ฝ่ามือที่พันผ้าขาว #85
ฝ่ามือที่พันผ้าขาว #85
ตอนที่ 42 ฝ่ามือที่พันผ้าขาว
ไม่นานนัก เว่ยอู่หยาก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง เขาอยู่ในอาภรณ์ประจำตำแหน่งรองนายกองสีดำขลับ ฝ่ามือขวาซึ่งบาดเจ็บเมื่อวานถูกพันด้วยผ้าขาวสะอาด อาเหิงถือกล่องไม้ใส่หลักฐานกับหนังสือจากคลังของกองทัพเดินตามอยู่ด้านหลัง
ไป๋เฉิงอี้รับหนังสือประทับตราของกองรักษาเมืองมาตรวจสอบ ขณะที่เว่ยอู่หยาก็วางป้ายรับของลงบนโต๊ะ “ผู้ดูแลคลังยาซื้อยาชุดนี้มาจากพ่อค้าที่ถือหนังสือส่งของจากร้านทงจี้ เงินถูกเบิกจ่ายไปตามราคายาชั้นดี แต่ยาที่อยู่ด้านในกลับมีแป้งปะปนอยู่เกือบครึ่งขอรับ”
ไป๋อี่โม่มองผ่านช่องเล็ก ๆ ของฉากกั้นไม้ ป้ายชิ้นนั้นระบุวันที่รับของไว้ว่าเป็นช่วงปลายเดือนสี่ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ร้านทงจี้ส่งยาชุดใหญ่ไปยังจวนราชครูพอดี
ผู้ดูแลหลิวรีบอธิบายทันที “ร้านของเราไม่เคยส่งคนไปขายยาที่กองรักษาเมืองเลยขอรับ”
“ข้าตรวจสอบรายชื่อคนเข้าออกคลังยาแล้ว ไม่มีชื่อคนของร้านทงจี้” เว่ยอู่หยาเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “คนส่งของใช้ป้ายผ่านทางของร้านค้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งทางประตูเมืองทิศเหนือ เขาอ้างว่ารับยามาจากร้านใหญ่อีกทอดหนึ่ง”
“แล้วจับตัวเขาได้หรือไม่” ไป๋เฉิงอี้ถาม
“ร้านเล็ก ๆ นั่นปิดตัวไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้วขอรับ คนเฝ้าร้านบอกว่าเจ้าของเดินทางกลับบ้านเกิดไปแล้ว”
เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามขมับของผู้ดูแลหลิว หากข่าวลือแพร่ออกไปว่าร้านทงจี้ขายยาปลอมให้ทหาร ก่อนที่จะพิสูจน์ความจริงได้ ชื่อเสียงที่ร้านสั่งสมมาหลายสิบปีคงได้พังพินาศเป็นแน่
ไป๋เฉิงอี้หันหน้ามาทางฉากกั้น “โม่เอ๋อ เจ้าเห็นสิ่งใดจากบัญชีบ้าง”
เมื่อบิดาเอ่ยถาม ไป๋อี่โม่ก็ตอบจากหลังฉากกั้นด้วยน้ำเสียงชัดเจน “สองเดือนนี้ ร้านของเราทำยาตำรับดังกล่าวออกมาสิบเจ็ดห่อเจ้าค่ะ เดือนสี่สิบห่อ เดือนห้าเจ็ดห่อ ทุกห่อมีชื่อผู้รับ ยกเว้นเพียงสามห่อที่ขายหน้าร้านเจ้าค่ะ” นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “ขอดูป้ายไม้ได้หรือไม่เจ้าคะ”
เว่ยอู่หยามองไป๋เฉิงอี้ เมื่อเห็นบิดาของนางพยักหน้าอนุญาต อาเหิงจึงนำป้ายไม้มาส่งให้มู่หลิงรับเข้าไปหลังฉาก
ป้ายคลังของกองรักษาเมืองนั้นระบุวันที่ ชื่อยา และจำนวนไว้อย่างชัดเจน ตรงรูที่ร้อยเชือกมีเส้นใยสีครามเล็ก ๆ ติดอยู่ ไป๋อี่โม่ให้มู่หลิงนำด้ายของทางร้านมาเทียบดู สีด้ายของร้านทงจี้จะเข้มเกือบดำ ส่วนเส้นใยบนป้ายกลับมีสีซีดกว่ามาก
“เชือกไม่ใช่ของร้านเราเจ้าค่ะ”
เว่ยอู่หยาถามกลับมาทันที “แล้วกระดาษกับตราประทับเล่า”
“เป็นของจริงเจ้าค่ะ” ไป๋อี่โม่วางป้ายไม้ลง “คนร้ายไม่ได้ปลอมตรา แต่พวกเขาได้ห่อยาจากที่ร้านเคยส่งออกไปแล้วนำกลับมาใช้ใหม่”
“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าห่อยานั้นมาจากที่ใด”
“ดูจากจำนวนเจ้าค่ะ” นางให้มู่หลิงถือสมุดบัญชีที่เปิดค้างไว้เข้าไปใกล้ฉากกั้น “กองรักษาเมืองรับยาปลอมมาถึงหกห่อ แต่ร้านของเราขายหน้าร้านไปเพียงสามห่อ คนร้ายย่อมต้องได้กระดาษห่อมาจากผู้รับรายใหญ่ หรือไม่ก็รวบรวมมาจากหลาย ๆ แห่ง”
ไป๋เฉิงอี้ขอสมุดบัญชีมาดูด้วยตนเอง รายการรับยาคราวละมากกว่าสามห่อนั้นมีอยู่สองแห่ง คือโรงหมอเชิงอันซึ่งรับไปสี่ห่อ และจวนราชครูที่รับไปถึงห้าห่อหลังจากเจียงเหมิ่งถิงได้รับบาดเจ็บ
เว่ยอู่หยามองยอดในบัญชีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าจะให้คนไปที่โรงหมอเชิงอันก่อน”
“เหตุใดจึงไม่ไปจวนราชครูพร้อมกันเสียเลยเล่า” ไป๋เฉิงอี้ถามอย่างสงสัย
“ราชครูเจียงเคยเป็นอาจารย์ของข้า หากคนของกองรักษาเมืองเข้าไปสอบถามเรื่องยาปลอมโดยยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ย่อมจะทำให้บ่าวไพร่ในจวนแตกตื่นได้ โรงหมอเป็นสถานที่ค้าขาย การเข้าไปตรวจสอบย่อมทำได้ง่ายกว่า”
ไป๋อี่โม่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนความรู้สึกที่วูบไหวในใจ นางรู้ว่าเขาติดค้างบุญคุณของเจียงเหมิ่งถิง จึงยิ่งไม่อาจทำให้คนในจวนราชครูต้องมัวหมองหรือตกเป็นที่ครหาเพราะเรื่องห่อยาเพียงห่อเดียวได้ แม้จะเข้าใจในเหตุผล แต่ก็อดรู้สึกหวิวในใจไม่ได้
นางเบนความสนใจกลับมาที่ห่อยาเปื้อนเลือดบนถาด คราบเลือดแห้งกรังปิดทับรอยหมึกจาง ๆ ตรงมุมล่างไว้เกือบหมด มู่หลิงจึงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ ค่อย ๆ แตะซับรอบคราบเลือดทีละน้อยอย่างเบามือ เมื่อเนื้อกระดาษที่แข็งกระด้างเริ่มคลายตัว รอยกดจาง ๆ ที่อยู่ใต้ตราประทับของร้านก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
มันเป็นรอยกลีบดอกไม้ห้ากลีบ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย
ผู้ดูแลหลิวโน้มตัวเข้ามาดูใกล้ ๆ “ร้านของเราไม่มีตราประทับลายดอกไม้นะขอรับ”
“น่าจะเป็นลวดลายบนโต๊ะหรือถาดที่ใช้วางห่อยาทับไว้นานหลายวัน” ไป๋อี่โม่หยิบกระดาษขาวสะอาดแผ่นหนึ่งมาทาบลงบนรอยนั้น แล้วใช้ด้านข้างของแท่งฝนหมึกลูบเบา ๆ ตามรอยกด
เว่ยอู่หยาเอ่ยขึ้น “ส่งกระดาษแผ่นนั้นออกมาให้ข้าดูหน่อย”