บทที่ 108 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [2]
บทที่ 108 กินบุญเก่าอย่างผ่าเผย [2]
ไห่จื่ออายุเก้าขวบในปีนี้ เป็นหลานชายคนโตของป้าลู่ เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สอง เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาเล่าให้ป้าลู่ฟังว่า เพื่อนที่โรงเรียนเลิกเรียกพ่อแม่ว่า ‘เตี่ย เหนียง’ แล้ว ตอนนี้เขานิยมเรียก ‘คุณพ่อ คุณแม่’ ซึ่งเขาก็คิดว่าเพราะกว่า จึงเรียกแบบนั้นบ้าง
เสี่ยวหยุนที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งเมื่อปีที่แล้ว พอได้ยินพี่ชายพูด เธอก็หยุดกินทันที เก็บขนมที่เหลือครึ่งหนึ่งใส่กระเป๋า แล้วบอกว่าอยากเอาไปให้คุณย่ากับพ่อแม่กินที่บ้าน
ซูเจียวเจียวลูบหัวเด็กน้อยทั้งสองพลางยิ้ม “น่ารักจริงๆ”
ป้าหวังเอ่ยด้วยสีหน้าอิจฉา “เด็กๆ บ้านป้าลู่นี่สอนมาดีจริงๆ พอได้อ่านหนังสือบ้างก็ไม่เหมือนใครเลยนะ”
ลู่ลู่ที่อยู่ข้างๆ กำลังกินขนมงา พอได้ยินไห่จื่อพูดและคุณย่าชมไห่จื่อกับเสี่ยวหยุน เธอนึกขึ้นได้ว่าคุณย่าของเธอก็ยืนอยู่ตรงนี้ จึงหักขนมงาครึ่งหนึ่งยื่นให้ป้าหวัง “คุณย่าคะ นี่ค่ะ”
เมิ่งเมิ่งก็ทำตาม หักขนมงาครึ่งหนึ่งยื่นให้ป้าหวังเช่นกัน “คุณย่าคะ ของหนูก็ให้คุณย่าครึ่งหนึ่งค่ะ”
พอพ้นปีใหม่ ลู่ลู่อายุหกขวบแล้ว ส่วนเมิ่งเมิ่งก็สี่ขวบแล้ว
ป้าหวังเผยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ “ดีมากจ้ะ เด็กดีของย่า”
แต่ป้าหวังก็ไม่ได้หยิบไป เธอมองหลานๆ อย่างอ่อนโยน “พวกหนูๆ กินเองเถอะ ย่าไม่หิวหรอก”
“คุณย่ากินเถอะ ขนมงาหอมอร่อยมากเลยนะคะ!” ลู่ลู่ทำท่าราวกับจะไม่ยอมแพ้ถ้าป้าหวังไม่กิน ป้าหวังจึงต้องรับไป แล้วหักขนมงาชิ้นเล็กๆ กินไปหนึ่งคำ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คืนให้เมิ่งเมิ่ง
จากนั้นก็บอกลู่ลู่ “ส่วนของหนู เก็บไว้ให้พ่อกับแม่กินตอนที่พวกเขาเลิกงานกลับบ้านนะ”
“ได้ค่ะ ให้พ่อกับแม่กิน” เมิ่งเมิ่งพยักหน้าตอบรับ
ลู่ลู่จึงเก็บขนมเกลียวกับลูกอมนมไว้ แล้วบอกว่า “ของหนูก็จะเก็บไว้ให้พ่อกับแม่ด้วยค่ะ”
ลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งได้ยินไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนที่อยู่บ้านข้างๆ ไม่เรียกพ่อแม่ว่า ‘เตี่ย เหนียง’ แต่เรียกว่า ‘คุณพ่อ คุณแม่’ พวกเธอรู้สึกว่าแปลกใหม่ จึงเรียกตามจนเรียกติดปากไปแล้ว
ซูเจียวเจียวเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้แปลกใจอะไร
ในยุคนี้มีทั้งที่เรียกแม่ว่า ‘มู่ชิน’ ‘เหนียง’ ‘มา’ และเรียกพ่อว่า ‘ฟู่ชิน’ ‘เตี่ย’ ‘ปา’ ซึ่งแต่ละที่ก็เรียกแตกต่างกันไป
ส่วนใหญ่ในเมืองก็จะเรียก ‘คุณพ่อ คุณแม่’ กันเสียเป็นส่วนมาก
ขณะที่ในชนบทซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาและยังล้าหลัง ชาวนาใช้ชีวิตอยู่กับไร่นาตลอดทั้งปี ไม่ค่อยได้เข้าเมืองเท่าไร ดังนั้นการเรียกขานชื่อต่างๆ ในแต่ละหมู่บ้านก็ยังไม่เหมือนกัน
ซูเจียวเจียวเอ่ยขึ้น “อีกปีเดียวลู่ลู่ก็จะเจ็ดขวบแล้ว น่าจะเข้าเรียนชั้นประถมได้แล้วใช่ไหมคะ?”
ป้าหวังมองลู่ลู่แล้วตอบ “ใช่จ้ะ สามารถเข้าเรียนชั้นประถมได้แล้ว พอเปิดเรียนเดือนกันยายนปีหลังนี้ก็จะส่งไปโรงเรียน ให้เรียนรู้บ้างก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย”
ดูอย่างยุวชนซูนี่สิ เธอได้เรียนหนังสือ เย็บเสื้อผ้าเป็น แถมยังวาดรูปได้ด้วย ครั้งก่อนป้าไปบ้านเธอ เห็นรูปที่ยุวชนซูวาด สวยมากเลยนะ เหมือนจริงสุดๆ
แล้วพอทำเสื้อผ้าตามรูปที่วาดออกมาก็สวยงามจับใจ
เพราะมีความรู้ถึงจะหาเงินได้นี่!
รัฐบาลก็เคยบอกไว้ไม่ใช่หรือ?
ความรู้คือพลัง!
“ไม่นึกเลยว่าป้าหวังจะเป็นคนหัวก้าวหน้าขนาดนี้ ตั้งใจจะส่งลูกไปเรียนหนังสือ” ซูเจียวเจียวพยักหน้าเห็นด้วย เธอมองป้าหวังด้วยแววตาชื่นชมเล็กน้อย
ยุคนี้ผู้หญิงในชนบทไม่ค่อยได้เรียนหนังสือกันเท่าไร มีแต่คนพูดว่าการเรียนหนังสือของผู้หญิงไร้ประโยชน์ เรียนไปก็เสียเปล่า พอเรียนจบ โตขึ้น ก็ต้องออกเรือนไปเป็นสะใภ้บ้านอื่น เท่ากับว่าเรียนให้บ้านอื่น
ส่วนเด็กผู้ชายเรียนหนังสือถึงจะมีประโยชน์ เรียนเพื่อครอบครัวตัวเอง
ดังนั้นถ้ามีเงินเหลือก็เก็บไว้ดีกว่า เก็บไว้ให้เด็กผู้ชายแต่งงานมีลูกในอนาคต จะดีกว่าส่งเด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือมากไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นในชนบทจึงแทบจะไม่เห็นเด็กผู้หญิงเข้าโรงเรียนเลย
ป้าหวังหัวเราะ “ตอนนี้ที่บ้านฉันมีแค่ลูกสาวสองคน ไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชายก็คือลูกของเรา จะไม่ให้พวกเขาเรียนหนังสือ แล้วจะให้ใครเรียนล่ะ? เงินค่าเรียนหนังสือน่ะพอมีอยู่แล้ว”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ “ฉันเห็นว่าลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งเป็นเด็กดีและกตัญญูมากเลยนะคะ พอโตขึ้นมีหน้ามีตาแล้ว ก็จะไม่ลืมคุณย่าคนนี้แน่นอนค่ะ พอหาเงินได้แล้วก็จะกลับมาดูแลคุณย่าค่ะ”
ป้าหวังได้ยินดังนั้นก็ชื่นใจ “โอ๊ย ฉันไม่ต้องการให้พวกเธอหาเงินมาให้หรอกจ้ะ แค่พวกเธอใช้ชีวิตให้ดี ยายแก่ๆ คนนี้ก็พอใจแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ป้าลู่ก็มาเรียกหลานชายหลานสาวกลับไปกินข้าวกลางวัน
“ป้าหวังคะ รบกวนคุณแล้วนะคะ”
ป้าหวังหัวเราะ “พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เราเป็นเพื่อนบ้านกันก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว สมัยก่อนลู่ลู่กับเมิ่งเมิ่งยังเด็ก ก็วิ่งไปที่บ้านเธอบ่อยๆ เหมือนกัน”
ป้าลู่ยิ้มพลางเดินเข้ามาอุ้มเสี่ยวหู่จื่อที่อยู่บนพื้น เธอมองเห็นซูเจียวเจียวที่ยืนอยู่ในลานบ้าน ดวงตาเป็นประกาย “ยุวชนซู เธอมาแล้วเหรอ? อาหมิงกลับมาแล้วหรือยัง? เหว่ยหมินที่บ้านเป็นยังไงบ้าง?”
ซูเจียวเจียวรู้ว่าเธอเป็นห่วงลู่เหว่ยหมิน จึงเลือกบอกข่าวสำคัญก่อน “ลู่เหว่ยหมินไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ มีเหม่ยจวี๋คอยดูแลเขาอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลนะคะ คาดว่าอีกไม่นานก็จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ที่เหลือก็แค่เรื่องขา ต้องใช้เวลาพักฟื้นเท่านั้นเองค่ะ”
ป้าลู่ได้ยินดังนั้น ความกังวลที่ค้างอยู่ในใจมาหลายวันก็หมดไป
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เป็นห่วงลูกชาย แต่ที่บ้านมีเด็กสามคนให้ดูแล ทุกวันก็ต้องทำอาหาร ซักผ้า ไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้เลย
ลูกชายคนโต ลูกสะใภ้คนโต และสามีของเธอก็ต้องไปทำงานอีก ทุกคนยุ่งกันมากจริงๆ
ตอนนี้พอได้ยินว่าไม่มีอะไร ป้าลู่ก็โล่งใจมากทีเดียว
ไห่จื่อกับเสี่ยวหยุนเดินเข้ามา แล้วยื่นขนมงา ขนมเกลียว และลูกอมนมในมือให้ แล้วบอกว่าเป็นของที่ซูเจียวเจียวให้
ป้าลู่คิดจะคืนให้เป็นอันดับแรก แต่ซูเจียวเจียวก็ดันกลับไป “ป้าลู่คะ อย่าเกรงใจไปเลย ก็แค่อาหารเล็กๆ น้อยๆ เอง”
“พวกเราไม่มีอะไรให้เธอเลย แต่เธอกลับให้อาหารพวกเราอยู่เรื่อย แบบนี้คงจะดูไม่ดีเท่าไร”
“จะมีตรงไหนที่ไม่ดีล่ะคะ เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันนี่ เมื่อก่อนคุณก็ช่วยอาหมิงไม่น้อยเหมือนกันค่ะ”
ทุกคนคุยกันอีกพักใหญ่ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าว
ซูเจียวเจียวจูงมือหลิวหยวนหยวนกลับบ้าน อาหารก็จัดวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว รอแค่เธอกับหลิวหยวนหยวนกลับมาก็เริ่มกินได้เลย
ทั้งสี่คนนั่งลงที่โต๊ะ หลิวหยวนหยวนควักลูกอมนมในกระเป๋าออกมา ยื่นให้เซียวหยวนหมิงอย่างภูมิใจ “น้าชาย กินลูกอมค่ะ”
เซียวหยวนหมิงหัวเราะพลางลูบหัวเล็กๆ ของเธอ “น้าไม่กินตอนนี้หรอกนะ พวกเรากินข้าวกันก่อน หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ค่อยกินลูกอมกันนะ”
หลิวหยวนหยวนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เก็บลูกอมกลับเข้ากระเป๋า แล้วตั้งใจกินข้าว
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ เซียวหยวนซินก็ไปล้างจาน ส่วนซูเจียวเจียวก็ไปนวดแป้ง เซียวหยวนหมิงก็เก็บโต๊ะและทำความสะอาดครัว
ซูเจียวเจียวล้างมือ แล้วตักแป้งใส่กะละมัง ก่อนจะเริ่มนวดแป้ง
การนวดแป้งเป็นงานที่ต้องใช้แรง ซูเจียวเจียวรู้สึกเมื่อยมือหลังจากนวดไปได้พักหนึ่ง จึงเรียกเซียวหยวนหมิงมานวดแป้งแทน
แน่นอนว่า ไม่นานนักเซียวหยวนหมิงก็สามารถนวดแป้งได้สำเร็จตามคำแนะนำของซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวใส่แป้งที่นวดแล้วลงในกะละมังใบใหญ่ ปล่อยให้มันขึ้นฟูสักพัก
!!! จากการตอบรับที่ล้นหลาม !!!
ยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3000 คน!!!
ทางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนตอนอัปเดตต่อวันเป็น 3 ตอน เป็นเวลา 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1-5 กรกฎาคม 2569
.
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 6000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^