บทที่ 105 หน้าตาดีก็ผิดหรือนี่?
บทที่ 105 หน้าตาดีก็ผิดหรือนี่?
เซียวหยวนหมิงเองก็คิดเช่นนั้น ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน เขาก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้เลยจริงๆ
วันแรกที่เขาพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เซียวหยวนซินก็พาหยวนหยวนมาเยี่ยมเขา แต่ที่บ้านจะปล่อยให้ว่างเปล่าไม่ได้ มิฉะนั้นคงโดนขโมยบุกรุกเป็นแน่!
อีกทั้งเซียวหยวนซินยังต้องทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าด้วย ทางกองผลิตปล่อยแค่ซูเจียวเจียวลาหยุดงาน ไม่ได้ปล่อยเซียวหยวนซินลาหยุดด้วยสักหน่อย
ขณะที่ทั้งสองยืนรอรถอยู่ริมถนน ก็เห็นหลี่เอ้อร์โก่วกับหลี่จินฮวาผู้เป็นมารดาเดินมาแต่ไกล
หลี่เอ้อร์โก่วถือกระเป๋าเพียงใบเดียว ส่วนหลี่จินฮวาถือถุงพะรุงพะรังเต็มสองมือ ทั้งสองซื้อของบางอย่างกลับไปด้วย การเดินทางเข้าเมืองแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อกลับไปแล้วก็ย่อมต้องซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปเป็นธรรมดา
หลี่จินฮวาใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ ดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง ตรงกันข้ามกับหลี่เอ้อร์โก่วที่ใบหน้าแดงก่ำ มีเลือดฝาด ดูสุขภาพดีเป็นที่สุด
ซูเจียวเจียวมุมปากกระตุกอย่างช่วยไม่ได้
หลี่เอ้อร์โก่วยังคงคิดจะเข้าหาและพูดคุยกับซูเจียวเจียว แต่กลับถูกเซียวหยวนหมิงมองตาเขม็ง จนเขาต้องหดตัวกลับไปยืนข้างหลังพลางแอบชำเลืองมองซูเจียวเจียวอย่างไม่ยอมแพ้
ตอนนี้เขายิ่งพบว่าซูเจียวเจียวยิ่งสวยขึ้นทุกวัน!
หากรู้ว่าซูเจียวเจียวจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ละก็ เขาจะไล่จีบซูเจียวเจียวตั้งแต่แรกให้ได้!
หลี่เอ้อร์โก่วรู้สึกเสียใจเป็นครั้งที่หมื่น
เมื่อเห็นสายตาของหลี่เอ้อร์โก่ว ซูเจียวเจียวก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
เซียวหยวนหมิงก็สัมผัสได้เช่นกัน เขาเคลื่อนตัวไปยืนบังซูเจียวเจียวอย่างแนบเนียน ใช้ร่างกายกำยำบดบังสายตาของหลี่เอ้อร์โก่ว จากนั้นจึงหันไปมองหลี่เอ้อร์โก่วด้วยสายตาที่ดุดันราวกับจะกินคน แล้วเอ่ยขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้ายังมองอีกละก็ ฉันจะควักลูกตาหมาของแกออกมาซะ!”
หลี่เอ้อร์โก่วเอ่ยอย่างโกรธจัด “เซียวหยวนหมิง! แกอย่าทำเป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยเลย! ฉันมองไปทางนั้นมันไปขวางหูขวางตาแกด้วยหรือไง?”
เซียวหยวนหมิงดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยความดุร้าย “จะมองไปทางนั้นหรือมองภรรยาของฉัน แกย่อมรู้ดีแก่ใจ! ตอนนี้ยุวชนซูคือภรรยาของฉัน แกอย่าคิดจะมองเหลียวหลังอีก มิฉะนั้นละก็เตรียมรับหมัดของฉันได้เลย!”
พูดแล้วเขาก็กำหมัดแน่น
หลี่เอ้อร์โก่วดวงตาฉายแววหวาดกลัวเล็กน้อย กลืนน้ำลายอึก เซียวหยวนหมิงคนนี้นี่มันอันธพาลชัดๆ! เขาแค่มองเองจะอะไรนักหนา?
แค่มองเฉยๆ ไม่ทำให้บุบสลายสักหน่อย!
หลี่จินฮวาเห็นลูกชายถูกรังแก ก็แหกปากตะโกนด่าทันที “เซียวหยวนหมิง หากแกหวงก้างนัก ก็ไม่ต้องให้เมียออกมานอกบ้านเลยสิ! วันๆ เอาแต่แต่งตัวเหมือนนางจิ้งจอกเก้าหาง! นี่ไม่ใช่ตั้งใจให้คนอื่นเขามองหรอกหรือไง?”
จิ้งจอกเก้าหางซูเจียวเจียว "???"
แค่สวยก็ผิดแล้วหรือนี่?
“แต่หากทุกคนบนโลกนี้หน้าตาเหมือนคุณกันหมดละก็ คงสยดสยองน่าดู”
ซูเจียวเจียวตอบกลับไปหนึ่งประโยค
น่าเสียดายที่หลี่จินฮวาใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจความหมาย แต่เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่คำพูดดีๆ แน่ เธอจ้องมองซูเจียวเจียวอย่างขุ่นเคือง แต่เมื่อเห็นเซียวหยวนหมิงยืนขวางอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมราวกับจะกินคน หญิงชราก็หุบปากลงทันที
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินผ่านมา เมื่อเห็นหลี่จินฮวา ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง แล้วเอ่ยอย่างโกรธแค้นว่า “แกนี่เอง? วันนั้นเป็นแกที่ขโมยกล้วยของฉันไปสองลูก! ใช่ไหม!”
หลี่จินฮวาหน้าเปลี่ยนสี พลางเอ่ยอย่างร้อนรน “คุณอย่าพูดเหลวไหลนะ! ใครขโมยกล้วยของคุณ!”
“ก็แกนั่นแหละ! ตอนนั้นมีแค่แกคนเดียวที่เดินผ่านมา กล้วยที่ฉันวางไว้บนหน้าต่างก็หายไปสองลูกทันที!” หญิงวัยกลางคนเอ่ยอย่างเจ็บแค้น น่าเสียดายที่เธอไม่มีหลักฐาน แม้จะสงสัยว่าหลี่จินฮวาเป็นคนขโมยก็ไร้ประโยชน์
หลี่จินฮวาดูเหมือนจะรู้ข้อนี้ดี จึงเอ่ยเสียงดังว่า “อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ! ฉันเดินผ่านหน้าต่างบ้านหล่อนแล้วมันหมายความว่าฉันขโมยเหรอ? เห็นกับตาหรือยังไง? หล่อนไม่มีหลักฐานอะไรเลย แล้วมาป้ายความผิดให้ฉันว่าฉันขโมย หล่อนยังมีความละอายใจอยู่ไหมเนี่ย? หล่อนอาจจะแอบกินเอง แล้วมาโทษฉันแน่ๆ!”
หลี่จินฮวาตอบโต้กลับไปสองสามประโยค ทำให้หญิงวัยกลางคนโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ “แกมันคนแก่โลภมาก เป็นโจรขโมยกล้วยไร้คุณธรรม! ฉันจะถือซะว่าเอาไปให้หมากิน!”
หญิงวัยกลางคนจากไปอย่างเจ็บแค้น
ซูเจียวเจียวรีบถอยห่างจากหลี่จินฮวาไปสองสามเมตร เมื่อวานจางเหม่ยจวี๋ก็บอกเธอว่า กล้วยสองลูกของหลี่จินฮวาไม่แน่ว่าอาจจะเป็นของที่ขโมยมา! ด้วยฐานะทางบ้านของหลี่จินฮวาไม่น่าจะมีปัญญาซื้อมันมากิน และคงไม่ยอมเสียเงินซื้อผลไม้ราคาแพงเช่นนี้เป็นแน่!
มีเงินซื้อผลไม้ สู้ซื้อเนื้อกินยังดีเสียกว่า!
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นของที่ขโมยมาจริงๆ!
ดีนะที่เธอให้เซียวหยวนซินอยู่เฝ้าบ้าน มิฉะนั้นบ้านคงโดนขโมยบุกรุกเป็นแน่!
สีหน้าของหลี่จินฮวาก็ไม่สู้ดีนัก เธอถ่มน้ำลายใส่ร่างของหญิงวัยกลางคนที่จากไป
ซูเจียวเจียวเพื่อที่จะได้อยู่ห่างจากหลี่เอ้อร์โก่วและหลี่จินฮวา ก็จูงมือเซียวหยวนหมิงเดินไปไกลมาก แล้วจึงหยุดรอรถ
ตอนนี้ในมือของอาหมิงมีของมากมาย บรรจุอยู่ในถุงกระสอบพลาสติก ซึ่งข้างนอกมองไม่เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง หากหลี่จินฮวารู้ว่าข้างในมีเนื้อ แป้งสาลี ไข่ ไข่เค็ม ซอสเนื้อวัว ผงนมมอลต์ และขนมหวาน เธอคงต้องอิจฉาจนตาแดงก่ำเป็นแน่!
ทั้งสองรอรถอยู่ริมถนนประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มีรถแทรกเตอร์คันหนึ่งของกองผลิตข้างๆ แล่นผ่านมา ซูเจียวเจียวจ่ายค่ารถ รถก็ส่งทั้งสองคนไปส่งถึงทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งสะดวกสบายสุดขีด
เซียวหยวนหมิงสะพายถุงใหญ่บนบ่า และถือถุงเล็กอีกสองใบในมือ ถุงหนึ่งบรรจุไข่ไก่และไข่เค็ม ส่วนอีกถุงหนึ่งบรรจุเสื้อผ้าเปลี่ยนสองชุดของเขากับซูเจียวเจียว รวมถึงสบู่ ไม้แขวนเสื้อ และกะละมัง
ซูเจียวเจียวไม่ได้ถืออะไรเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากถือ แต่เซียวหยวนหมิงไม่ยอมให้เธอถือของแม้แต่น้อย
เขาบอกว่าของพวกนี้เบามาก เขาถือคนเดียวได้สบายๆ
ดังนั้นบนตัวของซูเจียวเจียวจึงสะพายกระเป๋าผ้าสีเขียวทหารเพียงใบเดียว ซึ่งบรรจุเงินและบัตรแลกของ
ส่วนอีกมือหนึ่งก็ถือกระติกน้ำเล็กๆ ที่บรรจุน้ำเชื่อม ซึ่งเซียวหยวนหมิงซื้อให้เธอดื่มขณะรอรถ
เขาบอกว่าหากเดินเหนื่อยก็ให้ดื่มน้ำเชื่อมเพื่อเติมพลัง
นี่เขามองเธอเป็นเด็กเล็กหรืออย่างไรนะ!
เพิ่งจะเดินมาไม่กี่ก้าวเอง จะเหนื่อยได้อย่างไร?
ของทั้งหมดเขาก็เป็นคนแบกเองด้วยซ้ำ!
ไม่ยอมให้เธอต้องลำบากแม้แต่น้อย!
แต่ซูเจียวเจียวในใจก็รู้สึกหวานซึ้งราวกับดื่มน้ำผึ้ง!
ความรู้สึกที่ถูกตามใจราวกับเป็นเด็กนี้ ช่างทำให้มีความสุขเหลือเกิน!
ชาติที่แล้ว เธอมองข้ามสิ่งสำคัญไปมากมายถึงเพียงนี้ได้ยังไงนะ!
เมื่อมองดูร่างสูงใหญ่ที่แบกของพะรุงพะรังอยู่ข้างหน้า แต่ยังคงเดินอย่างกระฉับกระเฉง ซูเจียวเจียวก็เร่งฝีเท้าตามไป “อาหมิงคอแห้งหรือเปล่า? ดื่มน้ำหน่อยไหม? เดี๋ยวฉันป้อนให้เองนะ!”
เซียวหยวนหมิงเดิมทีจะตอบว่าไม่กระหายน้ำ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเห็นดวงตาของซูเจียวเจียวที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความอ่อนโยน สุกใสเป็นประกายระยิบระยับ คำพูดที่เตรียมจะเอ่ยก็กลืนกลับลงไปในลำคออย่างไม่รู้ตัว แล้วเปลี่ยนคำพูดทันที
“ดีครับ”
ซูเจียวเจียวเปิดกระติกน้ำอย่างมีความสุข เขย่งปลายเท้าป้อนน้ำหวานให้เขาดื่มไปอึกใหญ่
ตอนนี้เป็นทางเข้าหมู่บ้าน พอดีเป็นตอนเที่ยงที่ชาวบ้านเลิกงานกลับบ้าน หลายคนเห็นแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้
ดูเหมือนยุวชนซูจะรักเซียวหยวนหมิงมากจริงๆ!
วันนั้นที่เกิดดินถล่ม เธอก็อยู่ที่นั่นทั้งคืน ร้องไห้เสียใจจนแทบจะสิ้นหวัง หลังจากนั้นก็ปีนขึ้นเขาไปตามหาคน หากไม่มีซูเจียวเจียวละก็ เซียวหยวนหมิงและคนอื่นๆ คงไม่มีทางรอดชีวิตกลับมาได้!
ตอนที่ส่งไปโรงพยาบาล แพทย์ก็บอกว่าโชคดีที่เจอพวกเขาได้ทันเวลา ช่วยชีวิตคนไว้ได้ มิฉะนั้นพวกเขาคงขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปแล้ว
และวันนั้นยุวชนซูเองก็เป็นคนนำทีมขุดค้นคนด้วย!
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^