บทที่ 100 รอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีบุญบารมีตามมา
บทที่ 100 รอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีบุญบารมีตามมา
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซูเจียวเจียวก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เพราะตอนนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ได้ยินเสียงเคาะของเหล็กเส้นที่กระทบกับแผ่นหินของอาหมิง
หลังจากนั้น หลี่เกินเซิงและเลขาธิการเฉินก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้ โดยบอกว่าตามความหนาปกติแล้วไม่น่าจะได้ยิน
เพราะทุกคนไม่ได้ยิน…
แต่เธอได้ยิน และยังหาตำแหน่งที่ถูกต้องได้อีกด้วย ดังนั้นทุกคนจึงรู้สึกขอบคุณซูเจียวเจียวมาก เพราะเธอช่วยชีวิตคนถึงหกคน!
ซูเจียวเจียวคิดในใจว่า ดูเหมือนว่านี่คือร่างกายานำโชคจริงๆ!
ยามคับขันใดๆ ซูเจียวเจียวก็มักพลิกสถานการณ์ให้กลายเป็นดีได้ด้วยโชคเสมอ
ครั้งที่แล้วที่ตัวอำเภอก็เป็นเช่นนี้ และครั้งนั้นที่ซูเจียวเจียวขุดโสมได้ในป่า อาหมิงขายได้หลายร้อยหยวน อีกทั้งตอนที่เธอกับอาหมิงกลับหมู่บ้านก็ได้ช่วยอู๋เฟิ่งเสียไว้ อาหมิงไม่เพียงแต่สถานะครอบครัวดีขึ้น แต่ยังได้รับรางวัลอีกด้วย และครั้งนี้ที่มีโคลนถล่ม…
ซูเจียวเจียวเก็บความคิดแล้วกล่าวว่า “นั่นก็เป็นเพราะทุกคนมีบุญวาสนาดี ทุกคนกล่าวว่ารอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีลาภใหญ่ตามมา หลังจากนี้ทุกคนก็จะโชคดีกันถ้วนหน้า”
คำพูดของซูเจียวเจียวทำให้คนไข้ในห้องหลายคนยิ้มกว้าง จางเหม่ยจวี๋พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ผิดเลย ไม่ผิดเลย รอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีบุญบารมีตามมา หลังจากนี้พวกเราก็จะเป็นคนที่มีบุญวาสนาดี”
กระทั่งหลี่จินฮวายังอดรนทนไม่ได้เอ่ยแทรกขึ้น “ใช่แล้ว ถูกต้องที่สุด! รอดพ้นจากเคราะห์ร้าย ย่อมมีโชคลาภภายหลัง ฉันรู้ว่าเอ้อร์โก่วของฉัน... ไม่สิ ฟู่กุ้ยของฉันเป็นคนมีบุญวาสนา”
เห็นทีคงต้องเลิกเรียกลูกชายว่าเอ้อร์โก่วเสียแล้ว ลูกชายโตแล้ว คงจะไม่ชอบใจชื่อนี้ที่ฟังไม่รื่นหู
ต้องเรียกว่าฟู่กุ้ยแล้ว
เมื่อครู่เธอยังเรียกเอ้อร์โก่วอยู่เลย ก็ถูกลูกชายตัวเองจ้องจนตาเขียว
หลี่เอ้อร์โก่วยิ้มกว้าง แล้วหันไปเน้นย้ำกับซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงอีกครั้งว่า “ยุวชนซู เซียวหยวนหมิง หลังจากนี้พวกคุณห้ามเรียกผมว่าเอ้อร์โก่วแล้วนะ ต้องเรียกผมว่าฟู่กุ้ย หลี่ฟู่กุ้ย!”
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงสบตากัน แล้วยิ้มอย่างรู้ใจ
ก่อนหน้านี้เซียวหยวนหมิงกับหลี่เอ้อร์โก่วเกือบจะทะเลาะกันแล้ว แต่หลังจากนั้นหลี่เอ้อร์โก่วก็ไม่ได้พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับซูเจียวเจียวอีก
ก่อนหน้านี้บรรยากาศในห้องผู้ป่วยยังคงตึงเครียด แต่ตอนนี้กลับผ่อนคลายลงมาก
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงนอนอ่านหนังสือบนเตียงเดียวกัน เตียงในห้องค่อนข้างเล็ก ทั้งสองคนจึงต้องเบียดเสียดกันเพื่อจะได้ไออุ่นจากกันและกัน
ช่วงนี้อากาศยังคงหนาวเย็นเพราะฝนตกตลอด
ทั้งสองคนต่างคนต่างถือหนังสืออ่านอย่างเงียบๆ ดูเข้ากันได้อย่างลงตัว
ลู่เหว่ยหมินและจางเหม่ยจวี๋ที่นอนเตียงข้างๆ มองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยา ทั้งสองอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เช่นนั้น
แต่จะว่าไปแล้ว พี่อาหมิงกับยุวชนซูดูเข้ากันได้ดีจริงๆ ราวกับกิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้างมาให้คู่กัน
พอตกกลางคืน เซียวหยวนหมิงไม่ยอมให้ซูเจียวเจียวออกไปซื้อข้าว เขาเอาเงินและบัตรไปซื้ออาหารจากร้านอาหารรัฐสวัสดิการกลับมา
จริงๆ แล้วเขานอนบนเตียงมาสองวันแล้ว ร่างกายก็ฟื้นตัวเกือบเป็นปกติแล้ว แต่เจียวเจียวไม่ยอมให้เขาลงจากเตียงเลย เขาจึงต้องนอนมาสองวัน
วันนี้เขาอดทนไม่ไหวแล้ว เขาจึงกดซูเจียวเจียวลงบนเตียง ให้เธอพักผ่อน แล้วเขาออกไปซื้อข้าวและกับข้าวกลับมา
เมื่อกลับมาพร้อมอาหาร ก็พบว่าซูเจียวเจียวนอนหลับอยู่บนเตียง มือยังคงถือหนังสือค้างไว้ หนังสือหล่นไปอยู่ข้างหมอน ผมสีดำขลับแผ่สยายอยู่บนหมอนราวกับแพรไหมสีดำ ทำให้ใบหน้าของซูเจียวเจียวดูขาวผ่องและอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น
โชคดีที่ใบหน้าของเจียวเจียวหันไปทางกำแพง คนอื่นจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่งดงามยามหลับใหลของเธอ
ความรู้สึกขมขื่นในใจของเซียวหยวนหมิงจึงค่อยๆ จางหายไป เจียวเจียวเป็นของเขา เขาไม่อยากให้ใครเห็นตอนที่เจียวเจียวนอนหลับเลย
เซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปอย่างแผ่วเบา หยิบม่านกั้นที่มุมห้องขึ้นมา กั้นระหว่างเตียงสองเตียง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ดึงหนังสือออกจากมือของเธอ
เซียวหยวนหมิงวางอาหารลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงที่ปลายเตียง ถือหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านต่อ
ลู่เหว่ยหมินกับจางเหม่ยจวี๋ที่เตียงข้างๆ กำลังกินข้าว ทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทำเสียงเบาลง เกรงว่าจะรบกวนซูเจียวเจียว
หลี่จินฮวาถือหม้อโจ๊กเข้ามา เมื่อเห็นซูเจียวเจียวนอนหลับสบายอยู่บนเตียง เซียวหยวนหมิงยกเตียงให้เธอนอนก็อดไม่ได้ที่จะเบะปาก วันนี้แม่ของเขาต้องดูแลลูกชายทุกวัน กินไม่ค่อยอิ่ม นอนไม่ค่อยหลับ แถมยังไม่มีเตียงให้นอน ได้แต่นั่งหลับบนเก้าอี้แข็งๆ เย็นๆ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากนอนเตียงเดียวกับลูกชาย แต่ผู้ใหญ่สองคนนอนเบียดกันลำบาก แถมลูกชายก็ไม่ยอมให้เธอนอนเตียงด้วย เขาบอกว่าเตียงแคบเกินไป แถมยังถามเธอว่ากล้าแย่งเตียงคนป่วยได้อย่างไร
หล่อนจึงได้แต่นั่งหลับบนเก้าอี้ พิงหัวที่ปลายเตียง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาก็จะปวดเอวปวดหลังไปหมด สองวันมานี้เธอจึงดูอิดโรยมาก แต่ซูเจียวเจียวกับจางเหม่ยจวี๋กลับกินอิ่มนอนหลับสบาย ดูสดชื่นมีชีวิตชีวา ทำเอาเธอโกรธจนแทบระเบิด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่จินฮวาจึงวางหม้อในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง ‘ปัง!’ เสียงดังสนั่น ทำให้ซูเจียวเจียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
เซียวหยวนหมิงหน้าเปลี่ยนสีเป็นเย็นชา เงยหน้าขึ้นมองหลี่จินฮวาที่อยู่อีกฝั่งของม่านกั้น
หลี่จินฮวาเมื่อสบกับสายตาที่เย็นชาจนแทบจะกลืนกินคนของเซียวหยวนหมิง ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น แต่เมื่อนึกได้ว่านี่คือโรงพยาบาล เซียวหยวนหมิงจะกล้าทำร้ายเธอหรือ?
ถ้าเขากล้าทำร้ายเธอ เธอก็จะนอนลงกับพื้นแกล้งตาย ยังไงก็ต้องเรียกค่าชดเชยจากเซียวหยวนหมิงให้ได้ แล้วก็นอนป่วยอยู่บนเตียงอย่างน้อยหนึ่งเดือน
“อาหมิง ทำไมคุณไม่ปลุกฉันล่ะ? นี่ฉันนอนไปนานแค่ไหนแล้ว?” ซูเจียวเจียวขยี้ตาที่ง่วงงุน เธอจะลงจากเตียง
เซียวหยวนหมิงกดเธอให้นั่งลงไปใหม่ “คุณนั่งอยู่เฉยๆ ก็พอ”
เซียวหยวนหมิงนำข้าวที่ตักไว้มาวางตรงหน้าซูเจียวเจียว แล้วก็คีบซี่โครงชิ้นใหญ่ให้เธอ “ตอนนี้อาหารไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป กำลังดีเลย”
ซูเจียวเจียวยิ้มแล้วกล่าวว่า “คุณเป็นแบบนี้ คนไม่รู้ก็คงคิดว่าฉันเป็นคนป่วยเสียเอง”
เซียวหยวนหมิงจับมือเธอไว้ ดวงตาลึกซึ้งฉายแววอ่อนโยน “สองวันที่ผ่านมาคุณดูแลผมไม่หยุดเลย คุณคงเหนื่อยน่าดู”
เซียวหยวนหมิงรู้ว่าวันนั้นซูเจียวเจียวก็โดนฝนหนักมาก ร่างกายเย็นเฉียบ สองวันนี้เธอยังต้องกินยาแก้หวัดอีก
ซูเจียวเจียวยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่เป็นหวัดเล็กน้อยเท่านั้น พอดีดื่มน้ำขิงไปก่อนหน้านี้ เลยไม่เป็นหวัดหนักเท่าไร สองวันนี้กินยาไปก็ดีขึ้นมากแล้ว”
หลังจากทั้งสองคนกินข้าวเสร็จก็นั่งอ่านหนังสือด้วยกัน
ลู่เหว่ยหมินกับจางเหม่ยจวี๋พูดคุยกันเบาๆ เกรงว่าจะรบกวนการอ่านหนังสือของทั้งสองคน
มีเพียงหลี่จินฮวาที่จงใจส่งเสียงออกมาเป็นครั้งคราว
ทุกครั้งที่เธอได้รับสายตาที่แฝงไปด้วยคำเตือนของเซียวหยวนหมิง เธอก็จะระมัดระวังตัวในทันที แต่ไม่นานเธอก็จะจงใจส่งเสียงออกมาอีก
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด แสงไฟในสถานีอนามัยก็สว่างขึ้น
ทุกที่ในตัวอำเภอได้ติดตั้งไฟฟ้าแล้ว แสงไฟสว่างเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วห้องสีขาว สะท้อนความอบอุ่นไปทั่วห้อง
เซียวหยวนหมิงเมื่อเจอจุดที่ไม่เข้าใจก็จะถามความเห็นจากซูเจียวเจียว ซูเจียวเจียวก็จะบอกความเห็นของเธอให้เขาฟัง จากนั้นเซียวหยวนหมิงก็จะได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการของตัวเอง ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานกับหนังสือในมือ
จากนั้นก็ผลัดกันท่องหนังสือ
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^