บทที่ 9 ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเสียจริง!
บทที่ 9 ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเสียจริง!
เยว่เผิงไห่และหลินเฟิงที่ยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังของพวกเธอ พลันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของโจวเม่ย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานมักจะมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป
เนื่องจากโจวเม่ยไม่ได้ลดเสียงลงขณะพูด ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงที่อยู่ด้านหลังจึงได้ยินทุกคำพูด
เซียวหยวนหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอธิบายสิ่งใด เพราะโดยปกติแล้วเขาเป็นคนเงียบขรึม ไม่ชอบพูดมากนัก
ซูเจียวเจียวไอเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม “คนขี้เหร่ก็มักจะชอบก่อเรื่อง ชอบสร้างปัญหาอยู่เรื่อย”
ใบหน้าของโจวเม่ยซีดเผือด “เธอว่าใครขี้เหร่?”
ซูเจียวเจียวยิ้มตอบ “ใครรับคำก็คนนั้นแหละค่ะ”
“เธอนี่มัน!” โจวเม่ยหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห พลางส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันหน้าหนี ไม่สนใจซูเจียวเจียวอีกต่อไป เพราะถึงตาที่เธอต้องไปลงทะเบียนรับเครื่องมือเกษตรแล้ว
หลังจากรับเครื่องมือเกษตร เธอก็เดินออกจากที่นั่น เมื่อผ่านซูเจียวเจียว เธอก็ยังคงจ้องมองซูเจียวเจียวด้วยความแค้นเคือง ไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงวัน
ซูเจียวเจียวไม่ถือสา ก็จ้องเธอกลับไป
อันที่จริงโจวเม่ยก็จัดว่ามีหน้าตาดี ดวงตาและคิ้วงดงาม แต่เมื่อเทียบกับซูเจียวเจียวแล้วก็ถือว่ายังห่างชั้นอยู่มาก
ปกติเธอเห็นการแต่งกายและทรงผม รวมถึงน้ำเสียงที่อ่อนหวานของซูเจียวเจียวนั่นน่าดึงดูด จึงอดไม่ได้ที่จะเลียนแบบซูเจียวเจียว ประกอบกับเธอเองก็มาจากในเมือง และมีรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าดี อย่างน้อยก็สวยกว่าสาวชนบทส่วนใหญ่ที่เกิดและเติบโตที่นี่
ดังเช่นเยว่เผิงไห่และหลินเฟิง เมื่อเห็นว่าไม่สามารถตามจีบซูเจียวเจียวได้ ก็เริ่มไปแสดงความสนใจต่อโจวเม่ยอย่างลับๆ
เนื่องจากซูเจียวเจียวใช้เวลาอยู่ที่บ้านนานพอสมควร เมื่อมาถึงจึงทำให้เธอและเซียวหยวนหมิงต้องยืนอยู่ท้ายแถว จนกระทั่งพวกเขาสองคนรับเครื่องมือเสร็จ ทุกคนก็กลับไปหมดแล้ว
วันนี้ซูเจียวเจียวได้ลาหยุด จึงไม่มีงานต้องทำ
เซียวหยวนหมิงรับเครื่องมือเกษตรมาเพียงชุดเดียว จากนั้นก็พาซูเจียวเจียวกลับ ทั้งสองเดินไปตามคันนา แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมานั้นร้อนระอุ ราวกับเตาอบที่พร้อมจะหลอมละลายผู้คนเสียให้ได้
ซูเจียวเจียวพบว่าเธอไม่ได้ถืออะไรเลย แถมยังสวมหมวกฟาง แต่ก็ยังเดินสู้เซียวหยวนหมิงไม่ได้
เขากำลังหิ้วกระสอบหนังงูหนึ่งม้วน แบกไม้คานสองอัน ถือเคียวหนึ่งเล่ม และสะพายกระติกน้ำใบใหญ่สองใบ แต่เขาก็ยังเดินได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เธอกลับเดินหอบเหนื่อยอยู่ด้านหลัง
ทันใดนั้น ซูเจียวเจียวก็ชนเข้ากับอกที่แข็งแกร่ง จนจมูกของเธอเจ็บแปลบ เธอยกศีรษะขึ้นก็เห็นเซียวหยวนหมิงหยุดเดิน และกำลังก้มหน้ามองเธอ
“เดินไม่ไหวแล้วหรือ?”
ซูเจียวเจียวรีบส่ายหน้า “ฉันเดินไหวค่ะ”
เซียวหยวนหมิงหันหลังกลับอย่างกะทันหัน จากนั้นก็ย่อตัวลงตรงหน้าซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวตกใจ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นจากด้านหน้า
“ขึ้นมา”
ถ้อยคำสั้นๆ เพียงสองคำ ทว่ากลับหนักแน่นจนยากจะปฏิเสธ เผยความเด็ดขาดเหนือใคร
ซูเจียวเจียวเข้าใจในทันที เขาต้องการจะแบกเธอหรือ?
เธอไม่สามารถขึ้นไปได้จริงๆ เขาทํางานมาตลอดทั้งเช้าและทั้งสาย แล้วยังต้องทํางานอีกในตอนบ่าย หากทำให้เขาเหนื่อย เธอจะรู้สึกไม่สบายใจ
ดังนั้นเธอจึงวิ่งไปข้างหน้าเขาแล้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย ที่จะให้คนอื่นแบกเวลาเดินเหนื่อย ถ้ามีคนเห็นละก็ ฉันคงอายตายเลย”
เซียวหยวนหมิงหน้าบึ้ง “ใครกล้าก็ลองดู”
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็มาถึงทุ่งข้าวสาลีอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้การเก็บเกี่ยวสะดวก ข้าวสาลีจึงถูกปลูกรวมกันเป็นผืนใหญ่ กินพื้นที่หลายสิบหมู่
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเร่งรีบในการเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ทุกคนเมื่อมาถึงทุ่งนาก็พากันก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวสาลีอย่างขยันขันแข็ง
เซียวหยวนหมิงพาซูเจียวเจียวไปยังใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง “ตอนนี้แดดแรงมาก คุณพักอยู่ใต้ต้นไม้ตรงนี้เถอะ ตรงนี้ร่มรื่นดี”
ซูเจียวเจียวส่งยิ้มหวานให้เขา พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ได้ค่ะ”
เซียวหยวนหมิงไม่ค่อยเห็นเธอเชื่อฟังถึงเพียงนี้ เลยรู้สึกไม่ชินเล็กน้อย จึงหันหน้าหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
เขาเห็นว่าแม้ใต้ต้นไม้จะร่มรื่น แต่ก็ค่อนข้างสกปรก จึงกางกระสอบหนังงูในมือแล้วปูให้เธอทีละผืน
ผู้หญิงคนนี้รักความสะอาดมาก หากนั่งลงบนพื้นโดยตรงละก็ กางเกงของเธอก็คงจะสกปรก
ซูเจียวเจียวเห็นเขาเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย แล้วนั่งลงบนกระสอบหนังงู
เซียวหยวนหมิงปลดกระติกน้ำสองใบที่สะพายหลังลง วางไว้ข้างเท้าเธอ จากนั้นก็กล่าวว่า “ผมไปทำงานแล้วนะครับ”
ซูเจียวเจียวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ใช้มือเท้าคางข้างหนึ่ง มองไปยังร่างของเซียวหยวนหมิงที่อยู่ไกลออกไป ต้องบอกว่าสามีของเธอทำงานเก่งจริงๆ แม้จะมาสายไปหน่อย แต่ไม่นานก็แซงหน้าทุกคนไปแล้ว
มองไปสักพัก ซูเจียวเจียวก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมา
เมื่อคืนก็พลิกผ้าห่มกันอยู่นาน แถมยังทำงานมาตลอดทั้งเช้า จึงเหนื่อยเอาการ ซูเจียวเจียวพิงต้นไม้แล้วเผลอหลับไป
เซียวหยวนหมิงเกี่ยวข้าวสาลีไปสักพัก ก็คิดในใจว่าตอนนี้เจียวเจียวกำลังทำอะไรอยู่ใต้ต้นไม้ จะเบื่อหรือเปล่า จึงฉวยโอกาสตอนพักดื่มน้ำกลับไปดูใต้ต้นไม้ แต่กลับพบว่าซูเจียวเจียวพิงต้นไม้หลับไปแล้ว
แก้มขาวผ่องของหญิงสาวแดงก่ำด้วยความร้อน แม้แสงแดดจะไม่ส่องมาที่ตัวเธอ แต่เธอก็ยังนอนหลับจนเหงื่อออกท่วมตัว ใบหน้าขาวราวกระเบื้องเคลือบเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ปอยผมที่ข้างขมับเปียกชื้นแนบไปกับแก้ม
เซียวหยวนหมิงหยิบหมวกฟางที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา พัดลมให้เธออย่างเงียบๆ
อย่างไรเสียเขาก็เกี่ยวได้เร็วอยู่แล้ว ขอพัดลมให้เธอสักพัก ให้เธอได้คลายร้อนเสียหน่อย เดี๋ยวค่อยไปเร่งเกี่ยวให้เร็วขึ้นก็แล้วกัน
ตอนนี้ซูเจียวเจียวกำลังฝันอยู่ ในความฝันเธอถูกโยนเข้าไปในเตาอบ ร้อนจนแทบจะละลาย ทันใดนั้นก็มีลมเย็นๆ พัดมา พัดเอาความร้อนรุ่มที่ทั่วร่างออกไป เธอส่งเสียงครางอย่างสบายใจ คลายคิ้วที่ขมวดลง แล้วหลับต่ออย่างมีความสุขยิ่งขึ้น
เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ในใจรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ไม่น่าให้เธอตามมาเลย คราวหน้าไม่ว่าจะอ้อนวอนอย่างไร เขาก็จะไม่ยอม
อากาศร้อนขนาดนี้ ควรให้เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้านดีกว่า
โจวเม่ยออกแรงเกี่ยวข้าวสาลีอยู่ในทุ่ง คิดจะฉวยโอกาสตอนที่ซูเจียวเจียวยังไม่มา เกี่ยวข้าวสาลีให้ได้มากขึ้นอีกหน่อย ซูเจียวเจียวจะได้ตามเธอไม่ทัน
เรื่องหน้าตาและวุฒิการศึกษา เธอสู้ซูเจียวเจียวไม่ได้
แต่เรื่องการทำงาน ซูเจียวเจียวสู้เธอไม่ได้เลย อย่างน้อยเธอก็ยังเอาชนะหล่อนได้หนึ่งครั้ง!
พอคิดอย่างนั้น อารมณ์ที่มืดหม่นมาตั้งแต่เที่ยงวันของโจวเม่ยก็ดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เธอเกี่ยวไปแล้วถึงหนึ่งในสาม ก็ยังไม่เห็นเงาของซูเจียวเจียว เธอก็เลยพ่นลมหายใจอย่างดูถูกในใจ หน้าตาดีไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่เอาการเอางานเลยหรือไง?
ในชนบท สิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุดคือหน้าตาดี การทำงานเก่งต่างหากถึงจะน่ารัก ใครๆ ในหมู่บ้านก็ชอบสาวๆ ที่ทำงานเก่งและขยันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกป้าๆ ในหมู่บ้านพูดถึงซูเจียวเจียว ก็ต่างพากันส่ายหน้าอย่างดูถูก และต่างก็กระซิบกระซาบบอกลูกชายของตนไม่ให้ไปยุ่งกับซูเจียวเจียว บอกว่าซูเจียวเจียวเป็นนางจิ้งจอกเก้าหางที่เก่งกาจเรื่องการยั่วยวนผู้ชาย แถมยังบอกว่าเธอนั้นทั้งขี้เกียจและไร้ประโยชน์ ใครได้เธอไปเป็นภรรยาก็เหมือนได้บูชาบรรพบุรุษ
แต่กลับกัน พวกป้าๆ ในหมู่บ้านกลับชมโจวเม่ยหลายครั้ง และมีหลายครอบครัวที่อยากได้เธอไปเป็นลูกสะใภ้
แค่ชาวบ้านนอกคอกกลุ่มหนึ่งยังกล้าคิดว่าจะให้เธอไปแต่งงานกับลูกชายของพวกเขาเนี่ยนะ?
ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเสียจริง!
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^