหลังแนวพุ่มไม้ #79
ริษยาหลังแนวพุ่มไม้ #79
ตอนที่ 39 ริษยาหลังแนวพุ่มไม้
นางเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่ต้องการโต้เถียงกับเขาอีก การที่เขาตีความความห่วงใยของนางเป็นเพียง บุญคุณ ที่ต้องชดใช้ ทำให้ในใจนางรู้สึกขุ่นมัวอย่างบอกไม่ถูก เว่ยอู่หยาสังเกตเห็นท่าทีงอนง้อนั้นได้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงสิ่งใด
อาเหิงเดินเข้ามาหยุดอยู่นอกศาลา เป็นสัญญาณเตือนว่าได้เวลากลับไปพบผู้ใหญ่แล้ว เว่ยอู่หยาจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ค้อมศีรษะให้นางเล็กน้อยเป็นเชิงลาแล้วจากไป
ไป๋อี่โม่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา หัวใจยังคงเต้นระรัวกับคำพูดที่หลุดปากออกไปและความขุ่นเคืองที่เพิ่งเกิดขึ้น
หลังแนวพุ่มไม้ เจียงเหมิ่งถิงกำผ้าเช็ดหน้าในมือจนแน่น นางมาทันได้ยินประโยคที่ไป๋อี่โม่บอกว่า อยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ พอดี รอยยิ้มงดงามบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาแข็งกระด้าง
เมื่อครู่นางเป็นฝ่ายเสนอจะส่งน้ำบ๊วยให้เขาถึงเรือน แต่เขากลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทว่าบัดนี้กลับเป็นฝ่ายเชิญไป๋อี่โม่มาพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวที่ศาลาหลังเล็กแห่งนี้ ความแตกต่างในการปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เปลวไฟแห่งความริษยาโหมกระพือขึ้นในใจจนท่วมท้น
เจียงเหมิ่งถิงหมุนตัวเดินออกจากแนวพุ่มไม้ไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
ปี้เถาเห็นเจ้านายของตนเดินเลยทางกลับศาลาจึงรีบวิ่งตาม “คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ” เจียงเหมิ่งถิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นแม้แต่คำเดียว
ที่ศาลากลางสวน ไป๋อี่โม่กลับมานั่งร่วมโต๊ะกับเหลียนซื่อและไป๋ว่านว่านอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายค่อย ๆ อ่อนลง เงาของพุ่มดอกเสาเย่าที่เรียงรายอยู่สองข้างทางทอดยาวกว่าเดิม ในหัวของนางยังคงมีแต่ภาพสายตาของเขาในศาลาวนเวียนอยู่
ไม่นาน บ่าวจากเรือนหน้าก็เข้ามาแจ้งว่าไป๋เฉิงอี้เตรียมจะเดินทางกลับแล้ว กลุ่มสตรีจึงลุกขึ้นเพื่อกลับไปสมทบกับผู้ใหญ่ที่โถงรับแขก
สองตระกูลกล่าวคำอำลากันตามธรรมเนียม ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเดินออกมาส่งแขกถึงหน้าซุ้มประตู โดยมีเจียงเหมิ่งถิงคอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง ใบหน้าอ่อนเยาว์ของนางกลับมาแต้มด้วยรอยยิ้มหวานเช่นเดิม ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า ไป๋อี่โม่หันกลับไปมองภาพนั้นที่หน้าซุ้มประตูอีกครั้ง แล้วจึงปล่อยม่านลง ตัดขาดสายตาจากโลกภายนอก
เมื่อกลับถึงจวน เจียงเหมิ่งถิงก็เรียกปี้เถาเข้ามาสั่งงานด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต่อจากนี้ หากมีของจากจวนตระกูลไป๋ถูกส่งไปที่จวนสกุลเว่ย หรือคนของทั้งสองบ้านพบเจอกันที่ใด เจ้าต้องกลับมารายงานข้าทุกครั้ง เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ปี้เถารับคำอย่างหวาด ๆ แล้วรีบถอยออกไป
เหลือเพียงเจียงเหมิ่งถิงนั่งอยู่ลำพังผู้เดียวในห้อง ถ้อยคำที่ได้ยินกลางสวนยังคงดังก้องอยู่ในหู นางเองก็เป็นคนช่วยชีวิตเว่ยอู่หยาเช่นกัน เหตุใดเขาจึงให้ความสำคัญกับไป๋อี่โม่มากกว่านาง ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองและชิงชังมากขึ้นเท่านั้น
หลังงานชมดอกเสาเย่าผ่านไปหลายวัน แดดยามสายแผดเผาจนหินบนลานร้อนระอุ กิจการทั้งสองเรือนของตระกูลไป๋ดำเนินไปตามครรลอง ไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากเดิม
ไป๋อี่โม่ยังคงส่งคนไปสอบถามข่าวของเว่ยอู่หยาผ่านทางร้านยาที่ติดต่อกับท่านหมอเยี่ย เมื่อท่านหมอยืนยันว่าอาการของเขาคงที่ ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ และไม่ต้องการสมุนไพรเพิ่มแล้ว นางถึงค่อยวางใจได้อย่างแท้จริง ทุกวันของนางในชาตินี้สงบสุขกว่าชาติก่อนมากนัก หากเป็นช่วงเวลาเดียวกันในชีวิตเดิม
นางคงกำลังวุ่นวายอยู่กับการวิ่งตามลู่อวี้เฉิน และแสดงความเอาแต่ใจในที่ชุมชนจนทำให้ตนเองต้องอับอาย เมื่อนึกย้อนกลับไป นางรู้สึกราวกับกำลังมองดูตัวตลกผู้โง่เขลาผู้หนึ่ง โชคดีเหลือเกินที่สวรรค์ยังเมตตาให้นางมีโอกาสได้แก้ไข
ย่างเข้าต้นเดือนเจ็ด ไป๋เฉิงอี้ก็อนุญาตให้ไป๋จื่อหลานมีม้าฝึกเป็นของตนเองได้เสียที เด็กชายฝึกขี่ม้ากับพ่อบ้านอาวุโสมาตั้งแต่หลังปีใหม่ ทั้งยังรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับพี่สาวมาตลอดหลายเดือน ไม่เคยละทิ้งบทเรียนและยังวาดแผนที่จากห้องหนังสือเสร็จตรงตามเวลากำหนด พ่อบ้านจึงเลือกม้าสีน้ำตาลตัวเล็กจากคอกม้าของจวนมาให้เขาฝึก ม้าตัวนี้อายุไม่มาก นิสัยเชื่อง และคุ้นเคยกับเสียงคนมากกว่าม้าจากคอกม้านอกเมือง
วันแรกจื่อหลานใช้เวลาฝึกขึ้นลงจากหลังม้าตัวใหม่อยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม วันที่สองถึงได้จับบังเหียนเดินช้ารอบสนามโดยมีคนดูแลคอกม้าจูงเชือกอยู่ข้างหน้า เด็กชายแวะไปป้อนหญ้าสดให้ม้าของตนทุกเช้าจนมันเริ่มจดจำกลิ่นของเขาได้
เมื่อเห็นบุตรชายตั้งอกตั้งใจถึงเพียงนี้ เหลียนซื่อก็ให้คนนำแส้ด้ามเงินกับรองเท้าคู่เดิมที่เคยเก็บไปกลับมาคืนให้เขาที่เรือนรอง