ริษยาหลังแนวพุ่มไม้ #80
ริษยาหลังแนวพุ่มไม้ #80
คราวนี้ไป๋เฉิงอี้ไม่ได้สั่งให้นำแส้ด้ามเงินไปคืน เพียงให้ช่างแก้รองเท้าจนพอดีกับเท้าของบุตรชาย ส่วนแส้นั้นให้เก็บไว้ก่อน รอจนกว่าอาจารย์ผู้ฝึกสอนจะเห็นว่าจื่อหลานรู้จักเชื่อฟังและควบคุมตนเองยามอยู่บนหลังม้าได้ดีแล้ว จึงค่อยมอบให้ภายหลัง
ไป๋จื่อหลานรับคำอย่างว่าง่าย แม้ว่าทุกครั้งที่เดินผ่านห้องเก็บของ สายตาของเขายังคงแอบเหลือบมองกล่องไม้ที่เก็บแส้ด้ามนั้นไว้ด้วยความเสียดาย
เมื่อฝึกเดินจูงและทำความคุ้นเคยกับม้าครบสิบวัน ในที่สุดคนดูแลคอกม้าก็ยอมปล่อยบังเหียน ให้เขาได้ลองควบม้าเดินช้า ๆ ด้วยตนเอง
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋เมื่อได้ยินข่าวก็เอ่ยว่าอยากเห็นความก้าวหน้าของหลานชาย ไป๋เฉิงอี้จึงถือโอกาสในวันหยุด พาคนในครอบครัวออกไปยังสนามฝึกม้านอกเมือง เหลียนซื่อสั่งให้คนเตรียมของว่างกับน้ำแกงบำรุงใส่กล่องอาหารซ้อนชั้นตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนไป๋อี่โม่ก็ไม่ต่างกัน นางสั่งให้มู่หลิงนำยารักษาแผลชั้นดีกับผ้าสะอาดผืนใหม่หลายผืนใส่ตะกร้าติดรถม้าไปด้วย
“เพิ่งเริ่มฝึก เหตุใดต้องนำยามามากมายด้วยเล่าเจ้าคะ” ไป๋ว่านว่านที่นั่งรถม้าคันเดียวกับพี่สาวชะโงกหน้าไปมองของในตะกร้าด้วยความสงสัย
ไป๋อี่โม่ก้มมองตามนางพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในสนามมีคนฝึกม้าอยู่มาก ที่นั่นอาจมีผู้ใดพลัดตกหรือบาดเจ็บได้เสมอ เตรียมเอาไว้ย่อมไม่เสียหาย”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋ว่านว่านพยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะยังคิดว่าพี่สาวของตนรอบคอบเกินจำเป็นไปบ้าง
สนามฝึกม้าตั้งอยู่ติดกับกำแพงของกองรักษาเมืองฝ่ายเหนือ ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน จะได้ยินเสียงการฝึกซ้อมและเสียงธนูแหวกอากาศจากอีกฝั่งลอยข้ามมา เสียงเหล่านั้นยิ่งทำให้บรรยากาศดูน่าเกรงขาม และปลุกความตื่นเต้นในใจของไป๋จื่อหลานจนเขานั่งหลังตรงแน่วกว่าปกติ
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่กลางศาลาพักริมสนาม แววตาจับจ้องอยู่ที่ร่างเล็ก ๆ ของหลานชายไม่วางตา ไป๋ว่านว่านคอยส่งเสียงรายงานอย่างตื่นเต้นว่าจื่อหลานควบม้าผ่านตรงไหนแล้วบ้าง ทั้งที่ทุกคนในศาลาก็มองเห็นภาพเดียวกันได้อย่างชัดเจน
หลังจากเดินรอบสนามได้สองรอบอย่างราบรื่น เหลียนซื่อก็ให้ซุนหมัวมัวนำอานม้าใหม่ออกมา
อานฝึกทำจากหนังวัวสีน้ำตาลเข้ม ขอบตัดเย็บด้วยด้ายสีดำอย่างประณีตและมีโกลนขนาดพอดีกับเท้าของเด็ก นางบอกว่าสั่งทำพิเศษจากร้านเครื่องหนังหย่งอันตั้งแต่ต้นปี วันนี้เห็นว่าเขาควบคุมม้าได้ดีแล้วจึงตั้งใจนำมาให้เป็นรางวัล
คนดูแลคอกม้าเดินเข้ามาตรวจดูหัวเข็มขัดกับสายรัดอานอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง ก่อนจะกล่าวด้วยความรอบคอบ “เรียนฮูหยิน หนังใหม่ยังแข็งขอรับ เมื่อคุณชายน้อยขึ้นขี่ได้สักสองรอบคงต้องหยุดพักเพื่อรัดสายใหม่ ไม่เช่นนั้นเมื่อหนังเริ่มคลายตัวแล้วอานอาจจะเอียงได้ขอรับ”
จื่อหลานรับคำอย่างรวดเร็ว สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ลวดลายบนอานใหม่อย่างชื่นชม
ไป๋เฉิงอี้อนุญาตให้เปลี่ยนอานตามความตั้งใจของภรรยา แต่ก็ยังกำชับบุตรชายเสียงเข้มว่า หากคนดูแลให้สัญญาณหยุด จะต้องหยุดในทันที ห้ามดื้อรั้นเป็นอันขาด
ช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ม้าสีน้ำตาลเดินช้า ๆ ตามแนวเชือกที่ขึงไว้ จื่อหลานควบผ่านหน้าศาลาฝั่งสตรีเป็นรอบที่สองพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาได้ยินเสียงท่านย่ากล่าวชมก็ยิ่งยืดหลังขึ้นอีกเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
คนดูแลคอกม้ายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหยุดตามที่ตกลงกันไว้
ทว่าจื่อหลานกลับมองเลยไปยังประตูสนามข้างหน้า เขาคิดเพียงว่าจะควบให้ครบรอบเสียก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมารัดอานใหม่ ด้วยความคิดชั่ววูบนั้น เขาจึงแตะส้นเท้ากับท้องม้าเบา ๆ แทนที่จะดึงบังเหียน
ม้าที่กำลังจะชะลอฝีเท้าตามสัญชาตญาณ ครั้นถูกกระตุ้นจึงเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน
สายรัดอานที่เริ่มคลายตัวตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดรู้ พอถูกน้ำหนักที่เหวี่ยงไปด้านข้าง อานทั้งอันก็เอียงวูบไปทางซ้าย จื่อหลานตกใจรีบคว้าแผงคอ แต่ขาข้างหนึ่งของเขากลับเลื่อนลึกเข้าไปในโกลนจนติดแน่น
“คุณชายน้อย! ปล่อยบังเหียนขอรับ!” คนดูแลคอกม้าตะโกนลั่นพร้อมกับวิ่งตาม
แต่เด็กชายตกใจจนสติกระเจิง เขายิ่งกำเชือกบังเหียนแน่นขึ้น ม้าสีน้ำตาลถูกดึงรั้งปากจนเจ็บ มันสะบัดหัวอย่างแรงแล้ววิ่งเตลิดตรงไปยังประตูสนาม ขณะนั้นเองบานประตูก็เปิดออกกว้างเพื่อรับเกวียนบรรทุกหญ้าแห้งจากกองรักษาเมืองที่กำลังเข้ามาพอดี
“จื่อหลาน!” เสียงร้องแหลมของเหลียนซื่อทำให้ทหารยามตรงประตูหันมามอง
ทหารสองนายพยายามวิ่งเข้าไปขวางทาง แต่เกวียนหญ้าขนาดใหญ่ขวางอยู่เกือบเต็มประตู หากม้าวิ่งชนเข้าไป เกวียนอาจพลิกคว่ำลงมาทับทั้งคนทั้งม้า
เพล้ง! ถ้วยชาในมือฮูหยินผู้เฒ่าหล่นลงแตกกระจายกลางพื้นศาลา
ขณะที่หัวใจของทุกคนแทบจะหยุดเต้นนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็ควบม้าสีดำทมิฬพุ่งออกมาจากฝั่งกองรักษาเมืองด้วยความเร็วราวสายฟ้าฟาด ตัดเข้าขนาบข้างม้าของจื่อหลานในชั่วพริบตา
ไป๋อี่โม่จำเงาร่างสูงสง่างามนั้นได้ก่อนจะเห็นใบหน้าชัดเจนด้วยซ้ำ
เว่ยอู่หยา!