ม้าพยศที่หน้าศาลา #82
ม้าพยศที่หน้าศาลา #82
เหลียนซื่อยังคงโอบไหล่เขาไว้ ทว่าจื่อหลานไม่ได้ซบเข้าหาอกมารดาเหมือนเช่นเคย คราวนี้เขารู้สึกผิดจากใจจริง และเป็นครั้งแรกที่เขารู้ตัวว่าตนเองได้กระทำผิดมหันต์ลงไป
ไป๋อี่โม่ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องพักไปอย่างเงียบ ๆ นางต้องการไปดูอาการของเว่ยอู่หยา
เขายืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงด้านนอก อาเหิงกำลังใช้สุราขาวล้างเลือดออกจากฝ่ามือของเขาอย่างระมัดระวัง หนังบังเหียนที่เสียดสีผ่านกลางฝ่ามือด้วยความเร็วและความแรงได้ครูดผิวหนังจนแตกเป็นทางยาว เลือดยังคงซึมออกมาตามแนวแผล
นางมองภาพนั้นแล้วหัวใจพลันบีบรัดแน่น ความรู้สึกผิดซ้อนทับกับความห่วงใยจนแทบจะหายใจไม่ออก เขาบาดเจ็บเพราะช่วยน้องชายของนาง
“แผลที่มือของท่าน ควรให้หมอตรวจดูนะเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงเจือไปด้วยความเป็นห่วงที่ยากจะปกปิด
เว่ยอู่หยามองข้ามไหล่ของนางกลับไปยังประตูห้องพักด้านหลังพลางเอ่ยถามเรียบ ๆ “น้องชายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้อเท้าเคล็ดกับหัวไหล่ช้ำเจ้าค่ะ หมอบอกว่าไม่ร้ายแรง”
“ปลอดภัยก็ดีแล้ว” น้ำเสียงและท่าทางของเขายังคงห่างเหินและเย็นชา จนไป๋อี่โม่เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา นางยอบกายลงเล็กน้อย “ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะสำหรับวันนี้”
เว่ยอู่หยายื่นมือให้อาเหิงพันแผลต่อ ก่อนจะหันมาถามนางด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้นางใจหายวาบ “คุณหนูไป๋ไม่คิดจะช่วยแก้ตัวให้น้องชายหน่อยหรือ คราแรกข้านึกว่าเจ้าจะโทษว่าเป็นความผิดของอานม้าหรือคนดูแลเสียอีก”
คำถามของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลในใจนาง เขากำลังคิดว่านางเป็นพี่สาวที่ใจร้ายอยู่หรือ ไป๋อี่โม่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง
“หากข้าช่วยให้เขาพ้นผิดในวันนี้ วันหน้าคนที่ต้องรับเคราะห์อาจจะไม่โชคดีเหมือนท่าน” นางเหลือบมองฝ่ามือที่เปื้อนเลือดของเขาแวบหนึ่ง “การปกป้องไม่ใช่การทำให้เขาเชื่อว่าตนเองไม่เคยทำผิดเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เว่ยอู่หยาเงียบไป เขามองนางนิ่งงันไปชั่วครู่ ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ที่เขาเคยได้ยินมานั้นไม่สู้ดีนัก แต่เด็กสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขากลับไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้คนล่ำลือถึงนางเลยสักนิด ความรู้สึกโล่งใจเล็ก ๆ แล่นผ่านใจของไป๋อี่โม่เมื่อเห็นว่าแววตาของเขาอ่อนลง
นางไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใด แต่หลังจากที่อาเหิงผูกปมผ้าพันแผลเสร็จ เขากลับเอ่ยขึ้นมา “คำเตือนของคุณหนูในวันนั้น ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว”
ไป๋อี่โม่ไม่ได้ถามต่อว่าเขาหมายถึงเรื่องใด เพราะบิดาของนางเดินออกมาจากห้องพอดี ทั้งสองจึงจำต้องจบบทสนทนาเอาไว้เพียงเท่านั้น อี่โม่เอ่ยลาเขาตามมารยาทแล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับครอบครัว
เย็นวันนั้น หลังทุกคนกลับถึงจวน ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ก็ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ให้จื่อหลานย้ายไปอ่านหนังสือที่เรือนโซ่วอันของนางทุกวัน เบี้ยรายเดือนและของรางวัลทุกชิ้นจะต้องผ่านมือนางหรือไป๋เฉิงอี้ก่อน เหลียนซื่อยังสามารถส่งของใช้และเสื้อผ้าไปให้ได้ แต่ห้ามแอบซ่อนเงินเพิ่มไว้ในกล่องเหมือนที่เคยทำผ่านมาเป็นอันขาด
“ท่านแม่ไม่ไว้ใจข้าหรือเจ้าคะ” เหลียนซื่อถามด้วยดวงตาแดงเรื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่ามองหน้านางด้วยความไม่พอใจระคนเหนื่อยหน่าย นางหาใช่จะไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ผู้นี้เลี้ยงดูบุตรชายเช่นไร ขืนปล่อยให้นางคอยตามใจต่อไป มีหวังเด็ก ๆ ได้เสียคนกันหมดแน่ “ข้าไม่ไว้ใจความรักที่มากเกินไปของเจ้า จนทำให้ลูกไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี”
เหลียนซื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันอึ้งงันไป ผ่านไปนานหลายอึดใจ นางถึงได้ก้มหน้ารับคำเสียงแผ่ว “แล้วแต่ท่านแม่จะเห็นสมควรเจ้าค่ะ”
หลังจบประโยคนั้น ทุกคนก็พากันแยกย้ายกลับเรือนของตนเอง
ค่ำนั้น ซุนหมัวมัวยังคงนำถุงเงินไปวางไว้ใต้กล่องยาของจื่อหลานตามคำสั่งเดิมที่เคยได้รับ แต่เมื่อเด็กชายพบเข้า เขากลับนำถุงเงินนั้นกลับไปคืนมารดาด้วยตนเอง เหลียนซื่อจึงได้แต่สั่งหมัวมัวว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องส่งไปอีกแล้ว
อีกฟากหนึ่งของจวน ในเรือนพักของไป๋อี่โม่ ตะเกียงยังคงส่องสว่างอยู่
บนโต๊ะหนังสือมีตลับยาเครื่องเคลือบสีขาวสำหรับทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและสมานแผลสดวางอยู่ นางเปิดฝาตลับออกดูเป็นครั้งที่สอง แล้วก็ปิดลง ราวกับกำลังชั่งใจหรือกลัวว่าตัวยายังดีไม่พอ
มู่หลิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองด้วยความสงสัยอยู่นานก็เอ่ยถามขึ้น “คุณหนูจะให้บ่าวนำไปให้คุณชายจื่อหลานหรือเจ้าคะ คุณชายต้องไปขอโทษคุณชายเว่ยอยู่แล้ว จะได้ให้นำไปพร้อมกันทีเดียวเลย”
ไป๋อี่โม่ใช้นิ้วเรียวลูบไล้ขอบตลับเคลือบที่เย็นเฉียบอย่างแผ่วเบา ท่าทางทะนุถนอม “นำไปเถิด แต่กำชับกับจื่อหลานว่า ไม่ต้องบอกว่าเป็นของผู้ใด”
มู่หลิงเอ่ยแย้งอย่างนึกขัน “แต่บ่าวว่าคุณชายเว่ยน่าจะเดาได้อยู่ดีนะเจ้าคะ ว่าเป็นของคุณหนู”
ไป๋อี่โม่วางตลับยาลงช้า ๆ “เดาได้ กับได้ยินจากปากข้า ไม่เหมือนกัน”