เงาไห่ถังใต้แสงจันทร์ #83
เงาไห่ถังใต้แสงจันทร์ #83
ตอนที่ 41 เงาไห่ถังใต้แสงจันทร์
มู่หลิงพลันเข้าใจความหมายในทันที นางไม่ถามอะไรมากความอีก เพียงรับตลับยาไปวางไว้ข้างกล่องของขวัญขออภัยที่จื่อหลานเตรียมไว้
หลังจากสาวใช้คนสนิทออกไปแล้ว ไป๋อี่โม่ก็หันไปมองเงาของต้นไห่ถังที่ทอดตัวยาวอยู่ด้านนอกหน้าต่างใต้แสงจันทร์ ความคิดของนางล่องลอยไปถึงใครบางคน ภาพฝ่ามือที่อาบไปด้วยเลือดของเขายังคงติดตา ความรู้สึกอุ่นวาบที่ปะปนกับความเจ็บแปลบในอกนั้น นางยังคงไม่กล้าเรียกมันว่าความคิดถึง
เวลาเดียวกัน ตะเกียงในเรือนของเจียงเหมิ่งถิงยังคงสว่างไสว ปี้เถานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า รายงานเหตุการณ์ที่สนามฝึกม้าให้เจ้านายฟังอย่างละเอียด นางใช้เวลาทั้งบ่ายสืบถามเอาจากคนดูแลคอกม้าและบ่าวประจำสนามซึ่งเห็นเหตุการณ์อยู่ตลอด
หลังฟังจบ แววตาของเจียงเหมิ่งถิงก็ทอประกายเย็นเยียบ นางวางตำราในมือลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบดังแผ่วเบาในความเงียบ
“ดูเอาเถิด แม้แต่เด็กคนนั้นยังกล้าทำให้คนของข้าบาดเจ็บ เห็นได้ชัดว่าคนสกุลไป๋ไม่เห็นจวนราชครูอยู่ในสายตา” น้ำเสียงของนางเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“คนของร้านทงจี้ยอมบอกหรือไม่ว่า คุณหนูไป๋ส่งสิ่งใดไปที่จวนตระกูลเว่ยบ้าง” นางเอ่ยถามถึงเรื่องที่สำคัญกว่า
ปี้เถาส่ายหน้าช้า ๆ “ผู้ดูแลบอกว่า บัญชีของเจ้านายไม่สามารถเปิดเผยให้คนนอกดูได้เจ้าค่ะ”
เจียงเหมิ่งถิงแค่นเสียงในลำคอ “พรุ่งนี้นำเทียบของจวนราชครูไป บอกว่าเราต้องตรวจสอบยาที่ส่งให้ลูกศิษย์ของท่านพ่อ หากยังปิดบังอีก ข้าจะให้ท่านพ่อเรียกผู้ดูแลมาสอบถามด้วยตนเอง ว่าเหตุใดทางร้านจึงกล้าส่งยาเข้าจวนขุนนางโดยไม่ยอมแจ้งที่มาและรายละเอียด”
“ใต้เท้าทราบเรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ” ปี้เถาถามด้วยน้ำเสียงลังเล
“เรื่องเพียงแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องนำไปรบกวนท่านพ่อ ข้าจัดการเองได้”
“เจ้าค่ะ” ปี้เถารับคำอย่างนอบน้อม
“ต่อจากนี้ ของทุกชิ้นที่ออกจากร้านทงจี้ไปถึงสกุลเว่ย ข้าต้องรู้ก่อนจะถึงมือคุณชายเว่ย” ดวงตาของเจียงเหมิ่งถิงจับจ้องเปลวเทียนที่สั่นไหว แสงสะท้อนในดวงตาของนางดูวูบวาบจนน่ากลัว “รวมถึงทุกครั้งที่สองคนนั้นพบกัน ข้าต้องรู้”
ปี้เถาเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ “คุณหนูไป๋เป็นถึงบุตรีขุนนาง หากนางรู้ว่าพวกเราแอบติดตาม จะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเจ้าคะ อีกทั้งชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ไป๋เองก็ไม่สู้ดีนัก เกรงว่า...”
“แค่ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ” เจียงเหมิ่งถิงตัดบทเสียงเย็น สายตาที่ตวัดมองมาทำให้ปี้เถาต้องก้มหน้าลงซ่อนความหวาดหวั่น สาวใช้รู้สึกได้ว่าแววตาของเจ้านายยามเอ่ยถึงคุณหนูไป๋นั้นเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่ความไม่เป็นมิตร แต่มีความหมกมุ่นที่น่าอึดอัดเจืออยู่ นางไม่กล้าทักท้วงอันใดอีก
ก่อนที่ปี้เถาจะลุกออกไป เจียงเหมิ่งถิงก็สั่งขึ้นอีกครั้ง “เตรียมยาทาแผลชั้นดีจากหอโอสถ ส่งไปที่จวนตระกูลเว่ยพร้อมเทียบของราชครูในตอนเช้าด้วย”
วันถัดมา ข้อเท้าของไป๋จื่อหลานบวมจนไม่สามารถสวมรองเท้าได้ ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋จึงให้คนยกโต๊ะเตี้ยเข้ามาวางไว้ข้างตั่งนอนในเรือนโซ่วอัน ให้เด็กชายนั่งคัดกฎของคอกม้าอยู่ที่นั่น โดยเหยียดขาข้างที่เจ็บพาดไว้บนเบาะนุ่ม
ครั้นคัดลอกมาถึงข้อห้ามเกี่ยวกับความประมาท หยดหมึกจากปลายพู่กันก็ร่วงลงบนกระดาษซวนจื่อสีขาวสะอาด เด็กชายถอนหายใจ
ไป๋อี่โม่ซึ่งนั่งอ่านตำราอยู่ใกล้ ๆ เลื่อนกระดาษแผ่นใหม่ไปให้เขาอย่างเงียบเชียบ “คัดต่อเถิด”
จื่อหลานช้อนตามองพี่สาวอย่างแปลกใจ “พี่ใหญ่ไม่ตำหนิข้าหรือขอรับ”
“เมื่อวานเจ้ารู้แล้วว่าตนเองผิดพลาดเรื่องใด ข้าย่อมไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำให้มากความ” นางตอบโดยไม่ละสายตาจากหน้าหนังสือ
เด็กชายจ้องมองใบหน้าด้านข้างของพี่สาวอยู่นาน ในใจรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ปกติแล้วหากเป็นเมื่อก่อน นางคงจะตำหนิเขาด้วยถ้อยคำเย็นชาไปแล้ว ไป๋อี่โม่เหลือบมองเขา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม จื่อหลานจึงเอ่ยออกมาตามที่คิด “ท่านเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ขอรับ”
“คนเราย่อมต้องมีการเติบโต” ไป๋อี่โม่ตอบเสียงเรียบ แต่ความอ่อนโยนฉายชัดในแววตา “เมื่อใดที่เจ้าโตขึ้นกว่านี้ เจ้าจะเข้าใจเอง” ในใจนางนึกย้อนไปถึงชาติก่อนที่ความเอาแต่ใจของตนเองได้ผลักไสให้น้องชายคนนี้ห่างเหินออกไป โชคดีที่ชาตินี้นางยังมีโอกาสได้แก้ไข
จื่อหลานพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มหน้าลงคัดลอกตัวอักษรต่ออย่างตั้งใจ
ไม่นานนัก บ่าวจากเรือนหลักก็นำกล่องอาหารใส่น้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นยาจีนกับขนมเปี๊ยะอบใหม่ ๆ ที่เหลียนซื่อสั่งให้ห้องครัวทำมาให้ ครานี้ไม่มีถุงเงินซ่อนอยู่ใต้ผ้าเหมือนทุกครั้ง ไป๋จื่อหลานจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมให้บ่าวรับใช้เข้ามาวางกล่องไว้
เขามองพี่สาวอย่างขอความเห็น “ท่านแม่ส่งของมา ข้ารับไว้ได้ใช่หรือไม่ขอรับ”
“นางเป็นมารดาของเจ้า” ไป๋อี่โม่ปิดตำราลง แล้วเปิดฝากล่องอาหารออก กลิ่นหอมของน้ำแกงลอยกรุ่นขึ้นมา “ของที่นางตั้งใจทำให้บุตรชาย ย่อมรับไว้ได้”