ฝ่ามือที่พันผ้าขาว #86
ฝ่ามือที่พันผ้าขาว #86
มู่หลิงรับกระดาษที่ทาบรอยออกมาส่งให้ เว่ยอู่หยายื่นมือซ้ายออกไปรับ เนื่องจากมือขวายังคงพันผ้าพันแผลอยู่ นิ้วมือของเขากดมุมกระดาษไว้ได้ไม่ถนัดนัก ทำให้แผ่นกระดาษบาง ๆ เกือบจะเลื่อนหลุดจากมือ
โดยไม่ทันได้คิด ไป๋อี่โม่เอื้อมมือผ่านช่องฉากกั้นออกไปหมายจะจับมุมกระดาษอีกด้านไว้ ทั้งสองจึงกลายเป็นถือกระดาษแผ่นเดียวกันอยู่คนละด้านของฉากกั้น
ชั่วขณะที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับสันมืออันอบอุ่นของเขา ทั้งสองต่างก็ชะงักงันไปพร้อมกัน ความร้อนวาบแล่นจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจของไป๋อี่โม่ ทำให้มันเต้นผิดจังหวะไปอย่างรุนแรง นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางได้เกิดใหม่ที่หัวใจเต้นแรงเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัมผัสจากคนที่นางเคยพรากชีวิตไป
นางรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วจนกระดาษในมือเขาสั่นไหว เว่ยอู่หยาจึงใช้ฝ่ามือกดกระดาษแผ่นนั้นไว้นิ่งบนขอบฉากกั้นไม้ ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลาเมื่อครู่นี้จบลง ไป๋อี่โม่รีบซ่อนมือที่สั่นเทาของตนไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนสีหน้าที่อาจเปลี่ยนไป
“ตรง...ตรงกลีบด้านนี้มีรอยแตกอยู่เจ้าค่ะ” นางพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น พลางใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งบนกระดาษที่ยังอยู่ฝั่งของตน “ถ้าหากเราพบถาดหรือตู้ที่มีลวดลายเดียวกัน ก็จะสามารถรู้ได้ว่าห่อยาเหล่านี้เคยถูกเก็บไว้ที่ใด”
เว่ยอู่หยามองตามปลายนิ้วเรียวงามของนางไปยังรอยดอกไม้บนกระดาษ ในใจของเขารู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่านางจะสามารถจดจำรายละเอียดของบัญชียาทั้งสิบเจ็ดห่อได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องพลิกดูบันทึกซ้ำอีกครั้ง
คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ผู้เอาแต่ใจและอ่อนแอตามคำร่ำลือ ช่างแตกต่างจากสตรีผู้เฉียบแหลมที่อยู่หลังฉากกั้นนี้ราวกับเป็นคนละคน สายตาของเขาทอดมองผ่านช่องฉลุลายนั้นอยู่เนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว
สายตาของเว่ยอู่หยายังคงจับจ้องอยู่ที่เงาร่างหลังฉากกั้นไม้ฉลุลาย ความเงียบทอดตัวอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนในห้องโถง เขาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลงก่อน “ห่อยาที่ใช้แล้ว ตามปกติไปอยู่ที่ใด”
คำถามของเขาไม่ได้เจาะจงผู้ใด แต่ผู้ดูแลหลิวที่นั่งอยู่ไม่ไกลรีบตอบโดยทันที เขาครุ่นคิดชั่วขณะ
“เรียนคุณชายเว่ย ห่อเล็กลูกค้ามักเผาทิ้งพร้อมกากยาขอรับ ส่วนห่อใหญ่ตามโรงหมอกับจวนขุนนาง บ่าวมักเก็บกระดาษไว้ใช้ต่อ กระดาษของร้านเราค่อนข้างหนา ซับน้ำมันได้ดี จึงนิยมใช้ห่อของแห้งหรือสมุนไพรอื่นได้อีกหลายรอบขอรับ”
เด็กส่งของที่ติดตามผู้ดูแลหลิวมาและยืนสงบเสงี่ยมอยู่ริมประตูตลอดเวลา จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้น
“เอ่อ...ขอประทานอภัยขอรับ เดือนละครั้งจะมีคนรับซื้อของเก่าเดินเก็บกระดาษกับไหกระปุกตามหลังจวนใหญ่ ๆ กระดาษห่อของร้านทงจี้ขายได้ราคาดีกว่ากระดาษอื่นขอรับ เพราะรอยตราบนแผ่นชัดเจน พวกเขานำไปห่อของขายต่อแล้วดูน่าเชื่อถือ”
คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที มือของไป๋อี่โม่ที่วางอยู่บนสมุดบัญชีหยุดชะงักลง ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัว ห่อจริงไม่จำเป็นต้องรั่วไหลออกจากร้าน มันสามารถมาจากที่ไหนก็ได้ที่เคยใช้ยาของร้านทงจี้
เว่ยอู่หยาสั่งอาเหิงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบขาด “จดคำบอกเล่าของเขาเอาไว้ แล้วให้คนไปสืบราคารับซื้อกระดาษเก่าตามย่านการค้า อย่าเพิ่งไปจับกุมผู้ใด ข้าอยากรู้ก่อนว่ากระดาษพวกนี้ไหลไปรวมกันอยู่ที่ใด”
ไป๋อี่โม่หันไปทางผู้ดูแลหลิว เอ่ยเสริมแผนของตนเอง “ผู้ดูแลหลิว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห่อใหญ่ทุกห่อที่ออกจากร้าน ให้เพิ่มปมที่สามไว้ใต้รอยตรา และช่วยแจ้งลูกค้าประจำของเราว่า หากนำกระดาษห่อเก่าส่งคืนร้าน จะได้รับส่วนลดราคายาในครั้งถัดไปตามสมควร”
“แล้วกระดาษที่รับคืนมาควรจัดการอย่างไรดีขอรับคุณหนู” ผู้ดูแลหลิวถามด้วยความรอบคอบ
“ให้ลงชื่อเจ้าของห่อ วันที่รับคืน และจำนวนเงินที่ลดให้ไว้ในสมุดบัญชีแยกอีกเล่ม จากนั้นให้ตัดรอยตราประทับออกก่อนจะนำกระดาษไปใช้ในคลัง เพื่อไม่ให้ห่อเดิมที่มีตราของเรากลับออกสู่ตลาดได้อีก”
ไป๋เฉิงอี้ที่นั่งฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วยกับวิธีการของบุตรสาว เขาเสริมขึ้นมา “ให้คนสองคนตรวจยอดสมุดเล่มใหม่นี้ทุกเย็น หากจำนวนกระดาษที่รับคืนไม่ตรงกับยอดส่วนลด ต้องรายงานข้าทันที คนร้ายเสียช่องทางเก็บห่อยาจากหลังจวนใหญ่แล้ว ไม่แน่ว่าอาจหันไปซื้อจากคนในร้านของเราแทน”
ผู้ดูแลหลิวรับคำอย่างกระตือรือร้น พร้อมจดชื่อเสมียนสองคนที่จะให้ผลัดกันเข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะตั้งแต่วันรุ่งขึ้น
หลังอาเหิงม้วนกระดาษทาบรอยแผ่นนั้นเก็บลงในกล่องไม้อย่างระมัดระวังแล้ว เว่ยอู่หยาก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง ความคิดของเขากำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว โรงหมอเฉิงอันเป็นสถานที่ที่ตรวจสอบได้ง่าย เพราะสามารถเรียกดูบัญชีรับยาได้โดยไม่ทำให้ผู้ใดเสียหน้า แต่หากที่นั่นไม่มีของใช้ที่มีลวดลายดอกไม้ห้ากลีบนี้ ผู้รับยารายใหญ่อีกแห่งก็เหลือเพียงจวนราชครู