บทที่ 107 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [1]
บทที่ 107 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [1]
ขณะที่ทั้งสองกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร เซียวหยวนซินก็กลับมาพร้อมกับผักกุยช่ายที่ล้างสะอาดแล้วจากริมแม่น้ำ
เมื่อเห็นทั้งคู่กำลังยุ่งอยู่ในครัว เธอก็เอ่ยขึ้นว่า “ไหนเธอบอกว่าจะปล่อยให้ฉันทำไง?”
ซูเจียวเจียวกำลังหั่นผักอยู่ เธอหันไปมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม “ก็พี่นอนไม่หลับมาทั้งคืน ฉันว่าคงจะเหนื่อยมากเลย เดี๋ยวพอเรากินมื้อเที่ยงเสร็จ เรามานอนพักผ่อนกันเถอะค่ะ”
เซียวหยวนหมิงเองก็กล่าวเสริม “คนเยอะแรงก็เยอะ ถ้าพี่ทำคนเดียวละก็ ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร”
เซียวหยวนซินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเหลือเกิน ในครอบครัวนี้ ทั้งอาหมิงและเจียวเจียวต่างก็ช่วยกันแบ่งเบางานบ้าน ไม่มีการมานั่งเกี่ยงว่าใครทำงานมากหรือน้อย และยังคอยคิดถึงเธอเสมอ ไม่เหมือนบ้านตระกูลหลิวที่โยนทุกอย่างมาให้เธอทำ พอทำอาหารเสร็จก็ไม่เหลืออะไรให้เธอกินเลยสักนิด
แต่เรื่องเหล่านั้นมันจบไปแล้ว
เซียวหยวนซินวางผักกุยช่ายที่ล้างแล้วลงด้านข้างเพื่อผึ่งลม จากนั้นก็ม้วนแขนเสื้อขึ้นมาช่วยผัดผัก คนหนึ่งก่อไฟ คนหนึ่งล้างผักหั่นผัก อีกคนหนึ่งผัดผัก แบ่งงานกันอย่างชัดเจน ไม่นานนักกลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่วห้องครัว
ซูเจียวเจียวเห็นว่ากับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว จึงไปหยิบลูกอมนมใส่กระเป๋า และหยิบขนมงากับขนมเกลียวอีกเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปที่บ้านป้าหวังเหวินเม่ยที่อยู่ข้างๆ เพื่อตามหลิวหยวนหยวนกลับมากินข้าว
บ้านของป้าหวังอยู่ห่างจากบ้านเธอแค่สองหลัง
ซูเจียวเจียวเดินไปไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถึงบ้านป้าหวัง
หวังเหวินเม่ยเห็นซูเจียวเจียวมา ก็ยิ้มทักทาย “ยุวชนซู พวกเธอมาแล้วเหรอ?”
ซูเจียวเจียวยิ้มตอบ “เพิ่งกลับมาไม่นานนี้เองค่ะ”
“น้าสะใภ้!”
หลิวหยวนหยวนที่กำลังเล่นสนุกกับเด็กๆ หลายคนอยู่ พอเห็นซูเจียวเจียวก็กระโดดเข้าไปกอดอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น
ซูเจียวเจียวโอบกอดเจ้าตัวเล็กที่กระโดดเข้าใส่พลางยิ้ม “คิดถึงน้าสะใภ้หรือเปล่าเอ่ย?”
“คิดถึงสิคะ!” ดวงตากลมโตเป็นประกายสีดำสนิทของหลิวหยวนหยวนดูราวกับจะพูดได้ จ้องมองซูเจียวเจียวแน่นิ่ง ไม่นานก็มีน้ำตาคลอเบ้า
ซูเจียวเจียวถาม “อ้าว หนูร้องไห้ทำไมล่ะคะ?”
ป้าหวังเองก็ตกใจ รีบถามว่าหลานๆ ของตัวเองรังแกหลิวหยวนหยวนหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ดีแน่ ถ้าทำให้ยุวชนซูเข้าใจผิดจะทำยังไง!
ป้าหวังจึงตำหนิหลานๆ ของตัวเอง “พวกแกไปรังแกหยวนหยวนหรือเปล่า?”
เด็กๆ ส่ายหน้ารัวๆ ราวกับลูกตุ้มนาฬิกาทันที พวกเขาไม่อยากโดนไม้เรียวฟาดก้นหรอกนะ! อีกอย่างน้องหยวนหยวนน่ารักจะตาย ใครจะไปกล้ารังแกได้ลงคอเล่า!
หลิวหยวนหยวนสูดน้ำมูกปาดน้ำตา แล้วมองไปทางป้าหวัง “คุณย่าหวังคะ พี่ๆ ไม่ได้รังแกหนูค่ะ หนูคิดถึงน้าสะใภ้กับน้าชายต่างหากล่ะ!”
ป้าหวังได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ
หลิวหยวนหยวนกอดคอซูเจียวเจียว แล้วถามด้วยความสนิทสนมว่า “น้าสะใภ้คะ น้าชายหายป่วยแล้วหรือยังคะ?”
ซูเจียวเจียวลูบหัวเล็กๆ ของหลิวหยวนหยวนอย่างเอ็นดู “น้าชายของหนูหายดีแล้วจ้ะ ตอนนี้กลับบ้านแล้ว กำลังทำอาหารอร่อยๆ ให้หนูกินเลย”
“หนูอยากกลับบ้านไปหาน้าชายค่ะ!” หลิวหยวนหยวนดีใจจนเนื้อเต้น ดวงตายังมีหยดน้ำตาใสๆ คลออยู่ ทำให้ซูเจียวเจียวรู้สึกขำจนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เด็กๆ นี่น่ารักจริงๆ นะ
เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็หัวเราะ
ซูเจียวเจียวจูงมือหลิวหยวนหยวน แล้วยิ้มหวานให้ “เดี๋ยวรอก่อนนะ”
พูดแล้วก็หยิบขนมงาหนึ่งชิ้น ขนมเกลียวหนึ่งชิ้น และลูกอมนมอีกสองเม็ดให้เธอ
หลิวหยวนหยวนเมื่อได้ของกิน สิ่งแรกที่ทำคือไม่ใช่กินเอง แต่หักขนมงาครึ่งหนึ่งป้อนให้ซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวกัดขนมงาที่เธอป้อนให้ไปหนึ่งคำ มันทั้งกรอบอร่อย มีกลิ่นหอมงาชัดเจน
เจ้าตัวเล็กนี่ช่างมีน้ำใจ และเอาใจใส่คนอื่นจริงๆ
ซูเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลิวหยวนหยวนขมวดคิ้วเล็กๆ ด้วยความลำบากใจ เธอมองป้าหวังกับเพื่อนๆ อีกครั้ง แล้วมองขนมงาที่เหลือครึ่งหนึ่ง ขนมเกลียว และลูกอมนมสองเม็ดในมือ แล้วจะแบ่งยังไงดีนะ?
น่าปวดหัวจัง!
ซูเจียวเจียวยิ้ม “ฉันยังมีอีกนะ”
พูดแล้วก็กวักมือเรียกเด็กๆ ที่อยู่ตรงข้าม “ลู่ลู่ ไห่จื่อ เสี่ยวหู่จื่อ มานี่สิ”
เสี่ยวหู่จื่อตัวเล็กที่สุด อายุยังไม่ถึงสองขวบ แต่เดินได้แล้ว เดินเตาะแตะไปมา ส่ายหัวเล็กๆ น่ารักสุดๆ
เสี่ยวหู่จื่อไม่รู้ว่าอะไรคือน่าอาย เด็กอายุสองขวบยังพูดไม่ชัด พอเห็นของกินก็เดินเตาะแตะไปหาซูเจียวเจียวทันที
ซูเจียวเจียวแบ่งขนมงาหนึ่งชิ้น ขนมเกลียวหนึ่งชิ้น และลูกอมนมสองเม็ดให้เขา
เสี่ยวหู่จื่อเป็นหลานชายของป้าลู่ (อาสะใภ้ลู่) เป็นลูกชายของลู่เหว่ยหมิน ตอนนี้ลู่เหว่ยหมินยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จางเหม่ยจวี๋ก็ไปเฝ้าเขาที่โรงพยาบาล ป้าลู่ก็ยุ่งกับการทำอาหาร จึงปล่อยให้เสี่ยวหู่จื่อไปเล่นที่บ้านป้าหวัง
ป้าหวังไม่ได้ห้ามซูเจียวเจียวให้ของกินหลานชายของป้าลู่ เพราะไม่ใช่หลานของตัวเอง ถ้าห้ามแล้วป้าลู่รู้เข้า คงจะไม่พอใจแน่
นอกจากเสี่ยวหู่จื่อแล้ว ยังมีเด็กตัวเล็กๆ อีกสี่คน จ้องมองด้วยความหวัง แต่ก็ไม่กล้าเข้ามาขอ
เด็กผู้หญิงสองคน คนหนึ่งชื่อลู่ลู่ คนหนึ่งชื่อเมิ่งเมิ่ง เป็นหลานสาวของป้าหวัง ส่วนเด็กผู้ชายคนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อไห่จื่อกับเสี่ยวหยุน เป็นลูกของลูกชายคนโตของป้าลู่
ซูเจียวเจียวเดินเข้าไปแบ่งขนมงา ลูกอมนม และขนมเกลียวให้พวกเขา
ป้าหวังร้องขึ้น “โอ๊ย! อย่าเลยๆ ของพวกนี้ราคาแพงออก! ยุวชนซูเก็บไว้กินเองเถอะค่ะ” ป้าหวังพูดพลางจะเข้ามาห้าม
“ฉันซื้อมาเยอะแยะค่ะ อีกอย่างของแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกค่ะ ให้เด็กๆ ได้ลองชิมของใหม่ๆ กันบ้างก็ดีนะคะ” ซูเจียวเจียวเอาของยัดใส่มือเด็กๆ ไปอย่างไม่รอช้า
แต่เด็กทั้งสี่คนกลับยืนนิ่งราวกับนกกระทา ไม่กล้ารับของที่ยื่นให้ เมื่อซูเจียวเจียวยัดใส่มือไป พวกเขาก็ถือไว้อย่างแข็งทื่อ มองซูเจียวเจียวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี แล้วก็มองไปที่ป้าหวัง
ลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งกลืนน้ำลายอึกๆ ทั้งๆ ที่อยากกิน แต่ก็ต้องอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ
คุณย่าสอนพวกเขาว่า อย่าไปขอของกินจากคนอื่นง่ายๆ มันไม่ดี
ไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนก็เช่นกัน ส่ายหน้าให้ซูเจียวเจียว “พวกเรารับไม่ได้หรอก…”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าซูให้พวกหนูกินนะจ๊ะ เป็นเด็กดี แล้วรับไปเถอะ” ซูเจียวเจียวชอบเด็กๆ เหล่านี้มาก พวกเขาถูกป้าหวังกับป้าลู่สอนมาดีจริงๆ
เด็กๆ เหล่านี้ไม่เคยขอของจากคนอื่นมั่วซั่ว และมีมารยาทดี เวลาเห็นเธอก็จะทักทายว่า ‘สวัสดีค่ะป้าซู’
ป้าหวังห้ามซูเจียวเจียวไม่ได้ ก็เลยยอมให้ทุกคนรับไว้
“ยังไม่รีบขอบคุณป้าซูอีก”
เด็กน้อยทั้งสี่คนยืนเรียงแถว “ขอบคุณค่ะป้าซู”
แม้แต่เสี่ยวหู่จื่อก็ยังกินไปพลาง พูดไปพลางอย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำว่า “ขะ… ขอบคุณ… ป้า… ซู”
ภาพนี้ทำให้ซูเจียวเจียวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
เด็กๆ จึงเริ่มกินของกินกันอย่างมีความสุข
ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นไห่จื่อนำของกินในมือใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง ไห่จื่อเห็นซูเจียวเจียวมองมา ก็หน้าแดงเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเบา “ผะ… ผมอยากเอาไปให้คุณย่ากับพ่อแม่กินครับ คุณครูบอกว่าต้องรู้จักแบ่งปัน ต้องรู้จักกตัญญูต่อผู้ใหญ่ครับ”
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^