โอกาส #8
โอกาส #8
ชาติก่อน เหลียนซื่อก็ชอบกล่าวปกป้องนางด้วยถ้อยคำอ่อนโยนเช่นนี้ ทว่ายิ่งอีกฝ่ายออกหน้ารับผิดแทน นางกลับยิ่งถูกมองว่าเป็นเด็กดื้อรั้นไม่รู้จักสำนึก ไฉนนางถึงไม่เคยมองเห็น?
“เอาล่ะ ๆ โม่เอ๋อยอมรับความผิดแล้ว ก็ให้เรื่องจบเพียงเท่านี้เถิด” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว
สองสามีภรรยาพากันเงียบ หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็แยกย้ายกัน เพื่อให้นางได้พักผ่อน
มู่หลิงเปลี่ยนอาภรณ์แล้วกลับเข้ามารับใช้ นางนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตา คอยพัดไฟต้มยาอย่างเงียบเชียบ ไม่กล้าเงยหน้ามองเจ้านาย
“วันนี้วันที่เท่าใด” ไป๋อี่โม่ถาม
มู่หลิงหยุดชะงัก เผลอใช้สายตาประหลาดใจมองไปที่ผู้เป็นนาย พอคิดขึ้นได้ก็รีบก้มหน้าลงแล้วตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ “วันที่สาม เดือนสี่ ปีเถียนหย่งที่สิบเก้าเจ้าค่ะ”
ไป๋อี่โม่ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ นางก้มมองมือของตนอีกครั้ง นิ้วมือเรียวเล็ก ข้อมือไม่มีรอยโซ่ และร่างกายทุกส่วนยังอยู่ครบถ้วน
วันนี้เป็นวันหนึ่งในปีที่นางอายุสิบสาม อีกห้าปีจึงจะถึงวันที่นางตาย เรื่องทั้งหมดเหลือเชื่อเกินกว่าจะหาคำอธิบาย ไป๋อี่โม่ไม่สนใจว่าเหตุผลคืออะไร ในเมื่อมีโอกาสอีกครั้ง นางจะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด
เวลานี้เว่ยอู่หยามีอายุสิบเจ็ดปี ไป๋อี่โม่หลับตาลง ภาพฝ่ามือเปื้อนเลือดกุมข้อมือนางไว้หลวม ๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำ เขายังมีชีวิตอยู่ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ไป๋อี่โม่เริ่มทำความเข้าใจกับโอกาสที่เพิ่งได้รับมา นางสังหารเว่ยอู่หยา จากนั้นถูกลู่อวี้เฉินพาคนมาจับกุม รับทัณฑ์ห้าม้าแยกร่าง แล้ววิญญาณย้อนกลับมาอยู่ในร่างตนเองตอนอายุสิบสาม?
ฝาถ้วยกระทบจานรองดังขึ้นข้างกาย ดึงความคิดของไป๋อี่โม่ให้กลับคืนมา มู่หลิงยกน้ำขิงที่สาวใช้เพิ่งอุ่นใหม่มาวางบนโต๊ะเตี้ย
กลิ่นขิงร้อนลอยขึ้นแตะปลายจมูก ไป๋อี่โม่เห็นเพียงถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว แต่ในหูกลับได้ยินเสียงจอกสุราตกกระทบพื้น ภาพโลหิตสีแดงคล้ำไหลผ่านมุมปากของเว่ยอู่หยาซ้อนทับอยู่ตรงหน้า
นิ้วที่กำลังจะแตะขอบถ้วยหดกลับทันที
มู่หลิงเห็นเช่นนั้นก็รีบบอก “คุณหนูไม่ชอบรสเผ็ด บ่าวจะไปเติมน้ำผึ้งให้อีกหน่อยเจ้าค่ะ”
สาวใช้เอื้อมมารับถ้วย ทว่ามือที่มีรอยแดงอยู่รอบข้อมือสั่นจนช้อนกระทบขอบกระเบื้อง
เสียงแผ่วเบานั้นดึงไป๋อี่โม่กลับมาสู่ความเป็นจริง นางมองน้ำขิงในถ้วยอีกครั้งแล้วประคองขึ้นดื่ม ความเผ็ดร้อนแล่นผ่านลำคอจนต้องหยุดหายใจชั่วครู่
มู่หลิงรีบขยับเข้ามา แต่พอเห็นเจ้านายยกถ้วยขึ้นดื่มต่อจนหมดก็ได้แต่ยืนอยู่ข้างตั่งด้วยความประหลาดใจ
ชาติก่อน ถ้วยน้ำขิงใบนี้แตกอยู่บนพื้นเพราะนางเป็นผู้สะบัดมันทิ้ง จากนั้นความโกรธของนางก็ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง ส่วนมู่หลิงถูกนางลงโทษทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ความทรงจำเรื่องถ้วยแตกชัดเจนทุกอย่าง ทว่านางกลับนึกไม่ออกว่าห้องเก็บอาภรณ์ของเรือนตนอยู่ทางใด หรือในยามปกติ หลังดื่มยาแล้วตนเคยทำสิ่งใดต่อ
เรื่องราวในปีเถียนหย่งที่สิบเก้าไม่ได้กลับมาพร้อมกันทั้งหมด เหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดฝังแน่นอยู่ในใจ ส่วนวันคืนธรรมดากลับเลือนรางจนขาดหายเป็นช่วง ๆ
มู่หลิงนำถ้วยเปล่าไปเก็บแล้วกลับมานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตา แม้ในห้องจะไม่มีสิ่งใดให้ทำ นางก็ไม่ยอมออกไปพัก
สายตาของไป๋อี่โม่หยุดอยู่ที่รอยแดงบนข้อมือของอีกฝ่ายอยู่นาน สุดท้ายกลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นางยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นชดเชยความผิดมากมายของตนจากตรงไหน
ความอ่อนล้าหลังสำลักน้ำทำให้เปลือกตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ นางเอนกายลงบนหมอน กลิ่นยาสมุนไพรจากข้างเตาเจืออยู่กับกลิ่นขิงอุ่น กระทั่งเสียงพัดไฟค่อย ๆ ห่างออกไป ไป๋อี่โม่หลับไปในที่สุด
ตระกูลไป๋นั้นนับว่าดีกว่าตระกูลอื่น เพราะไม่ได้มีบ้านรองบ้านสามบ้านสี่มาอาศัยอยู่รวมเป็นครอบครัวใหญ่ ท่านผู้เฒ่าไป๋แยกบ้านมานานหลายปี อีกทั้งบ้านเดิมหาใช่คนเมืองหลวง ถึงได้ไม่มีญาติพี่น้องมากวนอกกวนใจเหมือนครอบครัวอื่น นี่หากว่าไม่มีสองพี่น้องจอมโวยวายเอาแต่ใจ ในจวนคงนับว่าสงบดี
ไป๋อี่โม่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนค่ำ เหมือนว่านางยังติดอยู่ในฝันร้าย ร่างเล็กลุกพรวดด้วยความตกใจสุดขีด ลมหายใจติดอยู่กลางอก มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือตนเองไว้แน่น ราวกับว่าสัมผัสจากมือเย็นเยียบของเว่ยอู่หยายังไม่จางหาย
มู่หลิงเลิกม่านเตียงแล้วรีบเข้ามาทั้งที่ยังไม่ได้สวมเสื้อคลุมชั้นนอก “คุณหนู!”
มู่หลิงรีบเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง มองสำรวจใบหน้าของผู้เป็นนายพลางเอ่ยถาม “ฝันร้ายหรือเจ้าคะ”
ไป๋อี่โม่มองรอบห้องท่าทางยังคงตื่นตระหนก จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีร่างของเว่ยอู่หยานอนตายอยู่ตรงนั้น นางถึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
“อืม ฝันร้าย”